วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2567

หวัดใหญ่ A

 


    มาอัพเดทอาการหลังจากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่
สายพันธ์ เอ เมื่อตั้งแต่วันที่ 9 ที่ผ่านมา ผมได้ถูก
เล่นงานอย่างหนักจากเจ้าเชื้อไวรัสดังกล่าว

    อาการสามวันแรกเรียกว่า เหมือนๆกันตอนฉีด
วัคซีนโควิดก็ได้ครับ
    หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดกระดูก
กินไม่ได้ นอนซมอย่างเดียว

    หลังจากได้ยาต้านไวรัสที่คุณหมอนั้นจ่ายมา
อาการดังกล่าวค่อยดีขึ้น แต่ที่แย่คือ มีอาการไอ
เพิ่มขึ้นอย่างกระทันหัน ไอจนท้องแข็ง ปวดเกร็ง
ไปหมด
    เป็นอยู่สองสามวันจึงค่อยทุเลา แต่ร่างกายก็ถูก
ทำร้ายไปมากโขอยู่เช่นกัน

    จากคนเคยต่อสู้กับความเหนื่อยระดับหัวใจเต้น
โซนห้าได้นานนับสิบนาที ต้องมาพบกับอาการเดิน
กลางแดดไม่ถึงหน้านาที สิบนาทีก็ต้องกลับมานั่งพัก
เข้าร่มหอบแหกๆ
    หากยังฝืนต่อไปก็จะเจออาการ เวียนหน้า
เวียนหลัง ตัวเย็น คล้ายจะเป็นลม
    คิดว่าหากฝืนไปอีกคงได้ล้มกลางลานเป็นแน่
ทำได้แค่เตือนตัวเองว่า ไม่ไหวก็อย่าฝืนหลาย มันคน
ละเรื่องกับการออกกำลังกายนะโว้ย

    เป็นแบบนี้อยู่หลายวัน กว่าจะได้ออกไปเดินยืดเส้น
ยืดสายที่สวนสาธารณะก็ปาไปสิบวัน เดินได้ครึ่ง ชม.
ก็คิดว่าพอละ อยากฝืนให้มันแข็งแรงขึ้น แต่ก็ไม่ได้ช่วย
อะไรเรื่องการไอเลย

    พออีกวันออกไปวิ่งก็ได้แค่ครึ่ง ชม. เพราะรำคาญ
ตัวเอง ว่ิงไป ไอไปคอกๆแค่กๆ กลัวจะแพร่เชื้อให้คน
อื่นเค้าก็ต้องหยุดไปซะแค่นั้น

    จนถึงวันนี้อาการไอก็ยังคงตามติดไม่คิดจะหนีห่างไ
ปไหน มันจะรักอะไรกุขนาดนี้ คิดในใจ
    วันนี้ไม่หาย พรุ่งนี้กุไปหาหมอก็ได้ อดทนกับมันมา
นานแล้ว เกินจะทนแล้ว ไม่อยากจะรับมันต่อไป
ต้องยอมให้บัวช้ำ ยอมให้น้ำมันขุ่นแล้วววว ถึกโป๊ะ

    หายดีแล้วคงได้วิ่งครับ ตอนนี้แสบคอไปหมดแล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2567

เรื่องเล่นๆ

 



    การฝึกตัวเองที่ยาก คือ การกล้าที่จะลงมือ
ทำอะไรใหม่ๆโดยปราศจากความรู้ใดๆ

    คล้ายกับการที่แพ็คกระเป๋าเดินทางโดยที่ไม่รู้
ว่าจะไปไหนแล้วสุ่มเลือกปลายทางออกมาโดยลำพัง
ไม่รู้ว่าจะต้องไปเจออะไร ไปยังไง คุยกับใครฯ

    หากจะให้เห็นภาพชัดเจนกว่านี้ ลองไปซื้อ
Rubiks หรือ Kendama มาหัดเล่นให้เก่งก็ได้
แต่อันนี้จะยากหน่อย

    มันคือการที่เราฝืนตัวเองทำอะไรสักอย่างที่
ไม่ถนัดอย่างตั้งอกตั้งใจ และไม่ล้มเลิกกลางคัน
และเมื่อมันสำเร็จ มันจะเป็นการเชื่อมต่อโครงสร้าง
ของสมองและจิตใจให้เรามีนิสัยชอบทดลองทำอะไร
ใหม่ๆมากขึ้นกว่าเก่า

    ซึ่งข้อดีของเราที่ได้ทำอะไรมากมายหลาย
อย่างคงไม่ต้องพูดถึงครับ
    มันเปิดโอกาสให้ชีวิตอีกมากมายให้ชีวิต มากกว่า
คนที่ทำอะไรไม่ค่อยจะได้ หรือเอาแต่พูดว่า
"ทำไม่เป็น"

    เมื่อวามผมเสียเวลาไปมากเอาการกับการก้ม
หน้ามองจอมือถือ เพื่อที่จะทำการฝึกหัดจัดเรียงภาพ
เป็นวิดีโอใ ห้ลงกับจังหวะเพลงที่มีให้เลือกในสื่อ
โซเชี่ยล

    เริ่มต้นความคิดช่วงสาย ช่วงเที่ยงเริ่มคิดภาพ
ที่อยากจะออกมาคร่าวๆแล้วลงมือ ทำงานไปด้วย
เล่นไปด้วย กว่าจะแล้วเสร็จใช้เวลาไปราวแปด ชม.

    ทำเสร็จแล้วก็รู้สึกว่า ตอนแรกๆมันยากมากๆ
เพราะเราไม่รู้อะไรเลย อะไรเป็นอะไร
แต่พอลองผิด ลองถูก แก้แล้วแก้อีก มันก็จะเริ่ม
คล่องขึ้น ใส่ความคิด หาทางลัดและแก้ไขให้ดีขึ้น
ได้มากกว่าเก่า

    ผมคิดว่าถ้าฝึกทักษะแบบนี้บ่อยๆก็สามารถที่จะ
นำไปปรับใช้เป็นแนวทางกับเรื่องอื่นๆในชีวิตได้
เป็นอย่างดีไม่มากก็น้อยแหละครับ

รับชม

วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2567

เมื่อรู้สึกว่าเวลาเดินเร็วเกินไป

 


ในช่วงวัยเยาว์...
บางครั้ง เราอยากให้เวลาเดินให้รวดเร็วกว่านี้

วัยนั้น เรารอวันที่จะได้เป็นอิสระ...
ด้วยความคิด ความคาดหวังต่างๆของตัวเอง

แต่ด้วยกฎระเบียบที่คล้ายกับกรงขังที่จองจำความคิด
ความอยากเหล่านั้นไว้ เราจึงทำได้แค่บางสิ่ง
และบางอย่างที่ทำได้แต่เฝ้ามองดู

วันนั้น เราจึงทำได้แต่รอ...
รอวันที่จะหลุดพ้นจากอำนาจเหนือตน
รอที่จะได้ออกไปโลดโผนในโลกที่แสนกว้างใหญ่
ที่มีอะไรๆให้ตื่นตา กระตุ้นใจให้เต้นระรัวตามใจใฝ่

วันนั้น บางช่วงเวลาเราจึงอยากที่จะเร่งทุกอย่าง
ให้มันรวดเร็ว ให้มันหมุนผ่านไปไวๆ

แต่นั่นก็นานมาแล้ว
เราผ่านมันมากันเกือบหมดแล้ว
เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างแล้วว่า...

บางอย่างก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคาดหวัง
บางอย่างก็ไม่ได้เหมือนกับที่เราคิดไว้ตอนต้น
บางอย่างเพียงแค่ผ่านเข้ามา เพื่อทำให้เรารู้ว่า..

เรานี้ แทบจะไม่ค่อยรู้อะไรเลย
และเรานี้ช่างไร้เดียงสาเพียงใดกับความคิดนั้น

แล้วจนวันหนึ่ง เราหยุดพัก...
เราสังเกตุสิ่งรอบตัวในมุมที่เราไม่เคยคิดถึงมาก่อน
เรามองละเอียดลงไปในความเป็นไปและลึกลงไป
เรากลับมองเห็นทุกอย่างผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว

มันรวดเร็วเกินไป...
และชีิวิตเรานั้นสั้นเกินไป....

วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2567

อัพเดทชีวิตอีก 6 เดือนหน้า

 


    ปีนี้อ่านหนังสือไปน้อยมากครับ....
อาจจะเพราะมีอะไรให้ทำหลายอย่าง หรือบางที
อาจจะเป็นข้ออ้างต่างๆนาๆก็ว่ากันไป ทำให้สายตา
มัวแต่ไปจดจ้องอยู่กับสิ่งอื่นมากกว่าที่จะหันหนังสือใส่

    แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ทุกๆคนล้วนมีช่วงเวลาขี้น
หรือ ลงแตกต่างกันไป เราเป็นเพียงแค่คนทั่วๆไป
ที่ไม่สามารถทำอะไรให้สม่ำเสมอได้ตลอดไปซะทุก
อย่างครับ มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นหุ่นยนต์ไปได้

    หันกลับมากางตารางชีวิตอีกราวๆหกเดือนข้าง
หน้า ก็พบว่า มีอีกหนึ่งงานใหญ่หลวงที่ต้องรับผิดชอบ
คือ การวิ่งฮาล์ฟมาราธอน เดือนมกราคมที่งาน
เขาใหญ่ มาราธอน ซึ่งเปลี่ยนผู้จัดงานไปหลังจากจบ
ซีรี่ย์เก่าที่อีกผู้จัดหนึ่งทำมาอย่างยาวนาน 5 ปี
แล้วสามารถเอาเหรียญมาประกอบกันได้เป็นวงกลม
    หากใครเก็บได้ครบทุกปีก็คงจะสวยงามน่าดู
แต่สำหรับผมเก็บได้เพียงแค่สามปีเห็นจะได้

    กลับมาคราวนี้ เป็นผู้จัดใหม่ก็คงจะแตกต่างไป
จากเดิมสักหน่อย แต่ยังไงก็คงวิ่งคล้ายๆเส้นทางเดิม
แหละกระมัง
    ซึ่งยังพอมีเวลาให้ซ้อมอีกราวๆสี่เดือนกว่าๆ

    ระหว่างนี้คงต้องกลับมาโฟกัสกับการวิ่งให้มาก
กว่าเดิมหน่อย มิเช่นนั้นก็คงไปไม่ถึงฝั่งฝันที่ดันไป
เอ่ยปากชวนเพื่อนไว้ ให้วิ่งได้เวลาต่ำกว่าสองชั่วโมง
    แต่ผมก็ชวนเพื่อนที่ไม่ได้วิ่งจริงจังอะไรไปด้วย
หากจะลากเพื่อนให้จบได้ก็คงต้องวิ่งช้าๆรอมัน ไม่ต้อง
ไปเอาเวลงเวลาอะไรอย่างที่ใจคิด (แล้วกุก็ไม่ต้อง
เหนื่อยซ้อมหนักด้วย) แต่มันก็ไปวิ่งกับเพื่อนสาวด้วย
    เลยทำให้ลังเลใจอยู่ว่าจะท้าทายตัวเองด้วยเวลา
หรือจะเอาเพื่อนมาอ้างแล้วทิ้งเวลาไป พาเพื่อนๆไป
วิ่งจนจบด้วยกัน

    ผลสุดท้ายจะเป็นยังไงก็ไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้คือ ผม
ต้องกลับไปซ้อมว่ิงอีกแล้วครับ รถวิบากยังไม่ทันจะได้
ขี่เลย...

วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2567

ลองใหม่

 


    ช่วงนี้กำลังพาตัวเองไปสู่การทำอะไรใหม่ๆครับ
ไม่ใช่เรื่องอะไรใหญ่โตเปลี่ยนแปลงชีวิตอะไรเทือกๆ
นั้นหรอก เพียงแค่เป็นของเล่นสนุกไปตามประสา

    อย่างตอนเด็กๆก็ชอบกีฬาที่ไปทางแนวผาดโผน
หน่อย แล้วก็เสาะหาอะไรที่มันหวาดเสียว ท้าทาย
ความกล้า เย้ยความกลัวพอให้หัวใจมันเต้นวูบๆ
กลัวๆกล้าๆไปอย่างนั้น

    พอสนุกแล้วจึงค่อยหัวปักหัวปำไปกับมัน ใช้เวลา
อยู่กับมันมากมายเพราะอยากจะเก่ง อยากจะมีทักษะ
เอาไว้โอ้อวดกับคนอื่นๆเค้าบ้าง

    ช่วงหลังๆมาพออายุเยอะขึ้น ทำงานบ้าง เลี้ยงดู
ลูกๆครอบครัวบ้าง ก็ไม่ค่อยมีเวลาไปเล่นอะไรแบบนั้น
แล้วครับ จะหาเวลาว่างได้แต่ละทีก็ได้แค่ออกไปหา
เพื่อนฝูงยามค่ำคืน นั่งคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อย

    แต่ๆๆกลับมีเพื่อนบางคน ยุให้ลองไปขี่รถวิบาก
ผมใช้เวลาตัดสินใจอยู่นาน ว่าจะลองไปขี่แบบที่เห็นๆ
เค้าขี่กันไหม กลัวใจตัวเองจะถลำลึกไปอีก

    แบบว่า เห็นลุยโคลนขึ้นเขา เข้าป่า บางคนก็
ไปวิ่งในสนามดิน โดดเนินสูงๆ เอียงรถลอยฟ้า
แล้วก็ลงมาได้อย่างหน้าตาเฉย
    หรือเป็นแบบขี่ลุยข้ามสิ่งกีดขวางต่างๆนาๆ
กระโดดไต่ไปตามโขดหินที่มองแล้วคนเดินขึ้นไปยัง
ลำบาก แต่มึงเสือกพารถขึ้นไปด้วย.. ได้ยังไง?

อะไรประมาณนี้
นั่งคิด นอนคิดอยู่เป็นเดือนๆ เพื่อนอีกคนก็เสือกรู้จุดยุ
สำทับมาอีกว่า "มึงไม่ขี่ตอนนี้ แล้วจะไปขี่ตอนไหน?"

    สรุปก็ต้องเอาว่ะ นึกสนุกขึ้นมากับเค้าบ้างก็ได้
จะแข้งหัก ซี่โครงเดาะ นิ้วแตก ตกเขาตายอย่างที่มี
ตัวอย่างให้เห็นอยู่บ่อยๆก็คงไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง
    แก่แล้ว คงเจียมสังขารตัวเองอยู่ ว่าไม่ใช่เด็กๆ
ฝึกทักษะการขี่ ค่อยๆเรียนรู้ไปแบบไม่ห้าวหาญก็คงพอ
แค่คิดว่าจะหาเวลาไหนไปขี่ยังยาก
    แล้วจะให้ไปขี่เอาจริงเอาจังแบบตอนเด็กๆก็คง
จะยากไปกันใหญ่

    ถือว่าอย่างน้อย ปีนี้ก็ได้ลองหาอะไรใหม่ๆทำบ้าง
ก็แล้วกันครับ แม้ว่ามันจะดูไม่ค่อยเข้าท่าก็ตาม
    คงได้มีประสบการณ์อื่นๆมาบันทึกไว้อีกหลายสิ่ง
เป็นแน่แท้

วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2567

ไม่สะดวกใจ

 


    ต้องยอมรับว่า ยิ่งอายุเยอะแล้ว ยิ่งกล้าที่จะ
ทำอะไรใหม่ๆน้อยลง ด้วยเหตุผลนาๆประการ
    ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่ถูกใช้ไปกับหน้าที่การงานที่
ทุกวันนี้ยิ่งเฉื่อยชายิ่งอยู่ยาก ภาระครอบครัวต่างๆ
กิจกรรมวันหยุดมากมาย สุขภาพและความแข็งแรง
ของร่างกายก็ค่อยๆลดลงมาตั้งแต่อายุสามสิบ

    การที่จะให้เริ่มทำอะไรใหม่ๆในวัยที่เรียกว่า
กลางคนขีึ้นไปแล้วนั้นจึงมองว่าเป็นเรื่องยาก

    แต่รู้ไหมครับว่าคนเรานั้น เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต
ทดลองทำอะไรใหม่ๆได้ตลอดเวลา เพียงแต่ส่วนใหญ่
เรานั้น รอเวลา รอความพร้อม รอๆๆ
    ข้ออ้างต่างๆพรั่งพรูได้ราวกับสายน้ำหน้าฝนที่จะ
ไม่ทำอะไร กลับกันกับเหตุผลที่จะทำ เป้าหมายที่เคย
ใฝ่ฝัน ความเอาจริงเอาจังกับมันช่างน้อยนิดเหลือเกิน
    เราจึงยังเดินทางไปตามความเคยชินเดิมๆ
ใช้ชีิวิตแบบเดิมๆ ที่สะดวกใจในการไม่ต้องลงมือทำใน
สิ่งที่ยาก ทำสิ่งที่พอใจในการไม่ต้องเริ่มอะไรใหม่ๆ
ผิดพลาดกับเรื่องที่ทำไม่ค่อยได้เป็นประจำ

    หากแต่เราอยากที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ตลอดชีวิต
มีหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ Hidden potential ของ
Adam Grant บอกว่า
    เราควรที่จะสะดวกใจในความไม่สะดวกใจที่จะ
ทำอะไรใหม่ๆ สะดวกใจที่จะยอมรับว่า มันต้องผิด
ต้องพลาดในการฝึกฝน เฉกเช่นเราจะขี่จักรยาน
ไม่ได้เลยถ้ามัวแต่อ่านหนังสือสอนการขี่โดยไม่จับ
จักรยานออกไปล้มลุกคลุกคลานกับมัน

    มันเป็นเรื่องยากครับ ที่จะออกไปทำอะไรในสิ่ง
ที่เราไม่เคยทำ ไม่สะดวกใจที่จะทำ
    หากแต่ว่าเรารอความพร้อม กว่าวันนั้นจะมาถึง
มันก็อาจจะสายเกินไปเสียแล้ว

    อยากทำอะไร ทำเลยครับ แม้มันจะไม่สะดวก
แต่เพื่อความใฝ่ฝัน มันก็ต้องทำครับ

วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2567

พึ่งพาอาศัย

 


    เมื่อวานได้ยินพนักงานที่ร้านขายวัสดุเดินมาเล่า
ให้ฟังเรื่องมีคนโทรฯมา อ้างว่าเป็นคนรู้จัก แต่ก็
ไม่ได้บอกชื่อ เพียงแค่บอกว่า จำหนูไม่ได้หรอ
แล้วก็ล้วงเอาชื่อ ที่ปลายทางเดาสุ่มไปแอบอ้างอีก
ที แล้วก็เล่าเรื่องราวเปลี่ยนเบอร์ หลงทาง
เงินหายอะไรก็ว่าไปฯ แต่แกก็ยังทันเกมส์ถามว่า
ตัวแกเองชื่ออะไร ฮ่าๆๆ หมดคำตอบจึงได้ตัดสายไป

    ผมว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกวัน เพียงแค่เรา
อาจจะไม่ได้เจอด้วยตัวเอง มีคนรู้เท่าทัน มีคนหลง
เชื่อจริงๆ สูญเสียทรัพย์สินให้กับคนเหล่านั้นไป

    หากถามผมว่าจะทำอย่างไรให้แก็งค์หลอกลวง
เหล่านี้หมดไป ก็คงจะจนปัญญา ขนาดตัวเองยังเคย
ซื้อของออนไลน์แล้วถูกโกงไปเสียหลายพัน

    แต่ที่เอามาเขียนไว้เพราะคิดว่า คนที่เข้ามา
หลอกหลวงต้มตุ๋นเรานั้น มีมากขึ้นทุกวัน ตามความ
ง่ายดายของการสื่อสาร ซึ่งทุกอย่างมีข้อดี และข้อเสีย
แตกต่างกันไป เราจะเอาแต่ข้อดี ทิ้งข้อเสียให้คน
ที่ตามเทคฯไม่ทันก็ดูจะไร้ซึ่งความรับผิดชอบเกินไป

    สังคมเราเกิดขึ้นจากการเอาใจใส่ซึ่งกันและ
กัน ดูแลกันยามที่คนอื่นๆมีภัย หรือเดือดร้อน
    แต่ดูเหมือนกับว่า ทุกวันนี้ เราต่างคนต่างเห็น
แก่ส่วนตัวมากขึ้น ความสัมพันธ์ ร่วมด้วยช่วยกันเริ่ม
ค่อยๆจืดจางลงไป ไม่เหมือนสมัยเด็กๆที่ผ่านมา

    ทุกวันนี้หากพอที่จะทำอะไรเพื่อช่วยเหลือสังคม
ช่วยเหลือผู้คนให้ดีขึ้นได้บ้าง ก็อย่าลืมกันบ้างนะครับ

    เพราะมนุษย์เรา อยู่คนเดียวไม่ได้ เราจำเป็น
ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันครับ

วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2567

ไร้สาระ(โปรดข้ามหากต้องการสาระ)

 


    ไม่มีใครพรากตัวคุณ ไปจากคุณได้?

    เราต่างไม่ค่อยได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า "ตัว
เรานั้นเป็นใคร?"
    แล้วอะไรที่ทำให้เราเป็นเรา? ประสบการณ์ที่
ผ่านมา กาลเวลาที่ผ่านร้อนหนาว ผ่านสุขทุกข์หรือ?
หรือมันคือ อะไรที่สั่งสมอยู่ในความคิดจิตใจเราหรือ
อย่างไร ที่ทำให้เราคิดว่ามันเป็นตัวเรา เป็นเรา
    หากสามารถที่จะเอาความคิดจิตใจเราโยกย้าย
ไปใส่ในร่างกายอื่น สิ่งอื่น แม้กระทั่งในโลกอื่น
แล้วเรายังจะเป็นเราอยู่หรือไม่?

    คำถามในแนวๆนี้ ฟังเผินๆก็อาจจะดูไร้สาระ
หาเอาความเอาเนื้อหาอะไรมิได้
    หากแต่จะลองคิดให้จริงจังแล้วมันก็อาจจะเข้า
ท่าอยู่บ้าง

    เราอาจจะเป็นเพียงจุดศูนย์รวมของสภาพแวด
ล้อมต่างๆรอบกายที่ปรากฎขึ้น ทำให้เรามีความคิด
แบบนี้ แบบนั้น ทุกๆอย่างหล่อหลอมเราให้มีความรู้
มีประสบการณ์เท่าที่เราจะเรียนรู้ได้ ผ่านเรื่องเล่า
ผ่านผัสสะ ผ่านจิตรู้สำนึกและไร้สำนึก

    แท้จริงแล้ว อาจจะไม่เคยมีเรามาก่อนเลยก็
ได้ เพียงแต่เราคิด เราทึกทักไปเองว่า ตัวกูนี้แหละ
ของกู มันจะเป็นอื่นไปได้อย่างไร

    หากจะไปค้นหาข้อมูลต่างๆในทำนองนี้ ก็พอจะ
มีให้อ่าน ให้ฟังอยู่มากพอสมควร
    แต่ใครเล่า จะไปคิดเอาสาระเอาความรู้กับสิ่ง
ที่ดูเหมือนจะไร้สาระที่สุดในโลกเรื่องหนึ่ง

    เพราะความคิดของคุณนั้น ใครจะพรากมันให้
จากไปได้หล่ะ นอกจากคุณเพียงคนเดียว

วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2567

ใกล้จะหายดี

 


    หลังจากพอฟื้นตัวจากไข้หวัดใหญ่สายพันธ์เอ
ได้ไม่กี่วัน ร่างกายก็ยังคงรู้สึกอ่อนเพลียและยัง
มีอาการตกค้างตามมาอีกหลายอย่าง ส่งผลให้
ความสดชื่นที่เคยมียังไม่กลับมาเป็นปกติ

    รสชาตน้ำเปล่ายังเฝื่อนๆคอ ดื่มเท่าไหร่ก็
ไม่อร่อยเหมือนเคย ออกแรงใช้กำลังอะไรไปนิด
เดียวก็ทำท่าเหนื่อยๆจะเป็นลมเป็นแล้งไป

    คิดๆไปก็รู้สึกหงุดหงิดตัวเองเหมือนกัน ทางที่
ดีที่สุดคือ ไม่เจ็บ ไม่ป่วยนั่นเป็นพรอันประเสริฐแล้ว

    แต่ก็นั่นแหละครับ คนเรากว่าจะรู้ตัวว่าสิ่งใด
มีค่าหรือสำคัญ ก็ต้องรอให้สิ่งๆนั้นมันจากไปก่อน
ในยามปกติเราก็ไม่ได้เห็นคุณค่าความธรรมดาสามัญ
ที่มันมีอยู่หรอกครับ(ผมพยายามฝึกขอบคุณในความ
ธรรมดาของชีวิตในยามที่พอจะคิดได้อยู่ครับ)

    ต้องรอวันที่เห็นวิกฤติ เห็นโลงศพนั่นแหละครับ
น้ำตาถึงจะได้หลั่งออกมา ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา
มากๆของคนเรา

    พูดไปแล้วยังรู้สึกในความคิดของตัวเองเลย
ครับว่าช่วงนี้หัวสมองมันคิดอะไรไม่ค่อยออก มีแต่
เรื่องราวให้บ่นให้ไร้สาระ หาเอาความเอาแก่น
อะไรไม่ค่อยจะมีเหมือนก่อน

    จะพยายามต่อสู้กับความไม่ปกติของชีวิตที่
กำลังเกิดขึ้นต่อไปครับ ไหนๆจักรวาลก็ประธาน
พรมาให้ฉลองก่อนอายุสี่สิบได้อย่างสาสมขนาดนี้
ข้าพเจ้าขอแสดงความทราบซึ้งอย่างยิ่งที่ปราณี
ครับ

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2567

ช่วงจังหวะชีวิต

 


    ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงต้องผ่านช่วงชีวิตที่ดีและ
ไม่ดีมากันไม่มากก็น้อยแล้วทั้งนั้น

    ช่วงชีวิตที่ดี อะไรๆก็ดูเหมือนมันลงตัวไปหมด
ซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน งานเงิน
ครอบครัว ภาวะเศรษฐกิจ
    แต่พอช่วงที่ไม่ค่อยดีเข้ามามันก็จะพาหลายๆ
อย่างติดขัดไปเสียเกือบทั้งหมด พาระบบรวนแม้แต่
ตัวเองบางครั้งก็ยังตั้งตัวแทบไม่ติด

    บทชีวิตจะพลิกหน้ากระดาษแปรเปลี่ยนไปรูป
แบบไหน ใครเล่าจะหยั่งรู้อนาคตได้ แม้แต่ตัวเอง
ที่มั่นอกมั่นใจหนักหนาว่าคอยดูแลประคับประคองให้
มันอยู่ในร่องในรอยอย่างดี แต่วันนึงก็กลับมีเหตุให้
ต้องชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวงก็ได้

    หนทางที่ดีที่สุดในการรับมือชีวิตจึงมิใช่การป้อง
กันความเสี่ยงต่างๆไว้รอบด้าน
    สำหรับตัวผมเอง มันคือการปรับตัวให้เข้ากับ
ความเปลี่ยนแปลง เป็นการปรับแก้ความเคยชินเดิมๆ
ให้เข้ากับแวดล้อมใหม่ เพราะความคิดและจิตใจที่
ยอมรับกับความไม่แน่นอนของทุกๆสิ่งนั้น ย่อมบังคับ
ให้เราลงมือทำในสิ่งที่แตกต่างออกไปจากปกติ

    เพราะสูตรสำเร็จมีไว้ให้สำเร็จตามเงื่อนไข
แต่หากแวดล้อมเปลี่ยนไปแล้ว สูตรที่ว่าก็ต้องปรับ
แก้ให้เท่าทันต่อเหตุการณ์ จะให้ใช้ตำราเดิมก็คง
จะไม่สำเร็จสักเท่าไหร่

    การฝึกตัวเองให้คิดอีกแบบ บังคับตัวเองให้
มองอีกมุมหนึ่งก็คงทำได้ยากเย็ญหากขาดการฝึกฝน
พาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่ยากบ่อยๆ แล้วฝึกมุม
มองการแก้ปัญหา แก้ไม่ได้ก็ถอยออกมา มองมันใหม่
เป็นคนย้ำคิด ย้ำทำ บ้าคลั่งอยู่กับความคิด มองหา
ความลึกซึ้งจนเกิดปัญญาและความเรียบง่าย
    และอื่นๆอีกมากมายที่จะทำให้ชีวิตได้เรียนรู้
ตามแต่โอกาสและชีวิตจะมอบปัญหามาให้

    ขอบคุณความป่วยไข้ ที่ทำให้ชีวิตไม่ได้ดีไปเสีย
ทุกวัน และทำให้ได้รู้ว่าความคิดความสามารถของ
เรานั้นก็ป่วยได้ แย่ลงได้ ดีขึ้นได้

    ขอบคุณทุกสิ่งครับ

วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2567

การเดินทางกลางคืน กลางๆปี ท่ามกลางฝน 4

 


    กว่าฝนจะซาเม็ดพอที่จะให้เคลื่อนที่ต่อไปได้
ก็ใช้เวลาไปกว่าชั่วโมงครึ่งเห็นจะได้

    แม้ระยะทางเหลือไม่มากแล้ว แต่ความอันตราย
จากน้ำเจิ่งนอง ท่วมขัง ทำให้ถนนนั้นลื่นและมองไม่
เห็นหลุมบ่อว่าแอบซ่อนอยู่ภายใต้ผิวน้ำที่ดูราบเรียบนั้น
หรือไม่ ทำได้เพียงระมัดระวัง ค่อยๆไปและพยายาม
ขี่ให้อยู่กลางๆถนนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

    ไม่นานก็เข้าเขตนิคมฯเหมราช มีไฟส่องสว่าง
เพียงพอและน้ำขังตามข้างทางก็หายไปแล้ว เหลือ
เพียงเขตชุมชนเมือง ที่ร้านรวงเปิดกันตามปกติ
เหมือนที่ผ่านมา ฝนมิได้ทำให้มันเงียบเหงาลงแม้แต่
น้อย

    แล้วจุดหมายปลายทางก็ส่องแสงป้ายให้เห็นอยู่
ริมถนนเส้นเดียวกัน ห่างออกไปไม่ไกล ยิ่งเข้าใกล้
ก็เห็นรถราของพรรคพวกจอดเป็นแถว เป็นแนวไว้
ก่อนแล้ว จึงได้ควบคุมร่างกายที่เย็นเยียบให้บังคับ
รถเข้าซองตามระเบียบ จากนั้นค่อยเก็บหมวก เก็บ
ข้าวของเข้าร้าน หาความอบอุ่นให้ตัวเองต่อไป

    เมื่อเข้าร่มได้อาศัยชายคาแล้ว ฝนยังคงตกๆ
หยุดๆต่อไปอีกสักระยะ แต่ก็หาใช่เวลาที่จะมากังวล
ไม่ เอาไว้จะกลับบ้านแล้วก็ค่อยมาคิดกันอีกทีจะดีกว่า

    ถึงเวลานั้น ฝนอาจจะหยุด รถราวิ่งกันจนถนน
แห้งไปแล้วก็ได้ใครจะรู้

วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2567

การเดินทางกลางคืน กลางๆปี ท่ามกลางฝน 3

 



    ป้อมกดสัญญาณไฟ จะเรียกให้ถูกตามสภาพ
ควรเรียกว่าตู้ควบคุมสัญญาณไฟจราจรขนาดเท่าโต๊ะ
กินข้าววางตั้ง แล้วสร้างโครงเหล็กแบบประหยัดมา
กรุด้วยหลังคากระเบื้องลอนคู่กันแดดฝนอีกหนจะมอง
เห็นภาพมากกว่า

    ขณะนี้มีผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันภายใต้หลังคา
ผืนนี้อยู่กับผมรวมกันแล้วนับได้สอง แล้วก็มีจักรยานยนต์
อีกคันหนึ่ง จอดอยู่ก่อนหน้า แต่ไม่ยักเห็นคนขี่ว่าไปทาง
ไหน ข้างๆตู้มีกล่องเก็บความเย็นบุฟลอย์ดอยู่สองใบ
มองด้านข้างจึงได้เห็นยี่ห้อนมเปรี้ยวยี่ห้อหนึ่ง
จึงอนุมานเอาเองว่ารถคันดังกล่าวน่าจะเป็นของคน
ขายนมเปรี้ยวนั่นเอง

    แต่ฝนตกแรงขนาดนี้จะไปขายใครหล่ะ คงไปหา
หลบฝนอยู่ที่ๆมันมิดชิดกว่าใต้หลังคาแคบๆนี้แหละมั้ง

    โคมไฟส่องสว่างพื้นถนนบริเวณแยกขับแสงสีส้ม
สาดในมุมก้มลงหาถนน ทำให้มองเห็นเม็ดฝนที่ใหญ่ราว
กับแท่งดินสอสีใสๆนับร้อยพุ่งลงมา บ้างปะทะหัวโคม
แตกฟุ้งกระจายเป็นเม็ดเล็กๆ บ้างปะทะกับถนนที่เจิ่ง
นองไปด้วยอย่างเต็มที่แล้ว

    ไม่นานจังหวะไฟก็วนกลับมาแดงที่ฝั่งเดิมใหม่อีก
ครั้ง แล้วชายเจ้าของรถขายนมที่ว่าก็เดินวนออกมา
จากซอกหลืบรถที่กำลังติดไฟแดงพร้อมกับถุงนมเปรี้ยว
ที่บรรจุนมขวดพร้อมกับถ้วยโยเกิร์ตที่จัดไว้ขายเดิน
เร่เข้าหารถยนต์ที่กำลังติดไฟแดงท่ามกลางสายฝนที่
โปรยกระหน่ำอยู่ คันแล้ว คันเล่าจนกว่าไฟเขียวจะ
ปล่อยรถไป แล้วเข้าก็จะเดินกลับมารอที่จุดหยุดของ
ไฟแดง เพื่อรอรอบต่อไป

    ในใจคิดว่าค่ำมืดฝนตกขนาดนี้ ทำไมยังทนเดิน
ตากฝนขายนมอยู่ได้ แล้วก็อีกทั้งชุดที่สวมใส่ ยังเป็น
ชุดนักเรียนมัธยมอยู่เลย ไม่หนาวบ้างรึไงนะ

    เวลาผ่านไปกว่า 30 นาที จนผู้ร่วมชะตากรรม
ขอตัวฝ่าฝนไปรับคนรักของเขาที่กำลังจะเลิกงานใน
ไม่กี่นาทีข้างหน้าที่โรงงานเขตนิคมฯใกล้นี้ ฝนก็ยังคง
ตกแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหย่อนเมื่อใด และน้องก็ยัง
คงเดินขายนมต่อไป จนรอบหนึ่งที่เขาวนมารอไฟแดง
อีกครั้งผมจึงได้เรียก "น้องๆ"

    เขาหันมาพร้อมๆกับที่ผมโบกขวักปลายมือเชิงให้
เดินมาทางนี้
"เหลือนมอีกกี่ชุด?"
"เหลือแค่นี้ครับพี่" พร้อมกับชูของในมือให้ดู 1 ถุง
"เอามาให้พี่ สแกนจ่าย หรือพร้อมเพย์ได้ใช่ไหม?"
"ได้ครับ"
ผมจัดการโอนเงินให้เรียบร้อยพร้อมกับยื่นหน้าจอให้
น้องดู
"พี่โอนมาเกินนะครับ"
"อีกร้อยนึงเอาไว้เติมน้ำมันกลับบ้านนะ"
พร้อมกับกำชับให้รีบกลับบ้าน อาบน้ำทำร่างกายให้อบอุ่น
กินข้าวกินปลาพักผ่อนซะ



วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2567

การเดินทางกลางคืน กลางๆปี ท่ามกลางฝน 2

 


    เมื่อผ่านเข้าเขตสระบุรีมาได้ก็พบฝูงเหล่ายาน
แม่กำลังเดินทางล่องเช่นเดียวกันอยู่สามลำ
แต่ด้วยความที่เราอยู่คนละย่านความเร็ว จึงมิได้
แวะทักทายอะไร เพียงแค่แยกซ้ายออกมาแล้วแบ่ง
เส้นทางที่ต้องเดินทางลำพังคนเดียวต่อไป

    หากพูดถึงยานแม่ หลายๆคนอาจจะยังไม่เข้าใจ
อธิบายสั้นๆคือ มันเป็นรถ Adventure Touring
ที่ออกมาจากค่าย BMW ที่เป็นรุ่น R1200GS ขึ้นไป
(ทุกวันนี้เป็น R1300GS)
เหตุที่ถูกยกให้เป็นยานแม่ก็อาจจะเพราะความสบาย
ในการที่ได้ควบคุมแล้วเหมือนการขี่เมฆ นุ่มนิ่ง
ลอยลำไปเรืิ่อยๆ ทำความเร็วก็ได้ แต่ก็ไม่แรงปรู๊ด
ปร๊าดเหมือนรถสปอร์ต หรือกระทิงลำบากตัวนี้
สิ่งอำนวยความสะดวกมีมาให้ครับ ตามแบบฉบับรถที่
ออกจากหัววิศวกรเยอรมัน ไม่ว่าจะเป็นที่อุ่นแฮนด์
โหมดการขับขี่ ระบบกันสะเทือนที่แม้ว่าจะเจอหลุมบ่อ
ประเทศเราไปก็ไม่มีสะท้านสะเทือน ฯ

    กลับมาที่การเดินทางต่อกันต่อครับ เพราะหน้า
ปัดรถแจ้งว่าน้ำมันเหลือให้ใช้อีกแค่ 60 กม.แล้ว
จึงตัดสินใจแวะเติมน้ำมันก่อน มิเช่นนั้นแล้วอาจจะ
ไม่ถึงที่หมาย ซึ่งระหว่างเติมอยู่นั้น ยานทั้งสามลำ
ก็ขับผ่านไปกันอย่างรวดเร็ว ฟิ้วๆ ๆ

    สแกนบิลจ่ายชำระเงิน พร้อมสะสมแต้มสำหรับ
ส่วนลดสิทธิพิเศษต่างๆเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางต่อ

    จากเขตโรงปูนแก่งคอยลงไปช่วงนี้เป็นช่วงที่รถ
จะเยอะและแออัดมากกว่าที่ผ่านมา ทำให้ทำความ
เร็วไม่ได้มากเท่าไหร่ ฟ้าที่เห็นแลบอยู่ไกลๆก็ใกล้เข้า
มาทุกทีๆ ยิ่งทำให้บีบหัวใจด้วยกลัวว่าจะไม่ทันฝนตก
    พอมาถึงหน้า อ.แก่งคอยก็พบยานทั้งสามลำอีก
ผมก็ไม่มีเวลาพูดพร่ำทำเพลง บิดสวนขึ้นไปอีกด้วย
เกรงว่าจะทำตัวไม่มีมารยาทในการขับขี่จึงพยายาม
ที่จะแซงด้านซ้ายให้ได้มากที่สุด

    ผ่านเมืองสระบุรีที่จุดกำเนินเส้นมิตรภาพตัด
เข้าพหลโยธิน รถราเยอะเป็นปกติ เมื่อไปถึงใกล้ๆ
กับแยกหินกองที่ตัดไป อ.วิหารแดง ไป นครนายก
ก็เริ่มมีละอองฝนโปรยมาเป็นช่วงๆ ในใจก็คิดว่า
อีกนิดเดียวเองเห้ยยยยย รอให้ถึงก่อน อีกแค่สิบกว่า
กม.เห็นจะได้ จอดใต้สะพานหินกองอยู่ครู่ จึงตัดสินใจ
ออกฝ่าฝนเล็กน้อยไปทางเส้นภาชี หวังจะตัดเข้าไป
อ.หนองแคทางเรียบคลอง ผ่านหน้านิคมเหมราช

    แต่เมื่อถึงแค่เพียงแยกไฟแดงร่องแซง กะละมัง
ก็คว่ำลงมาจากฟากฟ้า พาให้ต้องจอดรถที่ป้อมกด
สัญญาณไฟจราจร เป็นผู้ประสบภัยไปเรียบร้อย...

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2567

ลาป่วย

 


ห่างหายจากตัวอักษรไปหลายวันเลยครับ
เหตุเนื่องจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอ
เล่นงานให้นอนแน่นิ่งทำอะไรไม่ได้ไปหลายวัน
เช้านี้พอมีแรงจึงแวะเข้ามาแจ้งไว้ก่อนว่ายัง
ไม่ถึงฆาตครับ

ฟื้นกำลัง ควบคุมร่างกายได้ดี สมองแล่นเป็นปกติ
จะกลับมาเขียน มาบันทึกเรื่องราวต่อไปครับ

วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2567

การเดินทางกลางคืน กลางๆปี ท่ามกลางฝน 1

 



    เมื่อวานครับ..เมื่อวานอีกแล้ว
มีงานสังสรรค์ครบรอบวันเกิดพี่ชายในกลุ่มที่ขับขี่รถ
มอ'ไซค์ด้วยกัน
    แม้จะอยู่ในช่วงงดดื่มเครื่องดองของเมาอยู่
แต่ก็ต้องไปครับ เพราะเราไม่เมาก็สนุกและก็ยัง
สังสรรค์ได้เหมือนกัน อาจจะต่างกันหน่อยก็ตรงที่ยัง
ครองสติสัมปชัญญะได้มากกว่าและอื่นๆ
    ซึ่งอันนี้ต้องลองกันเอาเองครับ บางคนว่ายาก
บางคนว่าทำไปทำไม นานาจิตครับ บางคนว่าไปก็ได้
ไม่ไปก็ได้ แต่กว่าจะรวมกลุ่มกันใหญ่ๆได้แบบนี้สักหน
ก็คิดว่าไปดีกว่า น่าจะสนุกคุ้นเคยกันดี

    ละเว้นจากหน้าที่การงานเย็นค่ำก็ออกเดินทาง
ด้วยเจ้าทิงโทนเจ้าเก่าที่ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างไม่
ขาดตกบกพร่องอะไรไปมากกว่าการสะอึกจากการ
เปิดลิ้นเรือนเร่งกระทันหัน เป็นผลมาจากการปรับตั้ง
ค่าต่างๆที่ไม่สมบูรณ์ของไฟล์กล่อง ecu ที่เพิ่งได้ติด
ตั้งเข้าไปใหม่ อันนี้เกิดจากความอยากที่จะให้มัน
แรงมากขึ้นของตัวเอง ไม่เกี่ยวกับผู้ผลิดแต่อย่างใด
(เดี๋ยวค่อยพาไปหาหมอปรับตั้งค่าให้ใหม่)

    ยามโพล้เพล้นกกลางคืนร่อนถลาไปกับบรรยากาศ
ที่กำลังน่ารื่นรมย์ พ้นจากแนวเขตแห่งการสาดส่อง
ของแสงสุริยะ มองแล้วก็พลันคิดถึงตัวเราเองเหมือน
กันครับ ค่ำมืดได้ก็ออกร่อนเร่ไปตามหาอะไรสักอย่าง
ก่อนที่จะกลับมาคืนรังดังเดิม

    แนวเขาที่ปกคลุมไปด้วยป่ากฐินเมื่อมองจากตอน
กลางวันบัดนี้กลับกลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างขอบฟ้า
และภาคพื้นยามที่เกิดประกายแปลบปลายลาบเลียของ
เส้นสายฟ้าเบื้องบน

    แม้ไอเย็นจะยังมิได้พัดพามาแต่ก็อาจจะสังหรณ์
ได้ว่า โอกาสเกิดฝนคงจะมีอยู่มากหลายในภายภาค
หน้า
    ก่อนออกเดินทางก็มีความคิดว่ากลัวฝนจะตก
กระหน่ำลงมาขัดขวางการเดินทางให้ถึงหมุดหมาย
อย่างเปียกปอน มองดูโอกาสการเกิดฝนจากสมาร์ท
โฟนแล้วก็ตัดสินใจว่าขอวัดดวงดูละกัน

    เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นแบบนี้ผมจึงได้ควบเจ้า
กระทิงที่กำลังลำบากเล็กๆน้อยๆนี้ให้โจนทะยานไป
ให้ไวกว่ารถราของชาวบ้านทั่วไปเล็กน้อยถึงปานกลาง
ด้วยเกรงว่าจะไปไม่ทันการ
    หากโดนกระทบกระแทกด้วยเม็ดฝนที่ความเร็ว
ระดับนึงมันเจ็บไม่น้อยเลยทีเดียว
    ยิ่งเม็ดหนายิ่งไม่ควรเสียง ทั้งเจ็บและแสบ
มองทางก็ไม่เห็นเพราะละอองไอที่ปลิวฟุ้งขึ้นมาจาก
ยางรถยนต์ปลิวมาเกาะที่หน้ากากหมวกซึ่งไร้ใบปัดน้ำ
ฝนเยี่ยงรถยนต์
    คิดแล้วก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่างเพิ่งตกเลย ขอให้
ไปถึงที่หมายปลายทางก่อนแล้วกัน
    
    การออกเดินทางไปคนเดียวก็ดีอยู่อย่างนึงครับ
ตรงที่ว่า เราสามารถขี่เร็วและช้าเท่าไหร่ก็ได้
เท่าที่เราสะดวกและปลอดภัย(ทั้งกับตัวเองและผู้อื่น)
อันนี้ผมน่าจะเคยบันทึกไว้ครั้งสองครั้งแล้วเกี่ยวกับ
ความปลอดภัยในการขับขี่ จะให้เล่าอีกทีก็กลัวว่าจะ
ยาวเกินไป รบกวนเวลาคนอื่นเปล่าๆ

    เมื่อออกจากตัวอำเภอไปได้สักสิบนาทีก็เดิน
ทางมาถึงรอยต่อระหว่างจังหวัดสระบุรีกับโคราช
ตรงนี้เส้นแบ่งระหว่างจังหวัดจะอยู่ที่กลางคลอง
มวกเหล็ก หากลงมาจากกลางดงก็จะอยู่ที่ปลายเนิน
ก่อนถึงสะพานลอยหน้า อ.ส.ค.
    วิวมุมนี้หากมองลงมาตั้งแต่หัวเนินก็จะเห็น
สันเขาแทงยอดรวมๆกันประมาณสิบยอด เกาะกัน
เป็นกลุ่มที่สุดปลายถนน มองดูแล้วคล้ายกับว่าเป็นจุด
สังเกตุจุดหนึ่งว่าคุณกำลังจะเข้าเขตจังหวัดสระบุรีแล้ว

    แต่บัดนี้ มันถูกห่อหุ้มด้วยความมืดมิดของราตรี
กาล แล้วแย้มพรายสะท้อนกับสายฟ้าออกมาให้ได้ชม
อยู่สองสามหน แล้วผมก็ควบสหายมุดหน้าลงเนินซ้าย
ขวาตามแต่ช่องทางจะอำนวยต่อไป...

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2567

ความเสื่อมถอยของร่างกาย (ฟัน 8)

 


หลังจากเจอรอยร้าวที่ รพ.ปักฯ คุณหมอก็แนะนำ
ให้ลองพิจารณาอยู่สองทางเลือกครับ

หนึ่ง รักษาฟันเดิม ซึ่งตรงนี้มีหลายขั้นตอนและยุ่งยาก
ต้องมีการเปิดเหงือก ขูดหิน รักษาราก และตัดราก
ที่มีรอยร้าวทิ้งไป สร้างสะพานฟัน ทำครอบฟัน
ระยะเวลารักษาน่าจะเกินครึ่งปี

สอง ถอนออกและทำฟันใหม่ขึ้นมาแทนที่ ไม่ว่าจะ
เป็นฟันปลอม รากฟันเทียม ยังไงก็ได้ทั้งสิ้น
แล้วแต่กำลังทรัพย์

ตั้งแต่วันนั้นก็ยังไม่ได้ทำอะไรครับ ทนเจ็บทนปวด
ยามเคี้ยวของแข็งเรื่อยมา อยู่กับมันจนชินไปแล้ว

จนกระทั่งวันที่ 31 ที่ผ่านมา จึงถึงนัดกับคุณหมอนอก
เวลาที่ รพ.สระบุรี จึงเดินทางหอบเอาเอกสารทั้ง
หมดตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงล่าสุดไปด้วย

เมื่อไปถึงก็เอาให้คุณหมอดู ซึ่งแกก็นั่งอ่านตั้งแต่แรก
แล้วก็พิจารณาทางเลือกแล้วก็แนะนำว่า คุณควรทำ
ตามวิธีที่สองน่าจะดีกว่า เหตุเพราะทางเลือกแรก
นั้นยุ่งยากและไม่นิยมแล้ว ทางเลือกที่สองอาจจะมี
ค่าใช้จ่ายสูงกว่า ซึ่งอันนี้แล้วแต่คลินิค แล้วแต่คุณภาพ
ของเนื้องานที่จะทำมาใส่แทนลงไป

ผมใช้เวลาไม่นานในการตัดสินใจแล้วบอกกับคุณหมอ
ไปว่า ถอนออกเลยครับ รักษายังไงต่อไปเดี๋ยวค่อย
กลับมาคิดอีกที

หลังจากนั้นก็เป็นกรรมวิธีการถอนฟันตามปกติ
ไม่ได้ยุ่งยากอะไร
ฉีดยาชา รอบแรกยังไม่ค่อยชา ก็ซ้ำรอบสองเข้าไป
ดึงจนหัวคลอนอยู่สองรอบ ปากสั่น กรามโย้ น้ำตา
ไหลไปพร้อมกับความเจ็บปวดอยู่ไม่นาน ครั้งสาม
ก็หลุดออก แหย่ผ้าให้กัดไว้อีก 1 ชม. เป็นอันเสร็จ

เรียบร้อยไปแล้วกับการเดินทางที่ยาวนานของฟันซี่
นี้ มันได้กลายไปเป็นกรณีศึกษาที่คุณหมอขอเก็บเอา
ไว้สอนคนรุ่นหลังต่อไป

ซี่ใหม่ที่จะผลุดขึ้นมาจะเป็นอย่างไร ไว้จะมาอัพเดท
ต่อไปในภายภาคหน้าครับ วันนี้สวัสดี กับบรรยากาศ
ที่แสนชุ่มฉ่ำ

วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2567

วิ่งเช้า

 


    ช่วงนี้ตื่นเช้าไปวิ่งได้สองเช้าแล้วครับ....

    มันเป็นเรื่องยากมากๆที่จะเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมแบบจากหน้ามือเป็นหลังมือ
    ทางที่ดีที่สุด คือ ค่อยๆเปลี่ยนครับ แต่คนเราก็
มักจะมีข้ออ้างต่างๆนาๆไปอีกว่า ไว้วันหลังค่อยปรับ
เดี๋ยวค่อยเปลี่ยน วันหน้าค่อยแก้ จะให้เปลี่ยนเลยก็
ลำบาก ไม่รู้จะทำไปทำไม ฯลฯ

    เลยทำให้มีการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันอีกรูป
แบบหนึ่งที่ทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงได้อย่างผิดหูผิดตา

หนึ่ง หมอสั่ง
สอง เกิดผลกระทบใหญ่หลวงกับบางเรื่อง
สาม บนบานศาลกล่าวเพื่อแลกกับบางสิ่ง

    ผมไม่เคยถูกหมอสั่งให้ทำอะไร นอกเสียจาก
หุบปาก อ้าปาก ยกแขน แยกขา
    ส่วนผลกระทบใหญ่ๆก็เคยแค่รถล้ม รถคว่ำไม่กี่
ครั้งก็เท่านั้น แต่กับเรื่องบนบานนั้นไม่ค่อยจะถูกกันสัก
เท่าไหร่ครับ
    เรียกว่ามีความเชื่อนะครับ แต่ก็ไม่ค่อยเชื่อกับ
สิ่งศักสิทธิ์ สิ่งลี้ลับอะไรมากมายนัก จะเชื่อก็แต่
ตัวเองก็เท่านั้นครับ ไม่ได้ท้าทายหรืออะไรหรอกครับ
มันก็แค่เป็นไปตามวัย ตามความคิดก็แค่นั้นเอง

    สักวันอาจจะกลับมากราบไหว้รูปเคารพทั่วไป
ตามแบบคนปกติก็ได้

    กลับมาที่เรื่องเชื่อมั่นในตัวเองก่อนดีกว่าครับ
มันทำให้ผมกล้าที่จะออกไปวิ่งคนเดียวตั้งแต่ตีสามตีสี่
เพียงเพราะว่าต้องการที่จะซ้อมให้ได้ตามตาราง
ตามระยะที่ได้วางแผนการวิ่งไว้

    มิเช่นนั้นแล้ว ก็จะทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้
การวิ่งสอนผมมาแบบนี้ มันเป็นการตั้งเป้าระยะยาว
แล้วลงมือปฎิบัติให้ได้ตามแผนที่วางไว้ให้ได้ทุกๆวัน
แม้ว่ามันจะน่าเบื่อแค่ไหนก็ตาม

    มันสอนให้ผมเป็นคนที่มีระเบียบ มีวินัยในการทำ
อะไรสักอย่างให้สำเร็จ ไม่ยอมแพ้กับอะไรง่ายๆ

    และสิ่งที่ยากที่สุดคือ ลุกจากเตียงตอนที่กำลัง
นอนอย่างเมามันแล้ว ล้างหน้าล้างตาออกไปวิ่งเนี่ย
แหละครับ