วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568

ความเร็วของเวลา

 


ย้อนกลับไปที่วัยเด็ก

วัยที่เราอยากให้เหตุการณ์ต่างๆเดินทางมาถึง
อย่างร้อนรน เมื่อไหร่จะปิดเทอม จะได้ไป
พากันไปเที่ยว เมื่อไหร่จะเปิดเทอมเพราะ
อยากเจอหน้าเพื่อนๆแล้ว เมื่อไหร่จะครบรอบ
วันเกิด เพื่อนๆเขามีบัตรประชาชนกันหมดแล้ว
เราอยากจะเร่งเวลาไปเสียทุกอย่าง

พอโตขึ้นมาหน่อย

ก็พอรู้ได้ว่าเวลานั้นเดินไปของมันแบบนี้แหละ
เพียงแต่ใจเราเองแหละที่อาจจะรู้สึกว่ามัน
เดินเชื่องช้าไปไม่ทันใจร้อนรน ทุกๆอย่างมี
จังหวะและรอบความเป็นไป ทุกๆอย่างหมุน
วนไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

พอล่วงถึงช่วงกลางชีวิต

บางทีก็แอบคิดในใจว่าเวลามันไม่ได้เดินแบบ
เดิมเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว บางจังหวะมันแอบ
อู้เชื่องช้าในการรอคอย บางคราวมันพุ่งเดิน
ทางไปกับความเร็วแสงทำให้เวลาสามวันสั้น
กุดไปเหลือเพียงเมื่อวาน

อย่างกับที่ไอสไตน์เคยบอกไว้ว่า สิ่งสัมบูรณ์
ที่สุดไม่ใช่เวลา แต่มันคือ ความเร็วแสง
เวลานั้นสามารถยืดหดได้(ตามความรู้สึก)
ตามความเร็วของผู้สังเกตุการณ์

หนึ่งไปผ่านไป ไวเหมือนเมื่อวาน...

วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568

จ้างเขาง่ายกว่า 12

 



เดินทางกลับมาสู่ห้องแห่งความงุนงงกันอีกรอบ
ผมนั่งมองผ้า กระป๋องกาว กระดานแผ่นหลังคา
พร้อมกับตัดสินใจว่า จะขอดื้อ ทดลองเอาที่มีอยู่
นี่แหละ แปลงร่างให้มันเป็นอาจารย์ หรือเรียกกัน
ว่าประสบการณ์โดยตรงเองเลย

มันจะเสียหายย่อยยับแค่ไหนก็ช่างมัน
อย่างมากก็แค่หาซื้อแผ่นหลังคาใหม่ บุใหม่
รื้อประกอบอีกรอบ ตีค่าเป็นเงินก็คงราวหมื่น
แต่คุณค่าของประสบการณ์คงมากกว่านั้น
ผมคิดได้ดังนี้ จึงตัดสินใจที่จะทำมันทั้งหมด
ด้วยตัวเอง(อีกครั้ง)

ทดลองเอากาวพ่น เศษผ้าติดกับแผ่นหลังคาดู
สักเล็กน้อยก่อน ปรากฏว่า หากพ่นกว่าเยอะเกินไป
สเปรย์กาวนั้นก็จะซึมขึ้นมาบนเนื้อผ้า ทำให้ดูไม่
สวยงาม ทางที่ดีควรพ่นให้น้อยลงแต่ใครจะไปรู้หล่ะ
ว่ามันน้อยเกินไปหรือไม่

อยากรู้ก็ต้องลอง....

ด้วยเป็นคนชอบที่จะอยากรู้นู่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย
ตามแต่ใจจะสนในเวลานั้นๆจะนำพา เรื่องราวในชีวิต
ของผมส่วนใหญ่บางทีก็หมดไปกับการทดลองอะไร
เล่นๆไปนี่แหละครับ บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้
แต่ก็เป็นเวรกรรมแต่ปางไหนก็มิทราบได้ ต้องให้
ตัวเองนั้นตัดสินใจทำอะไรลงไปแบบนี้

ดื้อไงครับ....

นั่งหลังขดหลังแข็ง ค่อยๆพ่นกาวไปทีละฝ่ามือ
บรรจงติดไปเรื่อยๆ ทำไปทำไมอยู่สองวันก็ติดเสร็จ
ยืนมองดูฝีมือตัวเองก็กระยิ้มในใจว่ามันก็ไม่เลวอย่าง
ที่คิดๆไป

ระหว่างจะเอารถเข้ามาจอดประกอบหลังคาก็ทำการ
รื้อช่วงหน้า ทำความสะอาดคราบน้ำมันที่เลอะเทอะ
เต็มไปหมดให้สะอาดเสียก่อน มิเช่นนั้นปัญหาอีก
หลายอย่างจะตามมา ไม่ว่าจะเป็นปั้มน้ำไฟฟ้า
อาจจทำงานผิดพลาดจากความลื่นของน้ำมันที่เปื้อน
ลูกรอกด้านหน้า สายพานก็อาจจะลื่นน้ำมัน ทำให้
การหมุนต่างๆที่อาศัยสายพานนั้นทำงานได้อย่างไม่
เต็มที่ มีแต่ผลไม่ดี จึงต้องดำเนินการก่อน

ล้างเสร็จก็เอาเข้ามาประกอบอีกราวๆชั่วโมงกว่าๆ
ก็เป็นอันเสร็จสิ้นงานหลังคาที่ยืดเยื้อมานาน

แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะติดทนไปนานแค่ไหน
ดีไม่ดี ป่านนี้มันคงกำลังห้อยลงมาอีกก็ได้ ใครจะรู้

หากมีเงินก็ไปจ้างเขาครับ
อย่าไปตระหนี่ถี่เหนี่ยวเกินไปอย่างข้าพเจ้า

ถึงอย่างไรแล้ว หากมันจะเสียหรือไม่สวยงาม
มันก็ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความสุขของผมเอง

มีเงินก็ซื้อไม่ได้ครับ

วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568

จ้างเขาง่ายกว่า 11

 


ก้มมองดูหน้าเครื่องที่เปลอะเปื้อนไปด้วยคราบ
น้ำมันกระจายไปทั่วก็ให้ความคิดหวั่นใจ เกรง
ว่าจะเกิดความเสียหายภายหลัง หากปล่อยไว้
ไม่ตรวจสอบ จึงทดลองชักก้านวัดระดับน้ำมัน
เครื่องขึ้นมาตรวจสอบ ก็พบว่ามันเกินระดับ
สูงสุด Maximum ไปอยู่เล็กน้อย

สันนิฐานแรกก็ออกมาว่าน้ำมันเครื่องเกิน
ความร้อยนถึงจุด รอบเครื่องสูงพอประมาณ
ก็พากันสร้างแรงดันที่มากเกินในระบบ
จึงสมคบคิดกันหาทางหนีออกมาประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง คือ คงต้องมีจุดไหนรั่วซึม
เวลาใช้งานไปถึงจุดๆหนึ่ง

คิดได้ดังนั้นแลเห็นท่าไม่ดีที่จะฝืนใช้งานคุณเทอ
นั้นต่อไปจึงขับรถกลับเอาจอดเข้าเก็บที่จอด
เพื่อรอการซ่อมแซมอาการเร่งด่วนต่อไปใน
วันหน้า

เท่ากับว่าหลังจากนี้พอมีเวลาให้กลับมาซ่อม
หลังคาอีกครั้ง หลังจากที่ยืดยื้อกันมาแสนนาน
ไม่อย่างนั้นคงไม่เขียนเล่าอะไรได้ยืดยาว
ขนาดนี้ แต่จะให้เขียนให้จบในวันนี้เลยก็เล็ง
เห็นว่าคงจะใช้เวลาอีกมากโขอยู่

จึงอยากเล่าไปเรื่อยเปื่อย ไม่รีบเร่ง ค่อยๆ
ไปตามแบบฉบับนักท่องเที่ยวที่ขับไปท่ามกลาง
ธรรมชาติ ปิดแอร์ เปิดกระจก เอามือออก
ไปโบกโบยสัมผัสกับลมที่ปะทะผ่าน...

คราวหน้า จะพยายามเขียนให้จบ ถ้าทำได้..

วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568

จ้างเขาง่ายกว่า 10

 


    หลังจากนั้นไม่นาน งานกรุผ้าหลังคาที่คิดไว้
ว่าจะลงมือดำเนินการด้วยตัวเองก็ต้องถูกพัก
เอาไว้ก่อน

เนื่องจากมีอีกโปรเจ็คหนึ่งที่มีความสำคัญกว่า
สอดแทรกเข้ามา

ย้อนความไปช่วงปลายปีที่แล้ว
อันเป็นสาเหตุของความเร่งด่วนที่เข้ามาครั้งนี้

เวลานั้นราวสองทุ่ม ฝนโปรยปรายไม่หนักหนา
แต่ถนนมิตรช่วงกลางดงที่เป็นเส้นตรงยาวราว
แปดกิโลเมตรก็ชุ่มไปด้วยน้ำอยู่ทุกเส้นทางแล้ว

ขณะนั้นผมควบอิย้อยกลับมาจากเมืองสระบุรี
แล้วเกิดอุปัทวเหตุจากเลนกลาง
หัวรถเสียหลักเสือกเข้าไปหาการ์ดเรล
((Guard Rail)แผ่นเหล็กสองลอนยึดอยู่กับ
เสาเหล็กความสูงไม่เกินเอวที่ทำหน้าที่คล้าย
กับตัวซับแรงไม่ให้รถหลุดออกจากทางแต่มันก็
ช่วยได้เพียงแค่ความรุนแรงพอประมาณเท่านั้น)
กระแทกจนมุมหน้าฝั่งขวายับยู่ไปแล้วกระดอน
ออกมาหมุนกลับทางร้อยแปดสิบองศา
หันหน้ารอรถที่จะวิ่งตามมา อยู่ที่เลนกลาง
แต่ก็โชคดีที่ไม่มีอะไรหนักหนาซ้ำเติมไปกว่านั้น

สาเหตุจากที่ผมสันนิฐาน คือ เบรคของรถที่มี
อาการดึงขวาเวลาเบรคหนักๆเป็นทุนเดิมอยู่
ก่อนแล้ว(รถเก่ากว่าสิบปี) ประกอบกับความ
ชื้นแฉะจากฝน คงทำให้คาลิเปอร์เบรคทำงาน
ไม่เท่ากัน ตอนนั้นผมไม่ได้เบรคหนักอะไรเลย
เพียงแค่เห็นไฟท้ายรถคันหน้าไกลๆราว
สามร้อยเมตรแตะเบรค ผมจึงชะลอสัมผัสเบรค
เพียงแผ่วเบาเท่านั้นสาบานได้

แต่คงเป็นคราวเคราะห์ที่ต้องหมุนติ้วเสียเงิน
เป็นแสนๆในการซ่อมรถไป โชคดีที่บริษัทประกัน
เขารับหน้าที่ตรงนี้ไป

    ซ่อมเสร็จ อาการดังกล่าวก็ยังค้างคาอยู่
ไม่ห่างหายไปไหน คิดว่าไว้ว่าคงเป็นที่ลูกสูบ
ในก้ามปูเบรค ที่เราเรียกทับกันไปว่าคาลิปเปอร์
(Brake Caliper) นั่นแหละ

จึงได้มองหาทางที่ปรับปรุงดูแลในส่วนนี้ให้ดีขึ้น
อย่างน้อยก็ให้รถมันวิ่งไปตรงๆเวลาเบรคแรงๆ
ก็เป็นความปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สินแล้ว

ซึ่งเวลาที่กำลังไตร่ตรองเรื่องผ้าหลังคาหลัง
วันฝ้าฝนนั้น ในตลาดของมือสองมีชุดเบรคที่
หมายตาต้องใจเอาไว้ประกาศขายอยู่พอดี
จึงได้หาซื้อมาติดตั้งเข้าไปก่อน ซึ่งพอติดตั้ง
เสร็จภายในเวลาหนึ่งวัน

อีกวันจึงได้ออกไปทดลองใช้งาน

รถยุโรปพุ่งทะยานไวปานวอก วิ่งซอกแซก
ซ้ายขวาไปตามช่องทางที่พอจะมีให้ไปได้
อย่างลืมเบรค

ครั้นออกไปจากตัวเมืองได้ล่วงเข้าสู่ถนน
มิตรภาพ ก็ลิงโลดราวกับปลาที่หลุดออกจากข้อง
กระโดดลงแหล่งน้ำที่ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่าตัว

จู่ๆก็มีอาการแปลกๆเกิดขึ้นให้ความตื่นเต้น
ระคนตกใจทำอะไรไม่ถูกเกิดขึ้นอีกครั้ง

หลังจากเกิดเสียงแตกของอะไรสักอย่างเบาๆ
ดัง ปุ้ง หน้าจอแจ้งว่าความร้อนขึ้น ให้ขับช้าลง
ด้วยความกังวลใจจึงเลี้ยวเข้าปั้มใบไม้เขียว
ข้างทาง ใกล้จากปากช่องเพียงนิดเดียว

เบรคก็ยังไม่ร้อนถึงจุดที่จะทดลอง
กลับมาต้องประสบภัยใหม่อีก

โถ่ว อิย้อย มึงไม่คิดจะให้กูได้เอาเวลาไปทำ
อะไรบ้างเลยรึไง หรือว่าเห็นกุชอบงานซ่อมบำรุง
ก็เลยคิดจะสั่งสมประสบการณ์บ่มเพาะให้กุเป็นช่าง
เครื่องยนต์รึ
ผมคิดรำพึงรำพัน แต่พันลำไม่มี

หลังจากจอดรถแล้วก็ติดเครื่องเดินเบาไว้
ทำตามสูตรของคนรถเสียไว้ก่อน คือ เปิดฝา
กระโปรงหน้ามุดดู โชคดียังพบเครื่องยนต์ตั้ง
ตระหง่านอยู่ที่เดิมของมัน ไม่หลุดหายไปไหน

เปิดไฟฉายจำลองจากโทรศัพท์ส่องหาความผิดปกติ
อยู่พักใหญ่ ไอร้อนจากเครื่องก็ถูกพัดลมไฟฟ้าดูดเป่า
ขึ้นมาปะทะหน้าตาจนต้องเงยหน้าหนี

แต่แล้วก็ต้องชะงักกึกอีกที ในครั้งหนึ่งที่ส่องไป
บริเวณหน้าสายพานเครื่อง
พบรอยน้ำมันแตกกระจาย เปลอะเต็มไปทั่วบริเวณ

.....

วันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2568

จ้างเขาง่ายกว่า 9

 


หลังจากวันมหาวิบัตินั้นผ่านไปราวสองวัน
ผมเข้าไปเดินดูพลางลูบคำแผ่นหลังคาราวกับกลัวว่า
มันจะบุบสลายไป พลิกดูที่ขอบรอบด้านและทุกๆ
ช่องที่เจาะไว้สำหรับร้อยดวงโคม ที่ยึดมือจับ
รูแผงบังแดดทั้งสองก็ปรากฎว่ายังอยู่ในสภาพดี
ไม่มีส่วนใดปูดบวมจากอาการอิ่มน้ำที่กังวลอยู่แม้
แต่น้อย มันทำให้โล่งใจไปได้ระดับหนึ่ง
แต่อีกหลายสิ่งที่ต้องทำต่อจากนั้นยังมืดมนต่อไป

ผ้าหลังคาที่เปียกชุ่มบัดนี้ก็แห้งสนิทดีแล้ว
ทั้งๆที่ผึ่งตากอยู่ภายในห้องที่ปิดไว้
ผมปัดเศษทราย เศษดินออกจากผ้าด้วยผ้าสะอาด
กับแปรงทาสีที่เอามาไว้คอยปัดฝุ่นผงตามซอกหลืบ
ต่างๆของยานยนต์

งานการหลายอย่างถูกแบ่งเบาลงไปได้บ้างแล้ว
ทำให้ผมมีเวลาว่างกับพันธะตรงหน้าที่หาญกล้า
สร้างไว้อย่างไม่แคร์ว่ามันจะเสียหายมากกว่าสำเร็จ

ลำโพงโบสอันจิ๋วที่รับใช้ผมมามากกว่าสิบปียังคง
ทำงานของมันได้เป็นอย่างดีจากเพลย์ลิสต์เพลง
จากยูทูป ขับกล่อมบรรเลงเสียงดนตรีท่วงทำนอง
คุ้นหู แต่บางเพลงก็กลับหาได้รู้ซึ่งเนื้อหาความนัย

พออารมณ์ปลอดโปร่งความคิดในกระโหลกที่ผสม
ปนเปไปกับแกลบขี้เลื่อยก็ค่อยๆแจ่มใสขึ้นบ้าง
พอที่จะมองงานการตรงหน้าให้เป็นงานทดลองไป
อีกแบบหนึ่ง

"มันไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำให้มันเพอร์เฟ็คโว้ย"
ผมบอกกับตัวเองแบบนั้น

หากคิดแต่ว่าทุกสิ่งอย่างในชีวิตจะต้องสมบูรณ์
อย่างที่ชุดความคิดของหลายคนประกาศิตไว้
ชีวิตนี้ของผมเองก็คงจะดับสิ้นไปด้วยโรคจิตเภท
ที่คลุ้มคลั่งหาทางปลดปล่อยความคิด การกระทำ
ที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ไปได้

วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2568

จ้างเขาง่ายกว่า 8

 


ไม่อาจทราบได้ว่าเวลาผ่านไปนานสักเพียงใด
หรือมันจะเป็นเพียงแค่ชั่วไม่กี่สิบวินาทีเพียงเท่านั้น
เท่าที่รู้ได้ก็คือ หลังคาเจ้ากรรมนั้นกลับเข้ามาให้
ตัวข้าพเจ้าเองได้กลัดกลุ้มกับมันอีกต่อไป

ออกจากจุดนั้นมาได้แล้ว จุดล่อแหลมและเสี่ยง
อันตรายสำหรับชีวิต ค่อยเคลื่อนรถออกเดินทาง
มุ่งหน้ากลับบ้านอีกครั้ง ห่างจากจุดนั้นมาราวๆ
กิโลฯฝนที่หนักนั้นก็เบาลง ราวกับว่ามันสัญญา
ไว้แค่ชาวมอดินแดงว่าจะให้น้ำมากกว่าหนองกะจะ

ถึงบ้านอีกรอบ มองดูกระดานหลังคาที่เปียกแฉะ
แล้วก็ถอนใจเป็นกังวล เกรงว่ามันจะชำรุดเสียหาย
จากน้ำฝน และ แรงลมที่กระหนำพัดให้มันหักตัว
งอลงไปหนึ่งครั้ง

เปิดห้องได้ก็นำหลังคาตั้งพิงกำแพงให้น้ำไหลลง
มาเจิ่งนองที่พื้นหน้าห้องไว้ก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ
นำเข้าไปวางด้านในแล้วใช้ผ้าเช็ดจนหมาดเกือบ
แห้ง เปิดพัดลมงานวัดตัวใหญ่ที่ตั้งเอาไว้ใช้งาน
เป็นประจำอยู่แล้ว เป่าช่วยไล่ความชื้นให้แห้งไว
ยิ่งขึ้น

กลับมามองพิจารณาสารรูปตัวเองแล้วก็อดหัวเราะ
กับความชุลมุนที่เพิ่งเกิดไปไม่ได้ ไม่เคยจะคาด
คิดมาก่อนเลยว่า ผ้าหลังคาเพียงผืนเดียว มันจะ
สร้างความวุ่นวายให้กับชีวิตได้ขนาดนี้

ยังไงก็มองโลกแง่ดีไว้ก่อนว่า อย่างน้อย มันก็
สร้างประสบการณ์ที่สนุกสนานและความทรงจำที่
ยากจะลบเลือนให้กับตัวข้าพเจ้าเอง

ถึงแม้ว่ามันจะมีปัญหาติดตามมาอีกมากมายก็ตาม
งานนี้ยังไม่จบสิ้นลงไปง่ายๆ

จ้างเขาง่ายกว่า 7

 


เรื่องราวใจหายของชีวิตเราก็คงถูกผลิดมาด้วย
เรื่องของหายเป็นเรื่องอันดับต้นๆแน่หากมีการจัด
อันดับ

มันสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงได้อย่างดีทีเดียว
แต่ชั่วอึดใจก็ต้องรีบตัดสินใจดำเนินการต่อไป
อย่างไม่ต้องคิดอะไรแล้ว

ปิดประตูม้วน กลับขึ้นรถตะบึงขับย้อนไปตามเส้น
ทางที่ได้ใช้เดินทางมาชนิดเรียกว่าฝึกซ้อมไปแข่ง
แรลลี่มองหา RC ไปพลางก็ว่าได้

ผ่านมาเกือบครึ่งทางก็ยังไม่พบวี่แววว่าหลังคาเจ้า
กรรมนั้นกระโดดบินหนีไปแห่งหนใด สายฝนก็ยัง
คงกระหน่ำซ้ำเติมให้มืดฟ้ามัวดิน ครั้นแล้วก็เลี้ยว
ขวาแถวทางแยกมอดินแดงเพื่อจะขึ้นสะพานเกือก
ม้าข้ามทางรถไฟ ก็เล็งเห็นแต่ไกลแน่แล้วว่ามัน
ต้องเป็นหลังคาข้าพเจ้าแน่นอน

ขณะนั้นตัวมันเองพิงอยู่กับแบริเออกันตกที่โค้ง
ด้านนอน อาศัยแรงลมที่พัดอยู่ให้ตั้งติดกับขอบ
ปูนนั้น ชนิดเคลื่อนที่ไปไหนไม่ได้

ผมมองหน้ามองหลังข้ามย้อนไปยังฝั่งตรงข้ามว่า
จะมีรถวิ่งสวนหรือตามมาไหมขณะนั้น ก็ปรากฏ
ว่าไม่มีผู้ใดกำลังสัญจรไปมาขณะห่าฝนที่กำลัง
ร่วงลงมาอยู่นี้เลย

ตำแหน่งก่อนโค้งเล็กน้อยใกล้จุดสูงสุดของสะพาน
หลังคาเคราะห์ร้ายยืนสั่นงันงกอยู่ตรงนั้น
ผมตัดสินใจด้วยความลุกลี้ลุกลนกลับรถมันบน
สะพานั่นแหละ เมื่อมองดูดีแล้วว่ารถโล่ง
อีกใจก็กลัวว่าหากปล่อยให้เวลาผ่านไปนานเข้า
ลมอาจจะพัดพาสิ่งที่ตามหาปลิวลอยละล่อง
ล่วงลงไปกระทบบ้านคนเสียหายก็เป็นได้

ความกว้างของสะพานไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ
ให้กลับรถได้ภายในม้วนเดียว พอมองเห็นหน
ทางเช่นนี้ก็เร่งความเร็วทะยานไปอีกนิดจากเดิม
พร้อมกับเอานิ้วชี้มือซ้ายแหย่ไปกดปิดระบบ
เทรคชั่นคอนโทรล พอถึงที่หมายไว้ก็ผ่อนคันเร่ง
ให้แรงกดลงล้อคู่หน้าสร้างความยึดเกาะให้ล้อ
ทั้งสอง ทันใดนั้นก็หมุนพวงมาลัยเลี้ยวขวาฉับพลัน
เสริมคันเร่งเต็มกำลัง หมายจะให้ล้อหลังทั้งสอง
นั้นหมุนฟรีคล้ายๆกับอาการของรถดริฟที่เห็นเค้า
แข่งขันกัน

แต่คุณพระ..ไม่มีอะไรง่ายดายอย่างที่สมองอัน
น้อยนิดของข้าพเจ้าคิดไว้ รถหมุนไปเพียงนิดเดียว
แต่ท้ายไม่ปัดไปจนรถกลับไปขนานกับขอบทาง
แต่ก็ยังอยู่ในระยะปลอดภัย ไม่พุ่งไปชนกับขอบ
ด้านไหนทั้งสิ้น จำต้องถอยหลังสาวมือกับคัน
บังคับเป็นระวิงด้วยความเร่งรีบแข่งกับเวลา

แล้วก็เอารถมาเทียบด้านข้างขอบปูนที่ห่างออก
มาจากจุดหมายเล็กน้อย

ทันทีที่ประตูรถถูกเปิดออก ลมและฝนก็ถลันเข้า
มาอย่างกับไปยืนอยู่ใต้น้ำตก ความเร่งรีบเป็นเช่นไร
บัดนี้ความคิดต่างๆหายไปสิ้นแล้ว เหลือเพียงการ
ช่วยเหลือตัวเองตรงหน้ากับงานนี้ให้ไวที่สุดเท่าที่
จะทำลงไปได้

คว้าแผ่นหลังคาที่ถูกพัดติดกับขอบปูนออกมา
แรงลมก็ต้านต่อสู้ หมายคิดจะเอาทั้งสิ่งของและ
ผู้ยื้อยุดมันให้ปลิวลอยไป แต่มันก็ยังไม่แรงพอ
ที่จะทำให้คนน้ำหนักเกือบหกสิบนี้ลอยไปได้

ปลุกปล้ำอยู่สักพักใกล้ๆขอบกระบะลมก็กรรโชก
มาอีกระลอกตอนที่กำลังยกเข้าใส่ไปในท้ายรถ
ส่งผลให้แผ่นหลังคานั้นเกิดอาการหักพับครึ่งลง
มา ในเวลานั้นผมไม่สนใจอะไรอีกแล้วทั้งสิ้น
จับมันยัดเข้าไปลงหลังรถให้ได้ ไม่ว่ามันจะอยู่
ในสภาพไหน ที่พื้นใกล้ๆกันก็พบผ้ากับกระป๋อง
กาวสเปร์ยตกอยู่ด้วยกัน จึงฉวยทั้งสองขึ้นมา
เอามาทับแผ่นหลังคาไว้อีกที

บัดนี้ เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ห่อหุ้มร่างกายไว้
ไม่ต่างกับผ้าที่เอาออกมาจากถังซักไปกว่าครึ่ง

วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568

จ้างเขาง่ายกว่า 6



มันคงเป็นเวรกรรมที่ก่อไว้ หรือไม่ก็ดวงชะตา
ของกระผมเองกระมัง ที่ต้องมารับผิดชอบต่อสิ่งที่
ได้สร้างพันธะไว้

เริ่มมันเองก็คงต้องจบมันที่ผมเอง...

เย็นนั้นก็เลยต้องเร่งรีบออกจากหน้างานเพื่อมุ่งหน้า
ไปยังร้านที่เอาหลังคาอันล่อนจ้อนกับผ้าไปให้

พอถึงร้านได้ก็พบเจอเจ้าของร้านพอดี
แกก็อธิบายให้ฟังเรื่องของผ้า เรื่องของกาว ว่าที่
เคยๆใช้กันมันเป็นอย่างไร กาวพ่นจะถูกพ่นให้หนา
จนผ้าแทบเปียกเลย แล้วกาวก็จะซึมขึ้นมาอีกด้าน
ของผ้า ซึ่งเป็นขนสั้นๆ แลดูแล้วก็จะต้องเสียทิ้งไป
เพราะความไม่งามของมัน

เล็งเห็นตาม เออๆออๆไปแล้วก็ขอเอาของกลับ
แจ้งไว้ว่าจะไปลองหาผ้าใหม่มาก่อน ยังไงเดี๋ยว
ว่ากันใหม่

เวลานั้น ราวๆบ่ายสี่โมงเย็น ฝนตั้งเค้าเห็นมา
แต่ไกล มองดูแล้วคงคาดว่าอีกสักพักหนึ่งแหละ
ยังพอมีเวลาแวะดูหน้างานอีกที่ ที่อยู่ใกล้ๆร้าน
นี่พอดี

จับเอาโครงหลังคายัดลงไปในกระบะพอดีทับไว้
ด้วยกล่องใส่ผ้ากับกระป๋องกาว คิดเอาเองว่าคง
ไม่ปลิวไปไหนหรอก กล่องผ้าก็มีน้ำหนักพอสมควร
ค่อยๆขับไป ไม่ไปไวมาก

แวะหน้างานได้ก็เดินดูงานอยู่พักหนึ่ง จู่ๆเม็ดฝนก็
ค่อยๆโปรยปรายลงมา

ในใจคิด เอาอีกแล้วววว โครงหลังคานั้นเป็น
กระดาษอัดขึ้นรูป หากปล่อยให้แช่น้ำฝนคนไม่ส่ง
ผลดีแน่ๆ รีบจ้ำอ้าว กระโดดเข้ารถได้ก็ขับมุ่งหน้า
กลับบ้าน

ระหว่างนั้นก็มองกระจกหลังไปเรื่อย กลัวว่ามันจะ
ปลิวหายไป

ผ่านมาครึ่งทางระหว่างที่กำลังขึ้นสะพานยูเทิร์น
เกือกม้า ห่าฝนก็กระหน่ำซู่ลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
ลมกระโชกมาทำเอาสายฝนกระทบกระจกหน้า
ดังชนิดกลบเสียงวิทยุเสียสิ้น

ห่างจากจุดนั้นมาร้อยกว่าเมตรก็เบาลงเหลือเพียง
เม็ดเล็กๆโปรยปราย

ปากช่องมันจะเป็นแบบนี้เองครับ ห่างกันไม่ถึง
กิโลฯบางทีก็ไม่ตก บางทีตลาดตกอย่างหนัก
แต่แถวๆบ้านที่คนถิ่นเรียกว่าหนองกะจะนั้นแห้ง
สนิทก็ยังมี

ถึงบ้านได้ก็เสือกหัวรถเข้าไปใต้หลังคาหน้าห้อง
เก็บของที่ผมเอาไว้จอดมอเตอร์ไซค์และซ่อม
แซมงานต่างๆเป็นอดิเรก

ลงจากรถเปิดประตู้มัวนขึ้นไปพอให้มึงดึงถึงเวลา
ปิดแล้วก็เดินไปหลังรถจะเอาหลังคามาเช็ดให้
แห้งจากห่าฝนเมื่อครู่

ถึงหลังรถได้หัวใจก็วูบราวกับมันจะหายไปจากตัว
แม่เจ้า หลังคากุหายไปไหน!

วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568

จ้างเขาง่ายกว่า 5

 


หลังจากคิดวนไปมาอยู่หลายรอบก็ยอมใจอัน
เหลาะแหละที่ยอมพ่ายแพ้ไปแล้วกว่าครึ่งใจ
ยอมตัดสินใจของทั้งหมดใส่รถกระบะตอนเดียว
คันที่ใช้งานอยู่ประจำวัน มัดเชือกพอให้รู้สึกว่า
แผ่นหลังคาคงไม่บินหนีหายไปไหน ทับด้วย
กล่องผ้าพร้อมกาวแบบสเปร์ยที่เพิ่งไปซื้อมา
จากห้างฯขายวัสดุในพื้นที่

ถึงร้านได้ก็เอาของลงแจ้งความจำนงต่อเขาไป
ลูกน้องที่ร้านก็พยักหน้างึกๆพร้อมกับสอบถาม
ว่าได้คุยกับเฮีย เรียบร้อยแล้วใช่ไหม

ผมก็ตอบกลับไปแค่ว่า ก็คุยไว้ตั้งแต่วันแรกที่
ได้เขามาสอบถามเพียงแค่นั้นแหละครับ

จบเรื่องจบราวไปเสียที หันหัวรถออกจากร้าน
มุ่งหน้าทำงานการที่คั่งค้างรอการสะสางอยู่ต่อไป

เวลาผ่านไปราวสองสามชั่วโมง ระหว่างขับรถ
ก็มีสายโทรเข้ามา ทีแรกก็ฟังไม่ถนัดว่าใคร
อะไรที่ไหน ยังไง เนื่องจากสัญญาณที่ติดต่อ
มานั้น ขาดๆหายๆอยู่เป็นระยะ เจือด้วยเสียง
ของลมที่พัดเป่าแทรกเข้ามาโกรกกราก

พอฟังได้ชัดเจนก็ทราบว่าโทรฯมาจากร้าน
ที่ผมได้เอาหลังคานั้นไปให้เขาติดผ้า

เนื้อความว่า ผ้าที่เอามามันใช้ไม่ได้
กาวที่เอาไปก็เป็นคนละอย่างกับกาวที่เขานั้น
ใช้พ่นติดอยู่อย่างที่เคยเป็นมา สรุปว่า
เขาไม่ทำให้ ต้องหาผ้า หากาวไปใหม่

วางสายเสร็จก็ทอดถอนใจระบายลมออกจากปาก
สะสางความคิดที่ยุ่งเหยิงอยู่เสียใหม่
คิดในใจว่า อะไรกันอีกว่ะเนี่ย....

จ้างเขาง่ายกว่า 4

 


หากชีวิต คือ การเรียนรู้
ผมว่าคนอย่างเราๆท่านๆก็คงต้องเป็นนักเรียน
ไปกันตลอดชีวิตนั่นแหละ หากเราอยากจะเป็น
นักทดลองทำอะไรใหม่ๆอย่างที่ไม่เคยทำกันมา
ก่อนนะ

ระหว่างรอผ้าผืนใหม่มา งานหลายอย่างก็
ประดังประเดเข้ามาอย่างไม่ลืมหูลืมตา

เมาหมัดจัดการอะไรไม่ถูกอยู่พักหนึ่ง
อะไรที่พอจะแบ่งเบาภาระได้ก็ส่งไปให้คนอื่น
เขาจัดการแทนละกัน เวลานั้น คิดได้เท่านี้

กว่าจะว่างมานั่งคิดพิจารณาถึงผ้าหลังคา
เวลาก็ล่วงผ่านไปอีกหลายวัน พอคิดได้ดังนั้น
ความขี้เกียจก็เริ่มคืบคลานเข้าครอบงำ
มองหาช่องทางที่พอจะลัดเลาะให้มันสำเร็จเร็ว
วันขึ้นได้อีกทาง

เลียงเคียงลองแวะถามร้านทำเบาะ ผ้าใบ
ในละแวกอีกร้าน ซึ่งแจ้งความประสงค์ไปว่า
อยากให้ช่วยเรื่องแรงงานที่จะติดตั้งให้
ส่วนอุปกรณ์ต่างๆนั้น ดำเนินงานเตรียมการไว้
เรียบร้อยเกือบหมดสิ้นแล้ว

ทางลูกน้องที่ร้านก็สอบความไปยังเจ้าของ
ก็แจ้งกลับมาว่า ต้องเอาของมาดูก่อน
ประเมินราคาค่าแรงให้คร่าวๆก็อยู่ที่หนึ่งพัน
พอได้ความดังนั้นก็ตีรถออกจากร้านมา

อาการสองจิตสองใจก็เริ่มทำงานอีกครั้ง
ใจหนึ่งว่า หนึ่งพันบาทก็ไม่ใช่ราคาค่าแรง
ที่ดูแล้วแพงเกินค่าเงินไปมากเท่าไหร่
หากแปดเก้าร้อยยังพอฟัง คิดเอาว่าแค่ติด
ผ้าลงไปบนหลังคาเพียงอย่างเดียว

อีกใจหนึ่งก็ดูถูกตัวเองว่า สุดท้ายแล้วตัวก็เป็น
คนที่ทำอะไรไม่สำเร็จเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งอย่าง
มีโปรเจ็คเป็นร้อยเป็นพัน ลงมือทำหลักสิบ
สำเร็จหลักทศนิยม โถ่ คนแบบนี้จะไปสืบหา
ความสำเร็จได้จากที่ไหน...

วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568

จ้างเขาง่ายกว่า 3

 


หลังจากถอดหลังคาอย่างทุลักทุเลอยู่พักหนึ่ง
กว่าจะเอาแผ่นหลังคาทั้งแผ่นออกมาจากรถได้
สำหรับคนเคยทำครั้งแรก ถือว่าใช้เวลาอยู่
พอสมควรเลยทีเดียว ต้องเดินงุ่นง่านหาเครื่อง
มือ หาวิธีเอามือจับที่ติดอยู่ด้านบนทั้งสี่อันออก

ไหนจะโคมไฟเพดานด้านหน้า ตรงกลาง
แผงบังแดดสองฝั่ง ไมโครโฟนอีกหนึ่งอัน

เอาออกมาได้ก็หมดเวลานั่งเหนื่อยหิวกระหาย
เหล้า เดินกลับเข้าบ้าน อีกวัน(ที่ว่างๆ)ค่อย
กลับมาทำต่อ

เป็นอย่างนี้อยู่อีกสัปดาห์ กว่าจะได้ผ้าได้กาว
มาทดลองติด

ครั้งแรกซื้อกาวยางแบบเหลวมาลองทาทั้งสอง
ฝั่ง คือทั้งฝั่งหลังคา และ ฝั่งของผ้า

ปรากฎว่า กาวยางแบบเหลวนั้นซึมทะลุขึ้นมาบน
ขนผ้า ทำให้เห็นเป็นรอยกาวเปื้อนใหญ่

นั่งมองอยู่สักพักก็หมดสิ้นหนทางแก้ไข ทำใจว่า
มันคงเสียไปแล้ว หมดกำลังใจทดท้อกับการเรียน
รู้ไปสักพัก แล้วอีกใจหนึ่งก็คิดได้ว่ามันคงเป็นครู
เป็นวิชาที่ใครๆที่ทำอะไรด้วยตัวเองมาหลาย
อย่างต้องพบเจอกันทุกคน

ไม่มีใครทำอะไรได้ดีมาตั้งแต่เกิดหรอก
มันต้องมีผิด มีพลาดกันอย่างนี้แหละ

วันรุ่งขึ้นก็สั่งมาใหม่อีกผืน....

จ้างเขาง่ายกว่า 2

 


หลังจากมองไม่เห็นหนทางที่จะไปจ้างเขาแล้ว
ก็คงต้องทำตามสันดานเดิม คือ คิดที่จะทำเอง

อาจารย์ยู(ทูป)ก็เริ่มสำแดงความรู้ให้ทีละน้อย
พลันก็คิดกลัวในใจว่าจะเสียไหม ซึ่งดูๆไปแล้ว
ออกจะเป็นงานเฉพาะทาง ต้องใช้ความชำนาญ
และประณีตอยู่เหมือนกัน ต้องมีการรีดผ้าลงไป
ให้เรียบตามส่วนเว้า ส่วนนูนต่างๆ

คิดอีกที หรือว่าจะหาขับรถไปทิ้งไว้ให้เขาซ่อม
ดีกว่าว่ะ หาเวลาว่างๆสักวันนึงละกัน

ไอ้คนสองใจอย่างผมก็แย้งขึ้นมาโดนพลันว่า
"ลองทำเองเถอะว่ะ" สิ้นสุดเสียงการเถียง
ภายในหัวได้ก็แม้มฝีปากกัดฟันตัดใจทำเอง

หลังจากนั้นก็คิดว่าจะทำ จะทำ จะทำ
มีเวลาเมื่อไหร่ก็คิดเอาไว้ว่าจะลองทำ
ว่างวันนึงก็หาเรื่องออกไปกินเหล้ากะเพื่อน
อีกวันนึงก็หาเรื่องนอนเปื่อยเหนื่อยจากงาน

จนกว่าจะเอารถไปทดลองงัดแงะถอดหลังคา
ออกมาได้ก็ปาเข้าไปหลายสัปดาห์อยู่ครับ

พอถอดออกมาแล้วก็หาผ้าที่ต้องการ
ใจนึงก็อยากได้ที่ดูดี แพงกว่าไม่กี่บาทเอง
เมื่อเทียบราคาเป็นเมตรแล้ว
อย่างผ้าหลังคาธรรมดาเมตรละสองร้อย
หากเปลี่ยนเป็นผ้าแบบอะคันทาร่า ที่หุ้มอยู่
ตามรถหรูหราก็เมตรละสามร้อยห้าสิบ
ใช้สองเมตรก็แค่เจ็ดร้อยเองสำหรับผ้า

ส่วนกาวแบบสเปร์ยพ่นก็กระป๋องเดียว
ราคาก็ไม่เกินสามร้อยบาท

รวมๆกันสองอย่างก็พันกว่าบาทเอง
ส่วนที่เหลือนั้นเป็นราคาค่าฝีมือ ค่าแรงงาน

แล้วก็คิดในใจว่า ไอ้ราคาเจ็ดพันนั้น เอ็ง
จะเอาข้าไปเชือดหรืออย่างไร....

วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568

จ้างเขาง่ายกว่า 1

 


ชีวิตผมคงหนีไม่พ้นเรื่องรถราเอาเสียจริงๆครับ
ไม่ซ่อมก็รื้อนู่นนี่ไปทั่ว หาใช้ปกติแบบคนทั่วไป
คงจะเกิดอาการนอนมิหลับกระมัง

มีปัญหาอะไรที่มองว่าพอจะหาทางทำเองได้
หรือพยายามจะทำเองให้ได้ก็ดิ้นรนทำมันเอง
แม้ว่ามันจะใช้เวลานานกว่า และนานอย่างไม่รู้
ว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นหรือไม่

คนมันดันทุรัง ต้องทำใจ

กรณีล่าสุด อิย้อย(นามแผง)ที่นับอายุได้มาก
กว่าสิบปี ซึ่งเป็นรถเยอรมันที่เอาแต่ใจ แลหา
ได้ถูกจริตกับช่างทั่วไปในละแวกแถวบ้านไม่

บัดนี้ มีอาการผ้าหลังคาตกย้อยห้อยลงมา
แม้นจะไม่โดนหัวให้รำคาญ แต่มันก็เกะกะสายตา
คนใช้งานอยู่ดี

สอบราคาในพื้นที่แถวบ้านก็แทบจะหงายหลัง
เนื่องจากราคาที่ปักตรึงไว้ในใจที่ทราบมาก่อนใน
พื้นที่เมืองหลวงอยู่แค่สามพันห้า สี่พัน
พอได้ยินคำว่าเจ็ดพันห้าก็อยากจะกราบลาโดยเร็ว
รีบถอยรถออกจากร้านแทบไม่ทัน

จะให้ขับรถไปให้ช่างที่เมืองหลวงทำก็ไม่มีเวลา
งานประจำที่ทำทุกวันนี้ก็แทบไม่มีเวลาให้ปลีกตัว
ไปขี่รถแรดที่ไหนได้นานเกิน 12 ชม แล้ว

"คิดว่าแพงก็ไปทำเองสิว่ะ"
ช่างหลายๆคนคงมีความคิดเห็นไม่ตรงกับลูกค้า
อย่างผมสักเท่าไหร่

เอาจริงๆผมมักจะไม่ต่อราคางานใครนะครับ
ถ้าไม่เห็นว่ามันสูงเกินไป
เข้าใจงาน เข้าใจคนทำงาน
เอาใจเขามาใส่ใจเราครับ
คิดว่าไม่ถูก ก็ไม่ซื้อ ไม่ทำ แค่นั้นเอง


กลับมาที่ตัวเองอีกครั้ง
ด้วยความอยากจะเป็นช่าง(แม่ง)
เห็นอะไร มองอะไรที่คนอื่นๆเขาทำกันได้
ก็คิดกับตัวเองว่า
มันก็คงไม่ยากเกินความสามารถมนุษย์ไปกระมัง
เค้าก็คนคือๆกะเรา

ผมคิดแบบนี้จริงๆกับหลายเรื่องเลย

หากเรื่องไหนเร่งรีบก็ส่งต่อไปให้ผู้เชี่ยวชาญที่
มีเครื่องไม้เครื่องมือครบครันเขาทำ
อะไรพอทำเองได้ก็คิดว่ามันเป็นการใฝ่หาความรู้
ที่เกิดจากการลงมือทำผิดๆพลาดๆไปนี่แหละ

วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568

สิ่งดีๆเกิดจาก

 


ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเหตุใด....

ความช่างคิด ช่างสงสัยของตัวเองนั้น
ถูกบ่มเพาะก่อขึ้นมาจากปัจจัยอะไรบ้าง

ซึ่งด้วยความคิดอ่านเหล่านี้นี่แหละ
ที่ทำให้ผมชอบเรียนรู้จากสิ่งที่เล็งเห็นว่า
เป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นสืบต่อมา

ในโลกปัจจุบันที่แวดล้อมไปด้วยสิ่งล่อตาล่อใจ
ให้ตกลงไปลุ่มหลงได้อย่างง่ายดายนั้น

พวกเราต้องใช้ความพยายามในการหักห้ามใจ
มิให้เวลาอันมีค่านั้น สูญสิ้นเปล่าไปแต่ละวัน

สำหรับตัวผมเองแล้ว รู้สึกว่ามีอยู่เพียงไม่กี่อย่าง
ที่จะทำให้ความคิด ความรู้สึกที่ดีนั้นเกิดขึ้นได้
จากภายใน

อันดับแรกที่ง่ายที่สุดสำหรับผมเอง
คงเป็นเพียงการได้อ่าน ได้รับรู้ความคิดที่ผู้อื่น
ได้กลั่นกรองแล้วออกมาให้

ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ บทความ เรื่องสั้น นิยายฯ
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นของมีค่าที่หาได้ง่ายที่สุด
ในปัจจุบัน

ต่อมาคงเป็นการได้พบเจอกันผู้คน
ผู้คนที่ซึ่งเป็นแบบอย่างของชีวิตได้
ไม่ว่าจะ "ทางดี" หรือ "ไม่ดี" นั้น

หากเรามีความคิดพอที่จะมองเห็นในสิ่งที่พบเจอ
ว่าจะเป็นครู หรือเพียงความโชคร้าย

วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568

หน้าที่ของ กุตะมะ

 


"เจ้ารู้จักคำว่า หน้าที่ ไหม?"

กุตะมะเอ่ยถามกับ คุณหญิงดาริน
ในขณะที่ทั้งสองกำลังเดินทางเข้ากรุงฯมรกตนคร
ในฐานะเชลย และ หัวหน้าเสนาธิการกองทัพฯเมือง

ก่อนหน้านั้น กุตะมะเคยเป็นราชองค์รักษ์มือขวา
ของกษัตริย์องค์ก่อน ซึ่งถูกวางแผนโค่นราชบัลลังค์
โดย สองพี่น้อง

กุตะมะถูกบีบบังคับให้ร่วมมือด้วยจากการที่ทั้ง
สองพี่น้องจับพ่อแม่ของเขาไว้เป็นตัวประกัน

จากนั้นเรื่องราวก็เลยเถิดยาวมาเป็นยี่สิบปี
ทั้งๆที่ใจจริงของท่านผู้เฒ่ากุตะมะ ก็หาได้ที่จะ
คิดคด ทรยศ กษัตริย์องค๋ก่อนเลย

แต่ด้วยเหตุการณ์บังคับจึงต้องทำให้ตกอยู่ในที่
นั่งเช่นนี้

หน้าที่ ที่ซึ่งตนเองนั้นถูกบีบบังคับให้ทำ
หน้าที่ ที่มันตรงกันข้ามกับความต้องการ
แต่มันคือ หน้าที่ ที่คนๆนึงต้องจำรับผิดชอบต่อไป
ไม่มีทางหลีกหลบไปไหนจนกว่าอำนาจสูงสุดที่
ควบคุมอยู่นั้นจะสุญสลายไป

กุตะมะ ผู้เฒ่า ก็ชี้แจงให้คุณหญิงดารินฟังว่า
หากอดีตราชองค์รักษ์มือซ้าย อรชุน
ที่แตกหนีรอดตายมาได้ยามนั้น

บัดนี้ได้สะสมกองกำลังต่อต้านทรราชทั้งสอง
และเสนาธิการจอมทัพจำเป็นอย่างเขาอยู่ที่ไหน

เขาก็จะหาอุบายหลีกเลี่ยง มิให้เกิดอะไรขึ้นกับ
สหายเก่าของเขา

หากอรชุนอยู่ทิศเหนือ เขาก็จะไปทางใต้ซะ
หากจับใครที่เป็นกองโจรของอรชุนได้
ก็จะหาทางทำให้คนเหล่านั้นหลุดหนีออกไปได้
ทำได้เท่านี้มาตลอด

มันเป็นหน้าที่ของข้าฯทีหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
แม่หญิง

ส่วนหนึ่งจาก เพชรพระอุมา