วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2567

การเดินทางกลางคืน กลางๆปี ท่ามกลางฝน 1

 



    เมื่อวานครับ..เมื่อวานอีกแล้ว
มีงานสังสรรค์ครบรอบวันเกิดพี่ชายในกลุ่มที่ขับขี่รถ
มอ'ไซค์ด้วยกัน
    แม้จะอยู่ในช่วงงดดื่มเครื่องดองของเมาอยู่
แต่ก็ต้องไปครับ เพราะเราไม่เมาก็สนุกและก็ยัง
สังสรรค์ได้เหมือนกัน อาจจะต่างกันหน่อยก็ตรงที่ยัง
ครองสติสัมปชัญญะได้มากกว่าและอื่นๆ
    ซึ่งอันนี้ต้องลองกันเอาเองครับ บางคนว่ายาก
บางคนว่าทำไปทำไม นานาจิตครับ บางคนว่าไปก็ได้
ไม่ไปก็ได้ แต่กว่าจะรวมกลุ่มกันใหญ่ๆได้แบบนี้สักหน
ก็คิดว่าไปดีกว่า น่าจะสนุกคุ้นเคยกันดี

    ละเว้นจากหน้าที่การงานเย็นค่ำก็ออกเดินทาง
ด้วยเจ้าทิงโทนเจ้าเก่าที่ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างไม่
ขาดตกบกพร่องอะไรไปมากกว่าการสะอึกจากการ
เปิดลิ้นเรือนเร่งกระทันหัน เป็นผลมาจากการปรับตั้ง
ค่าต่างๆที่ไม่สมบูรณ์ของไฟล์กล่อง ecu ที่เพิ่งได้ติด
ตั้งเข้าไปใหม่ อันนี้เกิดจากความอยากที่จะให้มัน
แรงมากขึ้นของตัวเอง ไม่เกี่ยวกับผู้ผลิดแต่อย่างใด
(เดี๋ยวค่อยพาไปหาหมอปรับตั้งค่าให้ใหม่)

    ยามโพล้เพล้นกกลางคืนร่อนถลาไปกับบรรยากาศ
ที่กำลังน่ารื่นรมย์ พ้นจากแนวเขตแห่งการสาดส่อง
ของแสงสุริยะ มองแล้วก็พลันคิดถึงตัวเราเองเหมือน
กันครับ ค่ำมืดได้ก็ออกร่อนเร่ไปตามหาอะไรสักอย่าง
ก่อนที่จะกลับมาคืนรังดังเดิม

    แนวเขาที่ปกคลุมไปด้วยป่ากฐินเมื่อมองจากตอน
กลางวันบัดนี้กลับกลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างขอบฟ้า
และภาคพื้นยามที่เกิดประกายแปลบปลายลาบเลียของ
เส้นสายฟ้าเบื้องบน

    แม้ไอเย็นจะยังมิได้พัดพามาแต่ก็อาจจะสังหรณ์
ได้ว่า โอกาสเกิดฝนคงจะมีอยู่มากหลายในภายภาค
หน้า
    ก่อนออกเดินทางก็มีความคิดว่ากลัวฝนจะตก
กระหน่ำลงมาขัดขวางการเดินทางให้ถึงหมุดหมาย
อย่างเปียกปอน มองดูโอกาสการเกิดฝนจากสมาร์ท
โฟนแล้วก็ตัดสินใจว่าขอวัดดวงดูละกัน

    เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นแบบนี้ผมจึงได้ควบเจ้า
กระทิงที่กำลังลำบากเล็กๆน้อยๆนี้ให้โจนทะยานไป
ให้ไวกว่ารถราของชาวบ้านทั่วไปเล็กน้อยถึงปานกลาง
ด้วยเกรงว่าจะไปไม่ทันการ
    หากโดนกระทบกระแทกด้วยเม็ดฝนที่ความเร็ว
ระดับนึงมันเจ็บไม่น้อยเลยทีเดียว
    ยิ่งเม็ดหนายิ่งไม่ควรเสียง ทั้งเจ็บและแสบ
มองทางก็ไม่เห็นเพราะละอองไอที่ปลิวฟุ้งขึ้นมาจาก
ยางรถยนต์ปลิวมาเกาะที่หน้ากากหมวกซึ่งไร้ใบปัดน้ำ
ฝนเยี่ยงรถยนต์
    คิดแล้วก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่างเพิ่งตกเลย ขอให้
ไปถึงที่หมายปลายทางก่อนแล้วกัน
    
    การออกเดินทางไปคนเดียวก็ดีอยู่อย่างนึงครับ
ตรงที่ว่า เราสามารถขี่เร็วและช้าเท่าไหร่ก็ได้
เท่าที่เราสะดวกและปลอดภัย(ทั้งกับตัวเองและผู้อื่น)
อันนี้ผมน่าจะเคยบันทึกไว้ครั้งสองครั้งแล้วเกี่ยวกับ
ความปลอดภัยในการขับขี่ จะให้เล่าอีกทีก็กลัวว่าจะ
ยาวเกินไป รบกวนเวลาคนอื่นเปล่าๆ

    เมื่อออกจากตัวอำเภอไปได้สักสิบนาทีก็เดิน
ทางมาถึงรอยต่อระหว่างจังหวัดสระบุรีกับโคราช
ตรงนี้เส้นแบ่งระหว่างจังหวัดจะอยู่ที่กลางคลอง
มวกเหล็ก หากลงมาจากกลางดงก็จะอยู่ที่ปลายเนิน
ก่อนถึงสะพานลอยหน้า อ.ส.ค.
    วิวมุมนี้หากมองลงมาตั้งแต่หัวเนินก็จะเห็น
สันเขาแทงยอดรวมๆกันประมาณสิบยอด เกาะกัน
เป็นกลุ่มที่สุดปลายถนน มองดูแล้วคล้ายกับว่าเป็นจุด
สังเกตุจุดหนึ่งว่าคุณกำลังจะเข้าเขตจังหวัดสระบุรีแล้ว

    แต่บัดนี้ มันถูกห่อหุ้มด้วยความมืดมิดของราตรี
กาล แล้วแย้มพรายสะท้อนกับสายฟ้าออกมาให้ได้ชม
อยู่สองสามหน แล้วผมก็ควบสหายมุดหน้าลงเนินซ้าย
ขวาตามแต่ช่องทางจะอำนวยต่อไป...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น