ในเรื่องของการวิ่ง ผมเองนั้น ขอไม่นับตัวเองว่า
เป็นนักวิ่งแต่ประการใด ผมเพียงแค่ใช้การวิ่งมา
ประคับประคองการออกกำลังกายให้คงอยู่สม่ำเสมอ
ไปเพียงก็เท่านั้น
หากจะนับให้เป็นกีฬาสำหรับผมแล้วก็คงต้องเอาจริง
เอาจังกับมัน แต่เท่าที่ผ่านมา มองดูแล้วมันไม่ใช่
แบบนั้นเลย แม้ว่าจะมีความคิดว่าอยากวิ่งให้ได้เวลา
ที่คาดหวังเอาไว้บ้างก็ตาม
แต่ในระยะเวลากว่าห้าปีที่ผ่านมาจนบัดนี้ การวิ่ง
บางครั้งก็เหมือนการบำบัดจิตใจให้ละทิ้งความฟุ้งซ่าน
กังวลออกไป บางครั้งก็เพียงเพื่อท้าทายขีดจำกัดของ
ร่างกายที่มักจะโอดครวญใคร่หาแต่ความสบายกาย
บางทีก็วิ่งเพื่อให้ค้นพบกับความคิดที่ถูกผูกปมมาคลาย
ออกไป มันเป็นแบบนั้นเอง
ที่ต้องมาเขียนไว้ก็เพราะว่าเมื่อวานในระยะทำการ
ซ้อมเพื่องานวิ่งต้นปีหน้า เกิดมีนักวิ่งหน้าใหม่เข้าร่วม
ใช้เส้นทางเดียวกัน ซึ่งผมเองก็มิได้กังวลเรื่องช้า
หรือว่าไวกว่ากันแต่อย่างใด เพียงแค่เกิดความคิดใน
หัวว่า เมื่อก่อนที่เราหัดมาออกกำลังกายด้วยการวิ่ง
ใหม่ๆนั้น เรามักจะเอาความเร็ว เอาความอยากชนะ
เป็นที่ตั้ง ต้องวิ่งให้ไวกว่า เร็วกว่าเขา คล้ายกับ
เป็นการประกาศศักดาให้ชาวโลกได้รู้ว่าข้านั้นแข็ง
แกร่งเพียงใด
ความคิดดำเนินต่อไปถึงขั้นว่า จริงๆแล้วต่างคนต่าง
ก็มีเป้าหมายเป็นของตัวเอง ว่าสิ่งที่กำลังทำนั้น เรา
ทำไปเพื่ออะไร เรารู้เป้าหมายที่แท้จริงของเราหรือ
ไม่ เราสามารถยืนระยะได้เนิ่นนานเพียงใดสำหรับ
เป้าหมายนั้นๆ
หากคุณต้องการเพียงแค่สามสิบนาทีก็เพียงพอ นั่นมัน
ก็เพียงพอแล้ว แต่บางคนอาจจะวางแผนที่สี่ห้าชั่วโมง
มันคนละเรื่องกันเลย
มองกลับมาที่ชีวิตตัวเอง มันคล้ายกับการเดินทางที่
แสนจะยาวนั้น ซึ่งบางครั้งเราคิดเอาง่ายๆว่าจะลอง
มันแค่สามสิบนาที อันที่จริงแล้วมันไม่มีผิดถูกหรอกครับ
แต่มันจะดีกว่ามาก หากเราลองมองในระยะยาว
จะมีสักกี่คนกันที่คำนึงถึงผลระยะยาว ในช่วงสั้นๆเรา
สามารถทุ่มทั้งตัวทั้งหัวใจได้ แต่มันจะเป็นไปได้หรือ
หากเราต้องทุ่มเท ทุกวันไม่มีหยุด ผมคิดว่าไม่
มันจะมีวันที่เหนื่อยเมื่อยล้า อยากจะพักอยากจะเลิก
ในวันนั้นแหละ ที่เราจะได้รู้ ได้มองตัวเองว่ากำลัง
ทำอะไร เพื่ออะไร เพื่อใคร
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น