หลังจากพอฟื้นตัวจากไข้หวัดใหญ่สายพันธ์เอ
ได้ไม่กี่วัน ร่างกายก็ยังคงรู้สึกอ่อนเพลียและยัง
มีอาการตกค้างตามมาอีกหลายอย่าง ส่งผลให้
ความสดชื่นที่เคยมียังไม่กลับมาเป็นปกติ
รสชาตน้ำเปล่ายังเฝื่อนๆคอ ดื่มเท่าไหร่ก็
ไม่อร่อยเหมือนเคย ออกแรงใช้กำลังอะไรไปนิด
เดียวก็ทำท่าเหนื่อยๆจะเป็นลมเป็นแล้งไป
คิดๆไปก็รู้สึกหงุดหงิดตัวเองเหมือนกัน ทางที่
ดีที่สุดคือ ไม่เจ็บ ไม่ป่วยนั่นเป็นพรอันประเสริฐแล้ว
แต่ก็นั่นแหละครับ คนเรากว่าจะรู้ตัวว่าสิ่งใด
มีค่าหรือสำคัญ ก็ต้องรอให้สิ่งๆนั้นมันจากไปก่อน
ในยามปกติเราก็ไม่ได้เห็นคุณค่าความธรรมดาสามัญ
ที่มันมีอยู่หรอกครับ(ผมพยายามฝึกขอบคุณในความ
ธรรมดาของชีวิตในยามที่พอจะคิดได้อยู่ครับ)
ต้องรอวันที่เห็นวิกฤติ เห็นโลงศพนั่นแหละครับ
น้ำตาถึงจะได้หลั่งออกมา ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา
มากๆของคนเรา
พูดไปแล้วยังรู้สึกในความคิดของตัวเองเลย
ครับว่าช่วงนี้หัวสมองมันคิดอะไรไม่ค่อยออก มีแต่
เรื่องราวให้บ่นให้ไร้สาระ หาเอาความเอาแก่น
อะไรไม่ค่อยจะมีเหมือนก่อน
จะพยายามต่อสู้กับความไม่ปกติของชีวิตที่
กำลังเกิดขึ้นต่อไปครับ ไหนๆจักรวาลก็ประธาน
พรมาให้ฉลองก่อนอายุสี่สิบได้อย่างสาสมขนาดนี้
ข้าพเจ้าขอแสดงความทราบซึ้งอย่างยิ่งที่ปราณี
ครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น