เรื่องราวใจหายของชีวิตเราก็คงถูกผลิดมาด้วย
เรื่องของหายเป็นเรื่องอันดับต้นๆแน่หากมีการจัด
อันดับ
มันสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงได้อย่างดีทีเดียว
แต่ชั่วอึดใจก็ต้องรีบตัดสินใจดำเนินการต่อไป
อย่างไม่ต้องคิดอะไรแล้ว
ปิดประตูม้วน กลับขึ้นรถตะบึงขับย้อนไปตามเส้น
ทางที่ได้ใช้เดินทางมาชนิดเรียกว่าฝึกซ้อมไปแข่ง
แรลลี่มองหา RC ไปพลางก็ว่าได้
ผ่านมาเกือบครึ่งทางก็ยังไม่พบวี่แววว่าหลังคาเจ้า
กรรมนั้นกระโดดบินหนีไปแห่งหนใด สายฝนก็ยัง
คงกระหน่ำซ้ำเติมให้มืดฟ้ามัวดิน ครั้นแล้วก็เลี้ยว
ขวาแถวทางแยกมอดินแดงเพื่อจะขึ้นสะพานเกือก
ม้าข้ามทางรถไฟ ก็เล็งเห็นแต่ไกลแน่แล้วว่ามัน
ต้องเป็นหลังคาข้าพเจ้าแน่นอน
ขณะนั้นตัวมันเองพิงอยู่กับแบริเออกันตกที่โค้ง
ด้านนอน อาศัยแรงลมที่พัดอยู่ให้ตั้งติดกับขอบ
ปูนนั้น ชนิดเคลื่อนที่ไปไหนไม่ได้
ผมมองหน้ามองหลังข้ามย้อนไปยังฝั่งตรงข้ามว่า
จะมีรถวิ่งสวนหรือตามมาไหมขณะนั้น ก็ปรากฏ
ว่าไม่มีผู้ใดกำลังสัญจรไปมาขณะห่าฝนที่กำลัง
ร่วงลงมาอยู่นี้เลย
ตำแหน่งก่อนโค้งเล็กน้อยใกล้จุดสูงสุดของสะพาน
หลังคาเคราะห์ร้ายยืนสั่นงันงกอยู่ตรงนั้น
ผมตัดสินใจด้วยความลุกลี้ลุกลนกลับรถมันบน
สะพานั่นแหละ เมื่อมองดูดีแล้วว่ารถโล่ง
อีกใจก็กลัวว่าหากปล่อยให้เวลาผ่านไปนานเข้า
ลมอาจจะพัดพาสิ่งที่ตามหาปลิวลอยละล่อง
ล่วงลงไปกระทบบ้านคนเสียหายก็เป็นได้
ความกว้างของสะพานไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ
ให้กลับรถได้ภายในม้วนเดียว พอมองเห็นหน
ทางเช่นนี้ก็เร่งความเร็วทะยานไปอีกนิดจากเดิม
พร้อมกับเอานิ้วชี้มือซ้ายแหย่ไปกดปิดระบบ
เทรคชั่นคอนโทรล พอถึงที่หมายไว้ก็ผ่อนคันเร่ง
ให้แรงกดลงล้อคู่หน้าสร้างความยึดเกาะให้ล้อ
ทั้งสอง ทันใดนั้นก็หมุนพวงมาลัยเลี้ยวขวาฉับพลัน
เสริมคันเร่งเต็มกำลัง หมายจะให้ล้อหลังทั้งสอง
นั้นหมุนฟรีคล้ายๆกับอาการของรถดริฟที่เห็นเค้า
แข่งขันกัน
แต่คุณพระ..ไม่มีอะไรง่ายดายอย่างที่สมองอัน
น้อยนิดของข้าพเจ้าคิดไว้ รถหมุนไปเพียงนิดเดียว
แต่ท้ายไม่ปัดไปจนรถกลับไปขนานกับขอบทาง
แต่ก็ยังอยู่ในระยะปลอดภัย ไม่พุ่งไปชนกับขอบ
ด้านไหนทั้งสิ้น จำต้องถอยหลังสาวมือกับคัน
บังคับเป็นระวิงด้วยความเร่งรีบแข่งกับเวลา
แล้วก็เอารถมาเทียบด้านข้างขอบปูนที่ห่างออก
มาจากจุดหมายเล็กน้อย
ทันทีที่ประตูรถถูกเปิดออก ลมและฝนก็ถลันเข้า
มาอย่างกับไปยืนอยู่ใต้น้ำตก ความเร่งรีบเป็นเช่นไร
บัดนี้ความคิดต่างๆหายไปสิ้นแล้ว เหลือเพียงการ
ช่วยเหลือตัวเองตรงหน้ากับงานนี้ให้ไวที่สุดเท่าที่
จะทำลงไปได้
คว้าแผ่นหลังคาที่ถูกพัดติดกับขอบปูนออกมา
แรงลมก็ต้านต่อสู้ หมายคิดจะเอาทั้งสิ่งของและ
ผู้ยื้อยุดมันให้ปลิวลอยไป แต่มันก็ยังไม่แรงพอ
ที่จะทำให้คนน้ำหนักเกือบหกสิบนี้ลอยไปได้
ปลุกปล้ำอยู่สักพักใกล้ๆขอบกระบะลมก็กรรโชก
มาอีกระลอกตอนที่กำลังยกเข้าใส่ไปในท้ายรถ
ส่งผลให้แผ่นหลังคานั้นเกิดอาการหักพับครึ่งลง
มา ในเวลานั้นผมไม่สนใจอะไรอีกแล้วทั้งสิ้น
จับมันยัดเข้าไปลงหลังรถให้ได้ ไม่ว่ามันจะอยู่
ในสภาพไหน ที่พื้นใกล้ๆกันก็พบผ้ากับกระป๋อง
กาวสเปร์ยตกอยู่ด้วยกัน จึงฉวยทั้งสองขึ้นมา
เอามาทับแผ่นหลังคาไว้อีกที
บัดนี้ เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ห่อหุ้มร่างกายไว้
ไม่ต่างกับผ้าที่เอาออกมาจากถังซักไปกว่าครึ่ง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น