วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

เอ(นู)ร่อน 1

 


    ปีนี้เป็นปีที่ห้าแล้ว สำหรับโครงการเดินทาง
ท่องเที่ยวด้วยจักรยานยนต์ของ เอ และ นู
เป้าหมายคือ เดินทางไปเยี่ยมเยียนเพื่อนๆที่อยู่ตาม
ต่างจังหวัดด้วยมอไซค์คู่ใจของทั้งสอง กางเต๊นท์
นอนแค้มป์ ปาร์ตี้กันไปตามประสาคนที่ลางานมาแบบ
ยาวๆ กว่าสัปดาห์

    ปีนี้หมายมาหาผมที่ปากช่องตรงกับวันพุธที่ผ่านมา
ซึ่งก่อนหน้านั้นสองวัน ทั้งคู่ได้แวะไปที่หมายอยุธยามา
แล้วสองคืน บอกได้เลยว่า หนักทั้งวัน ทั้งคืน ครับ
ซึ่งดูจากการรายงานในกรุ๊ปไลน์แล้วยังรู้สึกเหนื่อยแทน
สโลแกนตั้งมาเฉพาะกิจว่า "นำ้ไม่แดก" ล้อเลียนกับ
ทริปน้ำไม่อาบของพวกที่กำลังเป็นข่าวอยู่

    แต่จริงๆแล้วน้ำเปล่าก็ถือว่า ไม่ได้กินกันจริงๆ
ครับ เจอหน้ากันได้ก็ซัดกันแต่เหล้า เหล้าหมดก็ตบเบียร์
ตื่นมาก็มองหาเครื่องดื่มก่อนที่จะล้างหน้าแปรงฟันเสียอีก
เป็นแบบนี้ วนไปอยู่หลายวันจนกว่าจะจบทริป

    วันนั้น หลังจากเสร็จสิ้นหน้าที่การงานประจำวัน
ผมก็มุ่งหน้าตรงไปหาทั้งสองที่ลานกลางเต๊นท์ที่ทั้งคู่เคย
มา เมื่อร่อนปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นจุดนัดพบของปีนี้
    ปรากฎว่าพบเพียงแค่ CT125 ของเอ เพียงคัน
เดียว ในใจก็คิดว่าคงออกไปหาซื้อเหล้าเบียร์แหละมั้ง
จึงนั่งเล่นชิลกับบรรยากาศริมน้ำรอไปเรื่อย
แต่สักพักก็รู้สึกว่าเวลามันชักจะผ่านไปนานเกินซื้อของ
แล้ว จึงได้โทรฯสอบถาม ปรากฎว่าอยู่ร้านนวด
"เมื่อยชิบหาย แดกไม่ได้พักเลย ขอนวดหน่อยเถอะ"
มันบอกมาแบบนี้ เท่าที่คิดดูแล้วมันน่าจะหนักกว่านั้นมั้ง

    นั่งไปสักพักก็ได้ยินเสียง มอไซค์ ขี่เข้ามา หันไป
เห็นทั้งคู่ควบมากับเจ้า CRF Rally ของนู ส่งยิ้มทัก
ทายกันก่อนที่จะจอดรถ ตีมือ กอดทักทายกันได้ก็มองหา
ของที่คาดว่าจะหิ้วมาด้วย แต่ก็หาไม่เจอ เพราะมัน
ไม่ได้ซื้อเข้ามา
    คิดว่าคงเอียนเหล้าเบียร์เต็มทนแล้วแหละ ไม่งั้น
คงต้องมีติดตัวตลอดเวลา จัดข้าวของ กางเปล
กางเต๊นท์ ก็คุยกันว่าจะไปไหนดี จะซื้อข้าวของมานั่งกิน
หรือ ออกไปกินร้านข้างนอก

สรุปกันได้ความว่าออกไปนั่งสบายๆมีข้าวของครบครัน
ที่นอกแค้มป์จะดีกว่า "อยากสบายบ้าง" มันว่างั้น

วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

การวิ่งที่ผ่านมาในความคิด

 



ในเรื่องของการวิ่ง ผมเองนั้น ขอไม่นับตัวเองว่า
เป็นนักวิ่งแต่ประการใด ผมเพียงแค่ใช้การวิ่งมา
ประคับประคองการออกกำลังกายให้คงอยู่สม่ำเสมอ
ไปเพียงก็เท่านั้น

หากจะนับให้เป็นกีฬาสำหรับผมแล้วก็คงต้องเอาจริง
เอาจังกับมัน แต่เท่าที่ผ่านมา มองดูแล้วมันไม่ใช่
แบบนั้นเลย แม้ว่าจะมีความคิดว่าอยากวิ่งให้ได้เวลา
ที่คาดหวังเอาไว้บ้างก็ตาม

แต่ในระยะเวลากว่าห้าปีที่ผ่านมาจนบัดนี้ การวิ่ง
บางครั้งก็เหมือนการบำบัดจิตใจให้ละทิ้งความฟุ้งซ่าน
กังวลออกไป บางครั้งก็เพียงเพื่อท้าทายขีดจำกัดของ
ร่างกายที่มักจะโอดครวญใคร่หาแต่ความสบายกาย
บางทีก็วิ่งเพื่อให้ค้นพบกับความคิดที่ถูกผูกปมมาคลาย
ออกไป มันเป็นแบบนั้นเอง

ที่ต้องมาเขียนไว้ก็เพราะว่าเมื่อวานในระยะทำการ
ซ้อมเพื่องานวิ่งต้นปีหน้า เกิดมีนักวิ่งหน้าใหม่เข้าร่วม
ใช้เส้นทางเดียวกัน ซึ่งผมเองก็มิได้กังวลเรื่องช้า
หรือว่าไวกว่ากันแต่อย่างใด เพียงแค่เกิดความคิดใน
หัวว่า เมื่อก่อนที่เราหัดมาออกกำลังกายด้วยการวิ่ง
ใหม่ๆนั้น เรามักจะเอาความเร็ว เอาความอยากชนะ
เป็นที่ตั้ง ต้องวิ่งให้ไวกว่า เร็วกว่าเขา คล้ายกับ
เป็นการประกาศศักดาให้ชาวโลกได้รู้ว่าข้านั้นแข็ง
แกร่งเพียงใด

ความคิดดำเนินต่อไปถึงขั้นว่า จริงๆแล้วต่างคนต่าง
ก็มีเป้าหมายเป็นของตัวเอง ว่าสิ่งที่กำลังทำนั้น เรา
ทำไปเพื่ออะไร เรารู้เป้าหมายที่แท้จริงของเราหรือ
ไม่ เราสามารถยืนระยะได้เนิ่นนานเพียงใดสำหรับ
เป้าหมายนั้นๆ

หากคุณต้องการเพียงแค่สามสิบนาทีก็เพียงพอ นั่นมัน
ก็เพียงพอแล้ว แต่บางคนอาจจะวางแผนที่สี่ห้าชั่วโมง
มันคนละเรื่องกันเลย

มองกลับมาที่ชีวิตตัวเอง มันคล้ายกับการเดินทางที่
แสนจะยาวนั้น ซึ่งบางครั้งเราคิดเอาง่ายๆว่าจะลอง
มันแค่สามสิบนาที อันที่จริงแล้วมันไม่มีผิดถูกหรอกครับ

แต่มันจะดีกว่ามาก หากเราลองมองในระยะยาว
จะมีสักกี่คนกันที่คำนึงถึงผลระยะยาว ในช่วงสั้นๆเรา
สามารถทุ่มทั้งตัวทั้งหัวใจได้ แต่มันจะเป็นไปได้หรือ
หากเราต้องทุ่มเท ทุกวันไม่มีหยุด ผมคิดว่าไม่

มันจะมีวันที่เหนื่อยเมื่อยล้า อยากจะพักอยากจะเลิก
ในวันนั้นแหละ ที่เราจะได้รู้ ได้มองตัวเองว่ากำลัง
ทำอะไร เพื่ออะไร เพื่อใคร

วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

อย่าปล่อยให้ยางอ่อน




หลายวันก่อน เจ้าเพื่อนยาก rx-s มอ'ไซค์ของพ่อ
ที่ถือกำเนิดก่อนผมไม่ถึงขวบปี เกิดเหตุยางรั่วขณะ
กำลังปฎิบัติหน้าที่พาผู้ขับขี่เดินทางไปออกกำลังกาย

ซึ่งเขาคนนั้นไม่ใช่ใคร คือผมเองนี่แหละครับ และก็
เป็นผมเองนี่แหละที่ไปปลุกปั้นเจ้ามอ'ไซค์คันนี้ขึ้นมา
รับใช้งานต่อไป แทนที่จะปล่อยให้ขี้เกียจสันหลังยาว
เอาแต่ยืนเต๊ะท่าไร้ค่าไปวันๆอยู่บ้าน
แต่กว่าจะสำเร็จก็เสียเวลาไปหลายเดือนอยู่ หมด
ค่าตัวไปเกือบๆเท่ามูลค่ารถตอนซื้อมา

แต่อย่างน้อย มันก็ทำให้เจ้าเพื่อนร่วมครอบครัวคันนี้
ได้ออกมาโลดแล่นบนท้องถนนอีกครั้ง แม้ว่าจะเป็น
เพียงสัปดาห์ละครั้งก็ตาม

หลังจากเหตุยางรั่ว มองหาหนทางแก้ไขแล้วทางที่
ดีที่สุดคือวนกลับไปจอดที่บ้านเพื่อรอการซ่อมบำรุงต่อ
ไป เนื่องจากละแวกใกล้ๆบ้านนั้นร้านรวงคงปิดหมด
แล้ว อันนี้คิดเอาเอง ด้วยความขึ้เกียจค้นหา และ
อีกอย่างก็ไม่ได้เร่งรีบใช้งานอะไร มันจึงถูกจอด
เอาไว้รอจนกระทั่งเมื่อวานนั่นแหละ จึงได้รับความ
ห่วงใยเอาใจใส่อีกครั้ง

หาทางถอดล้อไปก็ดูท่าจะยาก จึงขี่ไปทั้งที่ยางแบนๆ
นั่นแหละ หวังพึ่งน้ำบ่อหน้าเอา ซึ่งโชคดีที่ร้านใน
ซอยในละแวก ห่างไปไม่ถึง กม.ยังเปิดทำการอยู่
แม้ว่า่จะเป็นเวลาเลิกงานของใครหลายๆคนแล้ว
แต่ร้านซ่อมมอ'ไซค์ยังไม่เลิก ด้วยงานล้นมือ มี ลค.
เข้ามาซ่อมแซมอยู่แทบตลอด ทำกันอยู่สองคนพ่อลูก

ที่รู้ได้ก็เพราะว่านั่งเฝ้า นั่งดูเขาทำอีกตามเคย
แล้วระหว่างนั้น ก็มี ลค.เข้ามาถามไถ่งานตลอด
เป็นงานที่รับค้างไว้อยู่สองราย คนรู้จักเข้ามาจอด
ยืมใช้เครื่องมือแก้ไขระบบไฟอีกราย แล้วเลื่อยยนต์
ตัดไม้ก็เพิ่งเสร็จไปก่อนหน้าผมจะตั้งขาหยั่งลงพื้น

ตรวจสอบหาสาเหตุจากการลองงัดยางในออกมาสูบ
ลมให้พองออกภายนอกก็พบว่ามันรั่วบริเวณจุกเติมลม
ซึ่งตรงนี้ ปะไม่ได้ ต้องเปลี่ยนอย่างเดียว

สาเหตุอาจเกิดจากการปล่อยให้ลมยางอ่อนเกินไป
ทำให้เวลาขับขี่เกิดแรงบิดแรงกระชากระหว่างยาง
ในที่ถูกยึดเข้ากับยางนอกด้วยสกรูยึดเพียงจุดเดียว
กับขอบล้อ ส่งผลให้แรงบิดดังกล่าวสร้างความเสีย
หายที่จุดๆนั้น อันนี้ช่างบอกครับ

ผลสุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนยางใน ในราคา 120 บาท
ยางนอกอีก 1 เส้น เพราะเห็นสภาพที่แตกลายงา
ลายงิ้วเป็นริ้วๆรอบขอบยางละก็หวั่นใจ รวมค่าแรง
ทั้งหมด จบไป 590 บาทครับ

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

ทำบุญและสังคม

 


    โดยปกติแล้ว ก่อนเข้านอนในวันที่มิได้ออกไป
เร่ร่อนยามค่ำคืนที่ไหน ผมก็จะอยู่เล่นกับเด็กๆทั้งสอง
จนกว่าใครสักคนจะหลับไป
ซึ่งส่วนมาก ก็หนีไม่พ้นตัวผมเองที่ส่งเสียงกรนออกมา
ให้รำคาญก่อนใคร

    เมื่อคืนที่ผ่านมาก็เช่นกัน หลังอาบน้ำเตรียมตัว
เข้านอน แต่ก่อนจะได้นอนหลับไปนั้น ก็เปิดดูหนังสตรีม
มิ่งไปพลางๆ เหตุเพราะเจอเรื่องหนักหัวมาทั้งวันแล้ว
ไม่อยากจะเอาอะไรมาใส่หัวอีก

    เลื่อนหน้าจอไอแพดไปมาๆ ก็เลือกหนังเรื่อง
หลวงพี่เท่ง ขึ้นมานอนดูไปเรื่อย จนกระทั่งเด็กทั้งสอง
กลับมาจากห้องกง (หมายถึงห้องนอนของอากงของเขา)
เข้ามานัวเนียนอนดูด้วย
จนถึงฉากที่หลวงพี่เท่งออกไปบิณฑบาตวันแรก ก็เจอ
เอ็ดดี้(ผีน่ารัก)ออกมาใส่บาตร พร้อมกับส่งเสียงถาม
เมียที่อยู่ในบ้านว่าไม่รู้จักทำบุญบ้างหรือไงชีวิต

    ฟังได้ดังนั้น สาวคนโตก็ถามผมว่า "ทำบุญ คือ
อะไรหรอป๊า?"

ความง่วงงันหายไปในบัดดล ดั่งเปิดสวิทช์ไฟแล้ว
ความมืดหายไป สูดหายใจเข้า พร้อมกับอธิบายเธอไป
เรื่อยตามความเข้าใจของตัวเองว่า

การทำบุญนั้นสามารถทำได้หลายวิธี
การเอาอาหารต่างๆมาใส่บาตรพระนั้นก็ใช่
มันคือการรู้จักเสียสละของตนเองเพื่อผู้อื่น

การบริจาคสิ่งของให้ผู้อื่นก็ใช่
การคิดดี ทำดีให้ตัวเองก็ใช่
การพัฒนาตัวเอง ทำให้ตัวเองนั้นดีขึ้นก็เป็นบุญ
การนั่งฝึกสมาธิก็ใช่ครับ
ประมาณนี้ สาธยายยืดยาวไปเกรงจะเบื่อจึงพอแค่นั้น
แล้วก็ลุกขึ้นมานั่งดูกันต่อไป

    จนไปถึงอีกฉาก ที่เจ๊ก(ถั่วแระ เชิญยิ้ม)ในตลาด
จะกระโดดตึกฆ่าตัวตาย แล้วหลวงพี่ไปถึงที่นั่นก็ปลอบ
ประโลมบ้าง ยุยงส่งเสริมให้กระโดดลงมาบ้าง
จนกระทั่งมีคำว่า สังคม หลุดออกมา

สาวเจ้าก็เกิดความสงสัยอีกว่า "ป๊า สังคมคืออะไร"

    ชิบหายแล้ว นึกในใจ ไอ้เราก็ไม่ค่อยสังคมกะ
เขาเท่าไหร่ จึงค่อยๆคิดแล้วอธิบายหล่อนไป
เสร็จสรรพก็มองดูนาฬิกาที่ข้อมือ บอกเวลาสามทุ่มกว่า
จึงบอกว่าวันนี้ได้เวลานอนแล้ว วันหลังค่อยดูต่อเนาะ

    ปิดจอ เก็บข้าวของ ปิดไฟ นอนไปคิดไปว่าเรา
คงต้องสอนอะไรๆอีกหลายอย่างแก่เธอทั้งสองอีกนาน
อาจจะสอนไปตราบเท่าที่ลมหายใจยังมี

ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่งแหละ
เพราะเรานั้นใช้ชีวิตมายาวนานกว่า หลากหลายกว่า
แต่จะกว่าแค่ไหนไม่รู้ อนาคตพวกเธออาจจะไปไกล
กว่าที่ผมเคยผ่านมาก็ได้

อย่างน้อย ก็ปวดหลัง ปวดขาเป็นก่อนพวกเขาละกัน
ครับ

วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

ข้าแก่เกินกว่าจะคิดเรื่องเพ้อเจ้อพวกนั้น

 



    หากเรายังพอจำเรื่องราวในวัยเด็กได้ แปลว่า
เรายังไม่แก่จนเลอะเลือนหลงลืมกันเกินไป

    แล้วถ้าหากเรายังพอจำได้ วัยนั้น เรากล้าที่จะ
คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เพ้อฝันไปกับสิ่งที่นึกไม่ออกว่า
จะทำให้มันเป็นจริงได้อย่างไร
    เราปลดปล่อยจินตนาการให้โลดเล่นออกไปได้
อย่างไม่เคอะเขิน ว่าความเป็นจริงมันจะมองว่ามึง
ช่างปัญญาอ่อนสิ้นดี แล้วบอกว่า "โลกนี้มันโหดร้าย
กว่าที่เข้าใจ"

    แล้วพอรู้ตัวอีกที เราก็ถูกความเป็นไปของโลก
บีบบังคับให้ต้องเดินไปตามเส้นทางของมัน
    สังคมรอบกายพูด มอง และทำให้มันเหมือนๆกัน
ไปเกือบทั้งหมด
    สื่อเนื้อหาที่ถูกส่งมาให้เสพแต่ละวันก็ถูกคัดสรรมา
ให้อย่างที่เราหลงไปถูกใจ ล่อหลอกให้เราตกลงไปใน
หลุมพลางแห่งกาลเวลาที่สูญเปล่า

    กว่าจะโผล่หัวออกมาได้จากความสูญสิ้นดังกล่าว
เราก็ใช้เวลาบนโลกนี้มานานโข ร่างกายเริ่มเสื่อม
ถอย ความคิดถูกใช้ไปในรูปแบบเดียวมานานนับสิบปี
ยากเหลือเกินที่จะให้กลับไปคิดแบบเด็กๆ เพราะถูก
มองมานานว่ามันใช้การไม่ได้

    เรื่องเพ้อเจ้อพวกนั้นนะหรือ ที่จะทำให้ข้าแตก
ต่างออกไปแล้วกลายเป็นคนใหม่ เรื่องพวกนั้นนะหรือ
ที่จะพลิกผันชีวิตให้เข้าใจอะไรๆได้มากกว่าทุกวันนี้

ข้าคิดว่า "ข้าแก่เกินกว่าจะคิดเรื่องเพ้อเจ้อพวกนั้น"

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

จุดต่อจุด

 



    ว่ากันว่า ชีวิต คือการต่อจุดย้อนกลับเชื่อมโยง
กันไป เราไม่รู้ว่าภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไร แต่
เราสามารถต่อจุดย้อนกลับไปหาที่มาของสิ่งที่เรา
กำลัง เป็นอยู่คือ ณ​ เวลานี้ได้

    มันเป็นเรื่องที่ยากในการทำนายอนาคตของ
ตัวเราเอง เราทำได้เพียงคาดการณ์คร่าวๆว่ามันน่า
จะเป็นแบบนี้ อาจจะอยู่ตรงนั้น เพียงแค่นั้นจริงๆ
บางทีเหตุการณ์บางอย่างก็เปลี่ยนชีิวิตเราไป
บางทีมันก็เหมือนจะย้ำอยู่กับที่ ไม่ไปไหน

    แต่จะทำอย่างไรได้ ชีวิตเราก็เป็นแบบนี้แหละ
ไม่ได้ตัดทอนกำลังใจชีิวิตอะไรหรอกครับ แค่เรียนรู้
ว่าเท่าที่ผ่านมามันเป็นแบบนั้น บางสิ่งก็ดี บางอย่าง
ก็ควรละเลิกมันไป

    เรื่องบางๆเรื่องรู้ว่าเลิกได้ก็ดี แต่ก็ยังทำมัน
ไม่ได้สักที ต้องรอให้ใครที่มีอำนาจเหนือกว่ามาออก
คำสั่งคำสอน ถึงอนาคตที่เลวร้ายข้างหน้า ถ้ายังฝืน
ดันทุรังทำมันต่อไป นั่นมันเรื่องของอนาคต ฮ่าๆ

    ผมเคยวาดภาพกำหนดเป้าหมายว่าสิ่งนี้จะต้อง
เป็นอย่างนั้น ไอ้นั่นควรจะเป็นแบบนี้ ลงมือปฎิบัติให้
ได้ตามแผนการ ก้มหน้าก้มตาทำไปเรื่อยๆจนไปถึง
มันก็ไปถึงจุดๆนั้นได้จริงๆ แต่บางครั้ง บางเรื่อง
พอไปถึงแล้ว มันไม่เหมือนกันกับที่คิดไว้ตอนแรกๆ
อาจจะเรียกว่า เลือกเขาที่จะปีนขึ้นผิดลูกก็ได้
    มันก็ทำให้ได้รู้ว่าผิดลูกแล้ว ไม่เป็นไร ถือว่าได้
ซ้อมขึ้นเขา ลงเขาไปก่อนแล้วกัน หากเลือกถูกแล้ว
เราก็อาจจะปีนได้ดี ปีนได้ไวกว่าเดิมก็เป็นได้
บอกตัวเองไว้แบบนั้นเอา จะได้ไม่เสียใจกับเรื่อง
ที่มันแล้วๆมามากมายนัก

    ต่อจุดกลับไปแล้วมันก็ถือว่ายังเป็นเรื่องที่ดีของ
ชีวิตอยู่ คิดเอาแบบนี้ก็ดี ข้างหน้าเป็นไงไม่รู้หรอก
แต่เล็งๆจุดใหม่ที่จะไปเอาไว้บ้างละกัน จะได้ไม่ผิด
อีก 555

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

แว่นตาขาหัก

 



    โดยปกติประจำวันแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้รอง
ลงมาจากเสื้อผ้าก็คือ แว่นตากันแดด ครับ
เนื่องด้วยหน้าที่การงานที่ต้องอยู่กลางแจ้ง ขับรถไปมา
แทบทุกวัน แว่นตากันแดดจึงจำเป็นมากๆสำหรับผม

    แล้วเมื่อวานนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่แว่นกันแดดอัน
ล่าสุดที่เพิ่งซื้อเมื่อสิ้นปีที่แล้ว
(ทำอันเก่าหายทำให้ต้องหาซื้อใช้ทดแทนในทันที)
ได้เกิดความเสียหาย จากความสะเพร่า หรือความ
เคยชินก็แล้วแต่ สะพานแว่นที่อยู่บริเวณกลางจมูก
(ซึ่งเป็นแว่นรุ่นที่พับเก็บได้)
ถูกแรงจากสองมือของผมเองทำให้มันหักขาดออกจากกัน
ตอนง้างขาเข้าสวมใส่ เสียงลั่นดัง แป๊ะ! ทำเอาผมอึ้ง
มองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าค้างไปสามสี่วินาที

    จะว่าไปแล้วเรื่องแว่นตากันแดดกับผมนั้น
เราเริ่มมีปัญหากันมาหลายปีแล้ว มีปัญหากับอันนู้นอันนี้มา
ตลอดไม่เว้นปี
หากจะให้นับว่ามีแว่นมากี่อัน ก็นับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
ลืมไปบ้าง แต่อย่างน้อยๆ น่าจะมีสัก 7-8 อัน
หายไปเสียสองอัน พังไปอีกสามอัน ซื้อมาแล้วใช้งาน
ไม่ถูกใจอีกสองอัน เหลือใช้งาน ณ เวลานี้อยู่สองอัน

คืออันที่เป็นขาเหล็ก ใส่แล้วมีน้ำหนักพอประมาณ ซึ่งไม่
เหมาะกับงานประจำวัน
อีกอันก็เป็นแว่นพลาสติค บางเบา มีไว้หลอกขายนักวิ่งที่
คิดจะใส่ตอนวิ่งเท่ๆอย่างผม
แต่ก็ต้องยอมจำนนเพราะเลนส์ที่ให้มามันไม่ใช่เลนส์
โพลาไลซ์ มองอะไรก็เห็นเป็นสีเหลือบๆออกม่วง
ออกมุกไปหมด จึงเก็บไว้เป็นตัวสำรองในรถ เผื่อกรณี
หลงลืมอันที่ใช้ประจำ

    เนื่องด้วยว่าของที่มันต้องใช้ทุกวันเป็นประจำ
มันก็ต้องมีโอกาสที่จะชำรุดสูญหายไปบ้าง อันนี้ก็เข้าใจ
แต่จะให้ทำใจว่ามันต้องเป็นปีละอัน อันนี้ก็ออกจะ
เศร้าๆหน่อยแหละครับ
หากเอาราคาต่อชิ้นมาหารจำนวนวันแล้ว วันๆหน่ึง
ก็จะเสียค่ากรองแสงแดดให้กับดวงตาที่ราวๆ 15-20
บาท

    แต่คราวนี้โชคยังเข้าข้างพอสั่งอะไหล่มาซ่อม
แซมได้ในราคา 750 บาท แต่ก็ต้องรอสั่งของเข้ามา
จากต่างประเทศอีกเกือบๆเดือน ตอนนี้ก็ทนมองสี
เหลือบๆไปก่อนละกันครับ

ขอให้ทุกท่านรักษาดวงตากันด้วยครับ
อย่างจ้องหน้าจอมากเกินไป
หาต้นไม้ใบหญ้าเขียวชื่นชมกันบ้าง

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

จราจล

 


    เมื่อวันที่ 16 ที่ผ่านมา ผมกับเพื่อนๆร่วมรุ่นสมัย
เรียนมหาลัย'ได้นัดแนะกันมาร่วมสังสรรค์ประจำปีท่ี่
งานคอนเสริ์ตงานหนึ่ง ใกล้ตีนเขาใหญ่

    เหตุการณ์เริ่มดำเนินไปตั้งแต่เที่ยงวันที่ร้าน
อาหารริมแม่น้ำที่สระบุรี ต่อด้วยเข้าที่พักแถวหมูสีล่วง
เลยไปถึงเวลาแดดร่ม แต่ก็มีฝนโปรยปรายลงมาบ้าง
กว่าจะถึงเวลานั้น ก็นับแบนเหล้าไปได้สามสี่แบนแล้ว

    เป็นเวลาที่พระอาทิตย์ล่วงลับสันเขาลูกช้างไป
ไปแล้ว เราจึงได้เดินผ่านประตูหน้างานกันอย่างที่
เคยผ่านมาแต่ก่อน เพียงแต่คราวนี้เหลือจำนวนน้อย
ลง

    พื้นดินเปียกแฉะ ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝนที่ตกลงมา
ช่วงบ่ายเย็น ทำให้การเดินเหินนั้นไม่ค่อยสะดวกสัก
เท่าไหร่ ต้องระมัดระวังมิให้ลื่นล้มลงไป

    มองหาที่ตั้งเก้าอี้ ตั้งโต๊ะแบบที่ไม่แฉะมากได้
ก็ตั้งวงล้อมรอบ จัดแจงนัดแนะกันเรื่องอาหารกับ
เครื่องดื่ม ใครจะทำหน้าที่อะไรก็ว่ากัน ส่วนตัวผม
พอมองเห็นแถวที่รอคิวซื้อเครื่องดื่มแล้วก็ถอดใจ
คิดในใจกุยอมเดินขาลากดีกว่าไปยืนต่อคิวยาวเหยียด
แบบนี้แน่ๆ

    ไอ้ปลวก(ฉายา)จึงได้รับหน้าที่ไปต่อคิวรอซื้อ
เครื่องดื่ม ผมกับไอ้เหลี่ยมเดินกลับไปเอากระติก
น้ำแข็งที่รถ ไอ้ร้อยนั่งเฝ้าของ แฟนไอ่ปลวกเดินหา
ของกิน

    หลังจากเดินไปถึงที่รถแล้วก็ตระเตรียมของ
ชงเหล้าใส่แก้วเป็นอันดับแรก เพราะหิวกระหาย
จากการเดินเข้าไปในงานแล้วก็ยังไมได้ดื่มอะไร
เลย เหล้าในแก้วที่หวังจะถือเข้าไปจิบระหว่างรอ
ก็ถูกทาง จนท.บังคับให้เททิ้งก่อนเข้างาน

    ซัดเหล้าในแก้วด้วยความกระหายพร้อมกับ
เดินหิ้วกระติกกลับมาที่งานกับไอ้เหลี่ยม พอถึงหน้า
งานก็ต้องเทน้ำแข็งในแก้วทิ้งอีก มองดูแถวที่รอซื้อ
เครื่องดื่มก็ยังยาวเหยียดสุดลูกตา มองหาปลายแถว
ไม่เจอ

    สักพักไอ้ปลวกโทรเข้ามาบอกว่าอะไรก็ไม่รู้
มั่วไปหมด ฟังยังไงก็ไม่ได้ความ ต้องรอมันเดินกลับ
มาเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ความว่า คนซื้อรอ
กันจนไม่ไหว จนเกิดเหตุการณ์ ต่างคนต่างเดิน
หยิบเหล้าเบียร์ที่กองพะเนินอยู่ในซุ้มไปคนละถาด
สองถาด ทั้งเหล้า เบียร์ น้ำแข็ง หมดเกลี้ยงภาย
ในพริบตา ไม่มีเหลือ

    ฟังไปก็ตาลุกโตไป ว่่าทำไมมึงไม่เอารีมาสัก
ลังว่ะ กุกำลังหิวโซกันอยู่ขนาดนี้ นึกๆไปอยู่ๆคำว่า
จราจล ก็ลอยเข้ามาในหัว ใช่ๆปล้มสะดมโดยผู้คน
ที่อดทนรอไม่ไหว ยังดีที่ซุกเหล้าเข้ามาได้สองแบน
แก้ดับกระหายกันไปก่อนละกันพวก

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

วันเกิดของบอย

 


    สัปดาห์ก่อนเป็นวันเกิดของเพื่อนสนิทที่แสนจะ
ยาวนานเพียงคนเดียว คือ รู้จักกันตั้งแต่สมัยประถม
อายุราวๆสิบกว่าๆ จนสี่สิบกว่าๆ
นับได้ก็ราวๆสามสิบปี ซึ่งเป็นสามสิบปีที่ผ่านอะไรกัน
มามากมาย แยกกันไปใช้ชีวิตคนละทาง แต่ท้ายที่สุด
ก็วนกลับมานั่งดื่มนั่งคุยกันเป็นประจำ

    ล่าสุด มันบอกว่าแม่เป็นโรคไตได้สองปีแล้ว
ต้องฟอกไตเองทุกสัปดาห์ สาเหตุอาจจะเพราะว่า
แม่กินยาเยอะ กินยาบ่อย ทำให้ไตต้องทำงานหนัก
มาเป็นระยะเวลานาน ฟังแล้วก็ได้แต่อืมๆดูแลกันไป
ส่วนเรายังมีชีวิตที่เหลือ ก็เพียงทำได้ประคับประคอง
ไม่ให้ร่างกายนั้นเสื่อมสภาพไปก่อนวัยมากกว่านี้
แค่นี้ก็ถือว่าใช้มันมาอย่างโหดร้ายพอแล้ว

    คุยดื่มไปสักพักก็วนเข้าเรื่องของมัน เตือนมัน
เหมือนเดิมว่าอย่าไปกินเหล้าเยอะ ซึ่งคำตอบที่ได้
กลับมาก็บอกว่า กินพอเป็นยา
    ยาห่าไรครับ มึงแดกตีสอง ตีสาม ไม่ใช่ยา
ธรรมดาแล้วมั้ง นั่นมันยานอนหลับ ฮ่าๆๆ

    ตลกโปกฮากันไปสองคนจนรีเจนซี่ที่ร้านหมด
ไปสองแบน ซึ่งเป็นร้านที่ปัจจุบัน มันทำงานเป็น ผช
ที่ร้านอยู่มาหลายปีแล้ว เจ้าของร้านก็รุ่นพี่ที่สนิทๆกัน
เนี่ยแหละ

กว่าจะได้แยกย้ายก็หลายทุ่มอยู่ ถึงบ้านได้ก็กลับมา
นั่งคิดถึงอดีต ตกอยู่ในหลุมแห่งความห่วงหาอนาคต
ที่ยังมาไม่ถึงว่า สังขารเรา คนรอบกายเรานั้นจะ
อยู่ได้อีกแค่ไม่กี่สิบปีหรอกมั้ง แล้วเรากำลังทำอะไร
อยู่วะเนี่ย

คิดได้ดังนี้จึงรีบหลับนอนเสียดีกว่าเอาเวลามาคิด
เรื่องเดิมๆซ้ำๆ

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

ความกระหายใคร่รู้ของดาวินชี่

 


    ล่าสุดผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือประวัติของบุคคล
สำคัญคนหนึ่งของโลก "ลีโอนาโด ดา วินชี่" ซึ่งยัง
อ่านไม่ทันจบครับ อ่านได้ไปประมาณครึ่งเล่ม ซึ่ง
ความหนาทั้งหมดประมาณ 600 กว่าหน้า ถือว่าหนา
เอาการเลย

    อ่านไม่ทันจบก็ขอเอามาเล่าไว้ก่อน เพราะเกรง
ว่าจะลืมเมื่ออ่านจบไปแล้ว สิ่งที่ทำให้ทึ่งที่สุดในตัวของ
เขา สำหรับผมคึือ การมีความสงสัยใคร่รู้อยู่ตลอด
เวลาที่เขามีชีวิต เขาใส่ใจแม้กระทั่งสิ่งเล็กๆน้อยๆที่
บางที่เรามองว่าไม่ต้องพิถีพิถันถึงขนาดนั้นก็ได้

    ซึ่งทำให้ผมเกิดความสงสัยอยู่ว่า อะไรที่ทำให้
คนๆหนึ่ง มีเรี่ยวแรง มีพละกำลังในการทำงานได้
อย่างละเอียดถี่ถ้วน และยาวนานเช่นนั้น

    ชีวิตไม่เคยไขว้เขว สำมะเลเทเมากับเขาบ้าง
เลยหรือ คิดๆไปแล้วก็ช่างแตกต่างกับเราเสียสิ้น

    ผมเป็นคนนึงที่ประสบกับความล้มเหลวมากกว่า
ความสำเร็จในเป้าหมายชีวิต มีเรื่องที่อยากจะทำ
ให้ได้มากมาย แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงแค่ไม่กี่เรื่อง
ไม่ได้ตัดพ้อให้ชีวิตฟังดูท้อแท้นะครับ แค่ความจริง
มันเป็นแบบนั้น แต่ก็เข้าใจแหละครับ ว่าเราเป็น
เพียงคนๆนึงเท่านั้น ค่อยๆปรับ ค่อยๆแก้กันไปได้

    เรายังคงเป็นมนุษย์ที่อ่อนไหวไปกับอารมณ์ชั่ววูบ
สุดแท้แต่มันจะพัดพาความคิดเราไปทางไหน แวดล้อม
จะพาเราไปอย่างไร ความมั่นคงทางจิตใจยังอ่อน
แอ แม้ว่าจะผ่านเรื่องราวมากี่ร้อยพัน

วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

การเรียนรู้

 


    ว่ากันว่า มนุษย์นั้นเรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านประสบ
การณ์ส่วนตัวที่ได้พบเจอกับตัวเอง ซึ่งผมเองก็คิดว่า
เป็นแบบนั้นจริงๆ

    หากเราฟังคนอื่น อ่านเอาจากบทความ หรือ
อะไรก็ตามแต่ ที่ทำให้เราได้ความรู้มาในระดับหนึ่ง
มันมักจะมิได้พาเราไปยังจุดหมายที่ไกลกว่านั้นได้

    นอกเสียจากว่า เราได้ออกไปลงมือทำสิ่งเหล่า
นั้นด้วยตัวเอง ทำมัน คลุกคลีอยู่กับมัน สุขกับมันและ
แน่นอน คุณอาจจะต้องเศร้าไปกับมันด้วย

    หากเป็นไปได้ผมจะคอยบอกเด็กๆที่น่ารักทั้งสอง
ว่า "เดี๋ยววันนึง ป๊าก็ตายแล้ว พวกเราต้องดูแล
ตัวเองให้ได้" ผมจะสอนให้พวกเขาทำอะไรเอง
เฝ้าบอกเหตุและผลของการกระทำต่างๆในความเป็น
มนุษย์

    ผมไม่เคยปัดความรับผิดชอบหลายๆอย่างด้วย
การบอกว่าทำไม่เป็น ทำวันนี้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
เราฝึกกันได้ เริ่มใหม่ได้ พยายามคิดและสอนพวก
เขาแบบนี้มาตลอด

    หากคุณสอนใครไม่เป็น ไม่ใช่ความผิดของใคร
มันเป็นความผิดของคุณเองนั้นแหละ ที่ไม่มีความรับ
ผิดชอบมากพอที่จะทำให้เป็น แล้วปล่อยพวกเขาออก
ไปเผชิญโลกอันโหดร้ายแบบตัวเปล่าเล่าเปลือย ไม่
มีอาวุธ ไม่มีความสามารถที่จะปรับตัว ไม่กระตือรือ
ล้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ

    อย่าชี้นิ้วโทษใคร หากชี้นิ้วออกไป อีกสามสี่นิ้ว
ที่กำอยู่มันก็ชี้มาที่ตัวเอง

ออนไลน์

 



หากใครมีอินเทอเน็ตใช้ในทุกวันนี้ ก็ถือว่าคุณภาพชีวิต
ของเราดีกว่าคนอื่นๆทั่วโลกไปแล้ว 33 เปอร์เซ็นต์

กล่าวง่ายๆคือ คุณคือ 1 ใน 67 คนที่สามารถเข้า
ถึงคลังความรู้มหาศาลจากอินเทอเน็ตได้ ซึ่งอีก 33
คนนั้นไม่มีโอกาสนี้เลย

หากมองย้อนกลับไปเพียงยี่สิบห้าปีก่อน ยุคที่เน็ตฯ
เริ่มเป็นที่แพร่หลายสำหรับเรา ตอนนั้นเน็ตฯยังมี
ราคาแพง ในร้านยุคแรกๆขายกันนาทีละบาท ซึ่ง
ข้าวราดแกงสองอย่างราคาเพียง 12 บาท ถือว่า
แพงเอาการเลยทีเดียว

ทุกอย่างล้วนมีสองด้านเสมอ ไม่มีด้านใดดีที่สุด หรือ
แย่ที่สุด หลายอย่างมันผสมปนเปกันไป มีทั้งดีและแย่
เช่นเดียวกันเน็ตฯที่เข้ามาเป็นส่วนหน่ึงของชีวิตเรา
เฉกเช่นทุกวันนี้

เราสามารถหาประโยชน​์ได้มากมายจากมันและก็ถูก
มันพรากเอาหลายสิ่งไปเช่นกัน บางสิ่งสร้างขึ้นมาได้
ก็เพราะมัน บางอย่างก็ถูกทำลายไปเพราะมันมีส่วน
เกี่ยวข้อง

โลกการสื่อสารไร้พรมแดน สามารถทำให้เราติดต่อ
กับคนอีกฝากโลกได้โดยไม่ต้องเห็นหน้า
แต่มันก็คัดคนดีๆออกมาให้เราเห็น ให้เราพบเจอ
เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ยิ่งทุกวันนี้การหลอกลวง
หรือฉ้อโกงกันก็ทำกันได้อย่างอุกอาจ

ระวังตัวไว้ก็ไม่เสียหายครับ โลกไม่ได้ง่ายอย่างที่
เราคลิกๆกัน

วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

กลอน แปด (ขำๆ)

 



    ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีงานแข่งของชาวแก็งค์
ที่เป็นกลุ่มขี่มอไซค์ด้วยกันที่สนามคลองห้า
วันนั้นเป็นวันพฤหัส ซึ่งเป็นวันซ้อมวันแรก ซึ่งผมเอง
นั้นก็มีความอยากรู้ อยากลองอยู่เนืองๆในการนี้

    ไม่ได้ไปก็ไม่เป็นไร งานเยอะหยุดไม่ได้ก็เข้า
ใจได้ ส่งกำลังใจ ส่งความฮาไปทางข้อความกลุ่ม
ไลน์แทนได้ จะให้ฮาแบบจำๆเขามา มันก็ดูถูกตัวเอง
เกินไป นึกถึงกลอนเกี่ยวกับรถได้ก็มีเพียงอันเดียว
ที่มันเกี่ยวกับรถยนต์

    คิดไปคิดมา ไม่มีไม่เป็นไร แต่งเองเอาใหม่
ก็ได้ว่ะ คิดได้แบบนั้นก็ด้นมันออกมาได้ประมาณนี้

    ตั้งตารอ คอยไฟ เมื่อไหร่เขียว
เดี๋ยวมีเสียว บอกตรงๆ คงได้เห็น
อย่ามาหยาม นามข้า ว่าไม่เป็น
ซ้อมเช้าเย็น ไฟเขียวมา ห่าจะบิน

    คลัชก็ปล่อย ปลอกก็บิด มิดสุดๆ
แต่ทำไม ที่บางจุด ผิดปลอกหนอ
คนก็มอง ฝันก็ค้าง ตั้งตารอ
ตายละพ่อ ออกไม่ไป ลืมใส่เกียร์

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

ฝันบางๆ

 



    ผมเป็นคนหนึ่งที่มักจะมีความใฝ่ฝันบ้าๆบอๆ

ซึ่งเอาจริงๆแล้ว บางทีก็คิดนะครับว่า...

จะทำไปได้ยังไงและทำทำไมว่ะ?


แต่บางครั้งก็แค่เพื่อความสะใจในการเอาชนะตัวเอง

แค่นั้น ไม่มีประโยชน์ใดๆให้แก่ใครเลย นอกเสียจาก

ตัวเองเพียงคนเดียว


    เอาจริงๆแล้วผมคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนบุคคล

มากๆเลย ใช่ไหมครับ หากเดินไปถามใครสักคนว่า

"เห้ย จริงๆแล้วชีวิตมึงต้องการอะไร ฝันไว้ยังไงว่ะ"

ใครคนนั้นอาจจะเหวอเหมือนกันกับคำถามค่อนข้าง

แปลกประหลาดที่นานๆทีจะหลุดออกมาจากปากใครสักคน


แล้วคำตอบก็มีมากมายหลายอย่าง ทั้งที่เป็นไปได้และ

ข้ามจักรวาลภายในเสี้ยวความเร็วแสง


    พอกลับมาคิดเรื่องของตัวเอง อีกที ส่วนหนึ่ง

ของชีวิตผมอยู่ในโลกเพ้อฝัน เหนือจินตนาการไปกับ

เรื่องราวของนิยายเรื่องเล่า


อีกส่วนหนึ่งก็หมุนวนเวียนอยู่ในวงจรของทุนนิยม จะคิด

จะฝันอะไรให้มันไกลตัวมาก บางทีก็ลำบากเหมือนกัน

ความฝันแบบเด็กๆจึงมักจะถูกตั้งคำถามกลับด้วยคำที่ว่า

จะทำให้มันจริงได้ยังไงว่ะ

ความกล้าที่จะคิดเพ้อเจ้อไปไกลอย่างแต่ก่อนก็กลับสั้นลง

เพียงแค่เท่าที่ทำได้ในระยะสั้นๆเท่านั้นเอง


มันเป็นเส้นบางๆจางๆระหว่างความฝันกับความจริงๆ

ที่เริ่มเห็นชัดว่าอะไรเป็นไปได้ และไม่ได้...

วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

รายชื่อเพลงในรายการรอเล่น(Playlist)

 


    เราใช้อารมณ์ในการดำรงชีิวิตซะเป็นส่วนใหญ่

แม้เหตุผลจะบอกคนละอย่างกับการกระทำก็ตาม


    ดังนั้น การสื่อสารผ่านสิ่งเร้าอารมณ์จึงสามารถ

ทำได้ดีกว่าการพูดโพล่งออกไปตรงๆ สื่อสารออกไป

ทื่อๆไม่มีจังหวะจะโคนอะไรเลย


    ยามเราอารมณ์ดี เศร้า เหงา หรือรักล้นปรี่

ก็มักจะแตกต่างกันออกไปตามความรู้สึก

    สิ่งหนึ่งที่บอกช่วงจังหวะชีวิต หรือ อารมณ์ของ

คนๆนั้นได้ดีในระดับหนึ่ง คือรายการชื่อเพลงที่กำลังฟัง

เป็นประจำ


    ลองนึกเพลงที่อยากฟังตอนนี้มาสัก 3-4 เพลง

ก็ได้ครับ มันมักจะบอกส่วนลึกของเราออกมา

แม้ว่าเราอาจจะไม่รู้ตัวก็ตาม


    หากลองนึกๆดูแล้วรายการเพลงของผมก็จะ

ประมาณนี้ครับ


1.Wish you were here : Pink Floyd

2.Orion (Instrumental) : Metallica

3.Syphony No.5 : Lud wig van Beethoven


    ลองหาเวลาว่างๆปล่อยใจไปตามบ้างก็ดีครับ

สิ่งหนักๆที่เคยแบกไว้อาจจะเบาลงบ้าง ไม่มากก็น้อย