วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568

จ้างเขาง่ายกว่า 6



มันคงเป็นเวรกรรมที่ก่อไว้ หรือไม่ก็ดวงชะตา
ของกระผมเองกระมัง ที่ต้องมารับผิดชอบต่อสิ่งที่
ได้สร้างพันธะไว้

เริ่มมันเองก็คงต้องจบมันที่ผมเอง...

เย็นนั้นก็เลยต้องเร่งรีบออกจากหน้างานเพื่อมุ่งหน้า
ไปยังร้านที่เอาหลังคาอันล่อนจ้อนกับผ้าไปให้

พอถึงร้านได้ก็พบเจอเจ้าของร้านพอดี
แกก็อธิบายให้ฟังเรื่องของผ้า เรื่องของกาว ว่าที่
เคยๆใช้กันมันเป็นอย่างไร กาวพ่นจะถูกพ่นให้หนา
จนผ้าแทบเปียกเลย แล้วกาวก็จะซึมขึ้นมาอีกด้าน
ของผ้า ซึ่งเป็นขนสั้นๆ แลดูแล้วก็จะต้องเสียทิ้งไป
เพราะความไม่งามของมัน

เล็งเห็นตาม เออๆออๆไปแล้วก็ขอเอาของกลับ
แจ้งไว้ว่าจะไปลองหาผ้าใหม่มาก่อน ยังไงเดี๋ยว
ว่ากันใหม่

เวลานั้น ราวๆบ่ายสี่โมงเย็น ฝนตั้งเค้าเห็นมา
แต่ไกล มองดูแล้วคงคาดว่าอีกสักพักหนึ่งแหละ
ยังพอมีเวลาแวะดูหน้างานอีกที่ ที่อยู่ใกล้ๆร้าน
นี่พอดี

จับเอาโครงหลังคายัดลงไปในกระบะพอดีทับไว้
ด้วยกล่องใส่ผ้ากับกระป๋องกาว คิดเอาเองว่าคง
ไม่ปลิวไปไหนหรอก กล่องผ้าก็มีน้ำหนักพอสมควร
ค่อยๆขับไป ไม่ไปไวมาก

แวะหน้างานได้ก็เดินดูงานอยู่พักหนึ่ง จู่ๆเม็ดฝนก็
ค่อยๆโปรยปรายลงมา

ในใจคิด เอาอีกแล้วววว โครงหลังคานั้นเป็น
กระดาษอัดขึ้นรูป หากปล่อยให้แช่น้ำฝนคนไม่ส่ง
ผลดีแน่ๆ รีบจ้ำอ้าว กระโดดเข้ารถได้ก็ขับมุ่งหน้า
กลับบ้าน

ระหว่างนั้นก็มองกระจกหลังไปเรื่อย กลัวว่ามันจะ
ปลิวหายไป

ผ่านมาครึ่งทางระหว่างที่กำลังขึ้นสะพานยูเทิร์น
เกือกม้า ห่าฝนก็กระหน่ำซู่ลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
ลมกระโชกมาทำเอาสายฝนกระทบกระจกหน้า
ดังชนิดกลบเสียงวิทยุเสียสิ้น

ห่างจากจุดนั้นมาร้อยกว่าเมตรก็เบาลงเหลือเพียง
เม็ดเล็กๆโปรยปราย

ปากช่องมันจะเป็นแบบนี้เองครับ ห่างกันไม่ถึง
กิโลฯบางทีก็ไม่ตก บางทีตลาดตกอย่างหนัก
แต่แถวๆบ้านที่คนถิ่นเรียกว่าหนองกะจะนั้นแห้ง
สนิทก็ยังมี

ถึงบ้านได้ก็เสือกหัวรถเข้าไปใต้หลังคาหน้าห้อง
เก็บของที่ผมเอาไว้จอดมอเตอร์ไซค์และซ่อม
แซมงานต่างๆเป็นอดิเรก

ลงจากรถเปิดประตู้มัวนขึ้นไปพอให้มึงดึงถึงเวลา
ปิดแล้วก็เดินไปหลังรถจะเอาหลังคามาเช็ดให้
แห้งจากห่าฝนเมื่อครู่

ถึงหลังรถได้หัวใจก็วูบราวกับมันจะหายไปจากตัว
แม่เจ้า หลังคากุหายไปไหน!

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น