วันอังคารที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567

ส่วนหนึ่งจากริมถนนหลุบเลา

 


"ทำไมประเทศเราถึงไม่ค่อยเป็นเจ้าของอะไรบ้าง?"

ผมโยนคำถามที่ฟังดูหรูหราเมื่อยามที่ฤทธิ์ของสุราทำให้
คนโง่เง่าในยามปกตินั้นพอจะมีความรู้มากขึ้นมาได้

น่ันเป็นความสงสัยอันต่อเนื่องมาจากเรื่องราวก่อนหน้า
ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นที่ผลิตรถยนต์ได้อย่างดีเยี่ยม วิศวกรรม
อันน่าทึ่งของเยอรมัน หรือแม้แต่จีนที่ก้าวกระโดดขึ้นมา
เป็นคู่แข่งเจ้าโลกอย่างอเมริกาได้อย่างฉับไว

จากแก่งคอยถึงซิลิคอน วัลเล่ย์ ความรู้ที่เราเสพสมกัน
มาเพื่อใช้ในการฟุ้งเฟ้อยามสุราพร่องไปได้ที่แล้วทำหน้าที่
ของมันได้เป็นอย่างดี

"ประเทศเราแม่งสบายกันเกินไป"
หากพอสรุปได้ก็จะเป็นใจความประมาณนี้

ไม่ว่าจะเป็นการเกษตรที่เพาะปลูกกันได้แทบทั้งปี มีแหล่ง
อาหารทางทะเลที่ขึ้นฝั่งมาก่อนรุ่งสางและเดินทางถึงสุด
ชายแดนเหนือได้ทันอาทิตย์ตก

ประกอบกับการเลี้ยงดูที่ละเลยวินัย ความรับผิดชอบต่อ
ตัวเองและสังคมเป็นหลัก คนส่วนใหญ่จึงมิได้คิดที่จะสร้าง
อะไรขึ้นมาด้วยความเอาจริงเอาจังมากกว่าที่ควร

"หากตั้งใจทำอะไรก็คงไม่แพ้ชาติใดในโลก"
ดั่งที่แสงโสมว่าเอาไว้

ผมไม่รู้่เหมือนกันว่าวินัยก่อเกิดจากจุดไหน
แล้วก็สิ่งใดเล่าที่บ่มเพาะคนๆหนึ่งให้มีความคิดว่าต้องมีสิ่ง
ที่เรียกว่า "วินัย" นี้ขึ้นมา

ผมตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน

วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2567

เวิ่นเว้อ เพ้อฝัน

 


ด้วยความที่หลงใหลไปในจินตนาการการของนิยาย
รื่องสั้นอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ข้าพเจ้าเองบางครั้งก็ติด
กับดักความคิด ความจริงไปกับสิ่งเหล่านี้

แต่อีกมุมหนึ่งที่ชีวิตจริงกับสิ่งเหล่านี้ได้สอนชีวิตของ
ข้าพเจ้าให้แจ่มชัดขึ้น ก็คงจะเป็นแค่เพียงความเป็น
คนของเราเท่านั้น ความเป็นคนที่มีอารมณ์หลากหลาย
อ่อนโยน เร้าร้อน รุนแรง เอาแน่เอานอนไม่ได้
ทุกๆอย่างล้วนผันแปรไปตามมัน

กับอีกเรื่องหนึ่งคือ ความจริงที่มิอาจพูดออกไปได้ตรงๆ
คนเราหลายคนต้องรอจังหวะ รอโอกาสถึงจะสามารถ
เปิดใจรับฟังความคิดเห็น มิเช่นนั้นแล้ว สิ่งเหล่านั้น
อาจจะกลายเป็นแค่ลมปากที่สร้างปัญหาขึ้นมาให้ผู้ที่เอ่ย
มันออกไปเอง

และมันก็เชื่อมโยงเรื่องจริงกับจินตนาการในโลก
เพ้อฝันมาบรรจบกันให้เกิดเป็นหน้าที่หนึ่งขึ้นมา คือ
ศิลปินผู้สะท้อนความจริง ความนัย ผ่านการสื่อสารทาง
อ้อมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนิทานเรื่องเล่า ภาพวาด หรือ
แม้กระทั่งละคร ภาพยนตร์

มันคือศาสตร์และศิลปในการทำงานให้ทั้งสองสิ่งดำเนิน
ไปด้วยกัน มันเป็นงานที่มิได้ใช้หน้าตาในการชูโรง แม้
ว่าภาพยนตร์จะใช้นักแสดงหล่อสวยกันที่สุดก็ตาม
มันคืองานเบื้องหลังที่หากสำเร็จแล้วก็ต้องทำต่อไป
เพราะความนัยมีอีกหมื่นล้านและไม่มีวันจบสิ้นลงไป

หากวันหนึ่งข้าพเจ้าแต่งละครคุณธรรมให้ผู้คนได้อ่าน
อาจจะเพราะว่าข้าพเจ้าต้องการจะด่าใครสักคนข้างๆ
ตัวก็ได้ หากข้าพเจ้ากล่าวถึงอะตอม ควอนตัม อาจจะ
เพราะว่าข้าพเจ้ารำคาญการกราบไหว้บนบานสิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์ให้ได้สิ่งใดๆมาอีกทางก็ได้

ทุกอย่างมันเป็นไปได้ และ ไม่ได้ในเวลาเดียวกัน

วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2567

ต้องทำให้สำเร็จ

 


    ยิ่งนับวันก็ยิ่งใกล้เข้ามากับการทรมานตัวเอง
ซึ่งเอาจริงๆแล้วก็ไม่มีใครบังคับเราให้ทำเรื่องนี้หรอก
มีเพียงแต่ตัวเราเองเท่านั้น ที่อยากจะทุกข์ทรมาน
ตัวเองด้วยคำว่า "ต้องทำให้สำเร็จ"

ขึ้นชื่อว่างานวิ่ง หลายๆคนก็คงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
แต่อีกมากกว่านั้นคงไม่ และไม่แม้กระทั่งการออกกำลัง
กายเป็นครั้งคราวเสียด้วยซ้ำ

ที่เขียนไว้ตรงนี้เพื่ออยากให้เข้าใจมุมๆหนึ่งที่ออกมา
จากใจคนที่มักออกกำลังกายเป็นประจำมากกว่าที่จะ
คิดว่าเอาความสามารถอดทนอะไรมาอวดอ้าง

การวิ่งเป็นการทรมานตัวเองอย่างหนึ่งที่ให้คุณให้
ประโยชน์กับร่างกายอย่างมากมาย แม้ว่ามันจะเป็น
การสร้างความน่าเบื่อให้กับความคิดของเราอย่างมาก
ก็ตาม

โดยปกติทั่วไปแล้ว ผมมักจะซ้อมวิ่งให้ได้ราวๆ 80%
ของระยะทางที่ได้ลงสมัครไว้ เช่นลงฮาล์ฟ 21 กม.
ก็จะซ้อมวิ่งยาวไปให้ถึง 16 กม. อะไรประมาณนี้

หากแต่ครั้งนี้มันผิดเพี้ยนไปกว่าก่อน อาจจะด้วยไลฟ์
สไตล์ที่เปลี่ยนไป วินัยชีวิตที่บกพร่องด้านสุขภาพ กลับ
ไปขยันด้านสังคมเสียส่วนใหญ่ จึงทำให้ความต่อเนื่อง
ในการซ้อมตะกุกตะกักเรื่อยมา จนกระทั่งบัดนี้
เหลือเวลาอีกราวๆ 16 วันซึ่งกระผมนั้นยังซ้อมไม่เคย
เกินสิบ กม.เลยสักครั้ง แค่นี้ก็พอจะเดาได้ลางว่า
วันที่แสนทรมานที่สุดคงต้องตกไปอยู่ที่วันวิ่งจริงๆแล้ว

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ก็คิดไว้ว่าจะไม่ DNF
(DO NOT FINISH) หากวิ่งไม่ไหวก็คงต้องเดิน
และหากเดินไม่ไหว แน่นอนย่อมต้องค่อยๆลากขาไป
วิชา "ต้องทำให้สำเร็จ" มันว่ามาแบบนั้นครับ

วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2567

ชวนคุยไปเรื่อย

 


    ได้ข่าวว่าพรุ่งนี้ มะริืนนี้อากาศจะเย็นลงอีกสัก
หน่อย เนื่องจากแรงกดอากาศต่ำจากทางเหนือ แผ่
ขยายตัวลงมาปกคลุมไปจนถึงเมืองหลวง เส้นความ
กดอากาศ 1020 พาดผ่านมาทางอิสานตอนใต้ กับ
ภาคกลางตอนบน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็อาจคาดได้ว่า
อุณหภูมิอาจจะลดลงได้ถึง 4-5 องศากันเลยทีเดียว

แล้วยิ่งช่วงนี้ก็เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของใคร
หลายๆคน และอีกหลายๆคนก็ต้องทุกข์ตรมไปกับความ
ผิดหวังที่ไม่สมหวังสะสมมาตั้งแต่ต้นปีได้เช่นกัน

แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ปีหน้าว่ากันใหม่ ทุกอย่างล้วนผิด
พลาดเสมอ ไม่มีแผนใดสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์
และก็ไม่มีแผนได้ผิดแผนไปซะทั้งหมด แต่ทั้งหมดทั้ง
มวลก็ยังดีกว่าไม่มีแผนการใดๆเลย

ผมเคยลองไม่มีแผนแล้ว ใช้ได้นะครับ การทำอะไร
โดยไม่มีแผนการ แต่มันทำได้เพียงตัวคนเดียว หรือ
อย่างมากก็ได้กันแค่ไม่กี่คน หากเกินกว่านั้น คนส่วน
ใหญ่จะไม่เข้าใจหรอกกับการไม่มีแผนของเรา

มันจะกลายเป็นว่า เราทำอะไรไร้ทิศทาง เดี๋ยวทำ
อันนู้นอันนี้ที ไอ้นั่นนิดไอ้นี่หน่อย มองดูไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
อะไรสักอย่าง

ซึ่งผมเองก็ทำอะไรไปเรื่อยเปื่อยมาเสียหลายอย่าง
สี่ห้าเดือนก็เลิกละ ไปทำอย่างอื่นต่อ สนุกดีนะครับ
ชีวิตแม่งอินดี้มากๆ แต่ก็ได้ไม่นานหรอก ต้องกลับมา
หาความวุ่นวายของชีวิตเหมือนคนอื่นๆเค้า
เป็นตัวของตัวเองจัดเดี๋ยวจะอดตาย เรียกง่ายๆว่า
คงไม่มีจะแด-กแหละครับ

เอาเป็นว่าลองวางแผนล่วงหน้ากันเล่นไว้ก่อนก็ได้ครับ
วางไว้ยันสิ้นปีหน้าเลยก็ได้ อยากได้ อยากทำอะไร
ก็จดมันไว้โลด ขอให้เห็นมันประจำ เห็นมันบ่อยๆ ไอ้
สิ่งที่วาดหวังไว้อาจจะได้กลับมาเกินครึ่งก็เป็นได้

ส่วนผมเองก็คิดว่าจะลองคิดแผนตัวเองอยู่เหมือนกันว่า
ช่วงเทศกาลปีใหม่หยุดยาวๆแบบนี้ นานๆจะมีทีแล้ว
อยากจะไปทำอะไรบ้างครับ

วันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567

โมนาลิซ่า

 


    หลายคนคงรู้จักโมนาลิซ่า


ภาพของโมนาลิซ่านั้น ยังคงเป็นศิลปะที่โด่งดังและร่วม

สมัยมาอย่างยาวนาน และไม่เคยจะตกยุคไปไหน

แต่โมนาลิซ่าคือใคร มาจากไหน เกิดขึ้นจากใคร

อันนี้หลายคนยังไม่รู้ เพราะเป็นเรื่องรายละเอียดที่

เจาะลึกลงไป และลงไปได้เรื่อยๆจนถึงระดับอะตอม

ระดับความคิดและจิตวิญญาณกันเลยทีเดียว


เรามาเริ่มกันที่ ใครเป็นผู้วาดภาพนี้กันก่อนครับ


ภาพ โมนาลิซ่า มีชื่อเรียกเป็นภาษาฝรั่งเศษว่า

La Gioconda (ลาโจกอนดา) La Joconde

(ลาโจกงค์) ถูกวาดขึ้นโดย Leonardo Da Vinci

(ลีโอนาโด ดา วินชีราวๆปี คศ.1503-1507 หรือ

ประมาณห้าร้อยกว่าปีก่อน ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงปลายชีวิต

ของเขาแล้ว เขามีอายุราวๆ 67 ปี ซึ่งเขายังคงนำ

ภาพนี้ติดตัวไปทุกครั้งที่ย้ายที่อยู่ หรือ ที่ทำงานใหม่จน

กระทั่งเสียชีวิต


ทำไมภาพนี้ถึงโด่งดังมาจนถึงปัจจุบัน


จะให้บอกว่ามันสวยแบบกำปั้นทุบดินก็คงจะไม่ใช่ทาง

ออกที่ดี เอาเป็นตามความคิดความเข้าใจของผมเอง

ก็แล้วกันครับ

เริ่มจากผู้วาด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายๆคนในปัจจุบัน

ยกย่องว่าเขาเป็นอัจฉริยะบุคคล ที่มีความสามารถใน

หลายมิติเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะศาสตร์

วิศวกรรมศาสตร์ กายวิภาค ดาราศาสตร์ พฤกษศาสตร์

ด้านความบันเทิง ฯลฯ ซึ่งความสามารถเหล่านี้ อาจจะ

มีส่วนทำให้ผลงานของเขาได้ถูกกล่าวขานกันอย่างกว้าง

ขวาง และอีกอย่างที่ทำให้ภาพนี้น่าหลงใหล จ้องมองได้

อย่างยาวนานก็คือเทคนิคการวาดของเขาที่เป็นเทคนิค

ค่อนข้างใหม่และซับซ้อนในสมัยนั้น เทคนิคนี้เรียกว่า

สฟูมาโตคือ การทำให้การเปลี่ยนผ่านระหว่างสีดู

นุ่มนวลมากขึ้น เป็นการไล่เฉดสีให้ผสมกันไปทีละน้อย

เส้นขอบตัดระหว่างสีทีี่ชัดเจนแทบจะไม่ปรากฎให้เห็น

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดให้ท่านลองมองไปที่ขอบใบหน้า

ของภาพ โมนาลิซ่า ก็จะเห็นว่าเส้นขอบนั้น ไม่ได้ชัดจน

แยกออกว่าขอบใบหน้านั้นสิ้นสุดลงตรงไหน เพราะเขา

เกลี่ยสีตั้งแต่ไรผม เส้นผม เงาด้านหลังฯ ให้ผสมกลม

กลืนกันจนค่อยๆจางลงมากลายเป็นใบหน้าที่ยากจะเดา

เส้นขอบได้ เหมือนเขาได้เอาความหลงใหลของตัวเอง

ในด้านอื่นๆมาประกอบเข้ากับภาพนี้เข้าไปด้วย เช่น

ความคิดที่ถูกพิสูจน์ด้วยตัวของเขาเองที่ว่า สายตาของ

คนเราจะมองชัดเจนเฉพาะจุดที่เรามองไปเท่านั้น

ส่วนอื่นๆเราจะมองเห็นเป็นเพียงภาพที่เบลอ ไม่คมชัด

และอีกส่วนหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ รอยยิ้ม ที่มี

บางอย่างมากกว่ารอยยิ้มทั่วไปอยู่ในนั้น สามารถรู้สึก

รับรู้ถึงอารมณ์ที่ถ่ายทอดออกมาได้ แต่เราก็ไม่ชัดเจนว่า

รอยิ้มนั้นมีความนัยที่สื่อถึงอะไร ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ติดตรึง

ใจคนทั่วโลกมาหลายร้อยปีแล้วครับ


มาดามลิซ่า คนนี้คือใคร


ว่ากันว่า โมนาลิซ่า หรือ มาดามลิซ่า คนนี้ เป็นภรรยา

ของชายพ่อค้าผ้าคนหนึ่ง ซึ่งว่าจ้างเขาให้วาด แต่อย่าง

ไรแล้ว ภาพนี้ก็ยังไม่เคยถูกส่งมอบให้ผู้ว่าจ้างซึ่งอาจจะ

ไม่เคยได้จ่ายเงินค่าว่าจ้างให้เขาด้วยเลยก็เป็นได้

และเขาอาจจะวาดภาพนี้เพียงเพื่อความชอบ ความหลง

ใหลในการได้วาดของตัวเองเพียงเท่านั้น



ก่อนหน้านั้น เคยมีหญิงสูงศักดิ์คนหนึ่งพยายามติดต่อให้เขา

นั้นวาดรูปเหมือนของตัวเธออยู่หลายปี แต่เขาก็ไม่เคยรับ

ทำงานนั้นให้เลยสักครั้ง เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่า

ด้วยตัวเขาเองนั้นออกจะเป็นผู้นิยมความสมบูรณ์แบบ

ไม่ชอบทำงานภายใต้กรอบเวลาที่จำกัด ชอบลองทำอะไร

ใหม่ๆอยู่เสมอ พร้อมกับมีความสนใจในงานหลากหลายด้าน

จึงทำอะไรไม่ค่อยเสร็จสิ้นไปตามกรอบเวลาที่ผู้่ว่าจ้าง

อยากจะให้เป็น


นี่อาจจะเป็นรายละเอียดเล็กๆที่เป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของ

อัจริยะบุคคลอย่างเขา ผ่านผลงานวาดภาพ โมนาลิซ่า

ซึ่งมีเรื่องราวอีกมากมายระหว่างชีวิต 67 ปีที่น่าสนใจ

เป็นอย่างมาก

วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567

ศิษย์เส้าหลิน

 



    ไม่กี่วันก่อนกลางโต๊ะประชุมจัดเลี้ยงประจำปีของ
เพื่อนฝูง เบื้องหน้าเราบนโต๊ะเต็มไปด้วยถ้วยจานชาม
อาหารอันอุดมสมบูรณ์ที่ถูกจัดการไปมากกว่าครึ่ง พร้อม
กับแก้วเครื่องดื่มที่มีพนักงานที่ร้านอาหารแห่งนี้คอยดูแล
จัดแจงมิให้ว่างเปล่า

ผู้คนร่วมโต๊ะยืดยาวเกือบสามสิบชีวิต ต่างคนต่างพูดคุย
กันไปตามประสา ซึ่งหากจะให้พูดเรื่องเดียวกันหมด
ทุกคน ก็คงเป็นไปมิได้ มันมิใช่การประชุมประจำปีที่มี
พิธีรีตองอะไร

    เวลาผ่านไปกำลังได้ที่ อยู่ๆก็เกิดบทสนทนามา
เรื่องหนึ่ง ซึ่งผมเองนั้นคิดว่าน่าสนใจ เพราะเกี่ยวข้อง
กับผู้คนหลากหลายมิติ และมีความจริงจังมากกว่าเรื่อง
เล่นๆตลกโปกฮาที่เรามักจะล้อเล่นกันอยู่เสมอ

ใจความบทสนทนาที่ผ่านหูพอจับเลาๆได้ประมาณว่า
นายช่างใหญ่แห่งวงการซ่อมแซมและปรับแต่งจักรกล
สองล้อ ได้รับเด็กฝึกงานในรั้ววิทยาลัยมาประจำการอยู่
สองนาย แต่ด้วยความที่ยังไม่ประสากับโลกนี้มากพอ
ความไม่เอางานเอาการ ความคิดเพียงแค่เล่นสนุกไป
วันๆ หรือนายช่างนั้นโหดร้าย ใช้งานเยี่ยงทาส ก็มิอาจ
ทราบได้ เด็กทั้งสองเกิดความไม่พอใจนายช่าง
มีเรื่องราวจนทำให้การฝึกงานในภาคนี้ถูกหยุดพักไปมา
ชั่วระยะเวลาหนึ่ง

จนในที่สุด สองทางออกสุดท้ายที่ทำได้คือ
ไม่ผ่านการฝึกงาน ส่งผลให้ภาคการศึกษานี้ สิ้นสุดลงไป
แบบไม่สมบูรณ์ หรืออีกทาง คือ กลับมาฝึกงานดังเดิมจน
กว่าจะครบกำหนดเวลาที่ทางต้นสังกัดได้กำหนดไว้
แน่นอนว่าเป็นใครก็ต้องไม่ยอมเสียเวลาไปอีกครึ่งค่อนปี
เชื่องช้ากว่าเพื่อนร่วมชั้นที่ได้เลื่อนขึ้นไปชั้นอื่นแล้ว

พวกเขาจึงกลับมาหานายช่างอีกครั้ง พร้อมกับผู้ปกครอง
คณะอาจารย์จากทางวิทยาลัย เพื่อเจรจาไกล่เกลี่ย ขอ
ทำภาระกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วงไป แม้ว่าผลออกมาจะไม่ได้
ดีเลิศก็ตาม เพียงพอให้ผ่านไปได้ก็ยังดี เป็นการแก้ตัว
อย่างเสียมิได้

ระหว่างนั้นผมก็ยังมิทราบรายละเอียดต่างๆหรอกครับ
เมื่อไม่ทราบอะไรมากไปกว่าแก้วเหล้าที่อยู่ตรงหน้า ก็
ทำได้เพียงยกขึ้นจิบเบาๆแล้วก็ฟังต่อไป

เรื่องราวต่างๆจึงค่อยๆชัดเจนขึ้น ซึ่งความไม่พอใจที่
เกิดขึ้นระหว่างสองฝ่ายนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องทั่วไป
เลยครับ มันเกิดได้ทุกที่ ทุกสถาบัน ทุกบริบท

มันทำให้ผมนึกถึงหนังจีน กำลังภายในยุคก่อนๆที่มี
เนื้อความประมาณว่าคนธรรมดาถูกรังแก หรือมีความ
มุ่งมั่นอยากจะแก้แค้นคนที่ทำร้ายครอบครัว คนรัก จึง
ได้ไปขอฝึกวิทยายุทธจากวัดโด่งดัง

กว่าจะได้รับเป็นศิษย์ก็ต้องก้มหน้าคุกเข่าหน้าวัด ตาก
แดด ตากฝนอยู่หลายวัน หลายสัปดาห์ พอรับเข้ามาแล้ว
ก็ต้อง ไปปัดกวาด เช็ดถูกวัด ล้างห้องน้ำ ซักผ้าให้
เหล่าคณาจารย์ เวลาผ่านไปจนทดท้อ จึงต่อว่า
คณาจารย์ว่ากลั่นแกล้งตน และด้วยความน้อยใจจึงหลีก
หนีจากวัดไป

ซึ่งแท้แล้วหารู้ไม่ว่าเหล่าอาจารย์ทั้งหลายก็กำลังฝึก
ความอดทน ความไม่ย่อท้อ ความเอาจริงเอาจัง ให้กับ
เขาอยู่

เอาว่าเอาแค่นี้หลายๆท่านก็คงจะเดาออกว่าต่อไปจะ
เป็นอย่างไรได้บ้าง

หากเราเอาแต่คิดว่ามันจะต้องเป็นอย่างนู้นอย่างนั้น
ตามความคิดเรา มันก็มีโอกาสที่จะปิดกั้นสิ่งต่างๆที่เป็น
โอกาสทางอ้อมในการเรียนรู้อยู่

และหากเราเอาหมดทุกอย่าง สั่งอะไรมาก็ทำ แม้ว่า
ยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหนก็สู้ ไม่มองว่ามันเป็นการกลั่น
แกล้ง ทำได้ทุกอย่าง เราก็มีโอกาสที่จะเรียนรู้อะไรอีก
มากมาย

แน่นอนว่าการซักผ้านั้น อาจจะไม่เกี่ยวกับการฝึกวิทยา
ยุทธ แต่มันคือ การฝึกทำตามคำสั่ง ฝึกความอดทน
เราไม่มีทาง รู้หรอกว่า ตอนออกไปรบ ตอนเรียนจบ
ออกไปทำงานแล้ว เจ้านายจะสั่งให้เราไปขับรถขนของ
หรือออกไปซื้อกาแฟ ในโลกจริงๆมันโหดร้ายกว่านั้น

อีกอย่าง การเป็นอาจารย์ไม่ได้เป็นง่ายๆหรอกครับ
กว่าจะเคี่ยวเข็ญคนๆหนึ่งให้มีความรู้ ความสามารถได้
มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆครับ แล้วยิ่งกับคนหละหลวม
ไม่เอาจริงเอาจังแล้วด้วย ยิ่งไปกันใหญ่

หากศิษย์เปิดกว้าง พร้อมที่จะเรียนรู้ ซักถาม อาจารย์
ที่ไหนเขาอยากจะไปกลั่นแกล้ง
หากศิษย์ได้ดี อาจารย์ก็ทำได้เพียงดีใจด้วยไกลๆแค่นั้น
เอง ผมคิดว่างั้นนะ

ง่ายดายจริงๆ

 


    เข้าช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปีกันแล้วครับ
หลายบริษัทเริ่มมีงานเลี้ยง งานรวมตัว รวมกลุ่มของ
แต่ละก๊กแต่ละเหล่าก็เริ่มมีให้เห็นบ้างแล้ว
ประกอบกับบรรยากาศที่เหล่านักท่องเที่ยวเริ่มเดินทาง
ออกมายังต่างจังหวัด ทำให้รถราในหลายๆเส้นทางที่
ผมใช้สัญจรอยู่เป็นประจำเริ่มหนาตา ยิ่งความหนาแน่น
ของรถเยอะมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะเกิดอุบัตเหตุก็
มากขึ้นตาม

และเมื่อวาน(21 ธค.)ก็เช่นกันครับ ระหว่างเดินทาง
จากปากช่องไปทำงานที่มวกเหล็ก ถนนมิตรภาพขาออก
ช่วงตลาดผลไม้ ฝั่งตรงข้าม FN กลางดง ขณะขับรถ
ผ่านบริเวณนั้น ผมมองเห็นผู้คนยืนกันอยู่สับสนดูชุลมุน
วุ่นวายราวกับเพิ่งเกิดเหตุวิบัติไปหมาดๆ คงไม่เกินไป
กว่านาทีที่แล้ว

พลันสายตาผมก็กวาดไปที่ถนนบริเวณนั้น สิ่งแรกที่เห็น
และยังเดาไม่ออกว่าคืออะไร มองดูคล้ายๆกับใครทำ
สัมภาระที่ขนมาตกกระจายอยู่เต็มถนน ผิดแปลกไปก็
ตรงที่ว่าเหล่าสัมภาระส่วนใหญ่นั้นจะถูกห่อหุ้มไปด้วยสี
แดง เห็นรถจอดกันอยู่สองสามคัน มองไม่ค่อยถนัด

แล้วรถก็ผ่านจุดนั้นมาตามความเร็วของรถที่วิ่งกับจุดที่
อยู่นิ่งๆ จนกระทั่งมาถึงที่ทำงานจึงได้คุยกับเหล่า
ลูกน้องหลังรถว่า "เห็นเหตุฝั่งตรงข้ามเมื่อตะกี้มั้ย"

ซึ่งต่างคนต่างความเห็นไปต่างๆนาๆ ส่วนตัวผมเองก็
ยังไม่ปักเชื่อสิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวว่าสิ่งเหล่านั้นว่า
หาใช่สัมภาระหรืออะไรไม่ แต่ก็ไม่อยากจะคิดไปไกล
ขนาดนั้น เพราะหลังจากผ่านจุดๆนั้น ผมเองก็ขับมา
พร้อมกับอาการเสียววืดวาดจนกระทั่งจอดรถ

ปล่อยเวลาผ่านไปสักราวสองชั่วโมง จึงเปิดแอพ X
เพื่อลองเช็คข่าวเกี่ยวกับท้องถนนที่แอคเคาท์ จส100
เลื่อนไปมาก็พบรายงานอุบัติเหตุดั่งกล่าวพร้อมราย
ละเอียดเบื้องต้น

แหล่งที่มาระบุว่า เกิดเหตุจักรยานยนต์เฉี่ยวชนท้าย
suv ล้มลงเลนส์ซ้ายย ระหว่างนั้นมีรถเทรลเลอร์ลาก
บรรทุกม้วนเหล็ก น้ำหนักไม่ต่ำกว่าสี่สิบตัน ตามหลังมา
เบรคไม่ทัน อาจจะเพราะว่าเป็นเหตุกระทันหัน และ
น้ำหนักของรถที่หนักราวกับรถไฟสองโบกี้ จึงได้ทับผู้
ขับขี่จักรยานยนต์เสียชีวิตคาที่ ร่างกายแหลกกระจาย
ทั่วบริเวณ

อ่านได้ดังนั้นก็เสียวหลังแว๊บขึ้นมาทันใด เนื่องด้วยตัว
ข้าพเจ้าเองนั้นใช้ชีวิตอยู่บนถนนวันๆหนึ่งก็ถือว่ามากอยู่
จักรยานยนต์ก็ขับขี่อยู่เป็นประจำ ที่เอามาเล่าไว้ตรงนี้
ก็เพื่อเอาไว้เตือนตัวเอง กับท่านผู้ที่ได้หลงเข้ามาอ่าน

ง่ายดายปานนั้นเลยแหละครับ ความตาย
บทจะตายก็ตายกันง่ายๆ
ที่ทรมานก็คือ มันไม่ตายเนี่ยแหละครับ

วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567

เบียร์เที่ยง

 



ความคิดสร้างสรรค์,ความฟุ้งเฟ้อและการเดินทางไป
ในจินตนการที่เรายังไม่ได้ตัดสินว่ามันจะเป็นจริงได้
หรือไม่ อาจจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยังทำให้ผมรู้ว่าเรายัง
หลงเหลือความเป็นเด็กอยู่ในร่างกายที่เริ่มจะเสื่อม
โทรม

สำหรับผมแล้ว การได้คิดได้จินตนาการเรื่อยเปื่อยนำ
ไปสู่การลงมือทำอะไรหลายๆอย่าง แม้ว่ามันจะเป็น
เพียงการวาดเส้นขยุกขยิกลงสมุดบันทึกให้หน้า
กระดาษนั้นเปอะเปื้อนไปเสียมากกว่าเดิมก็ตาม

แต่สิ่งที่ได้ออกมาจากความคิด ณ เวลานั้นแหละครับ
มันมีค่ามหาศาลมาก หากมองย้อนกลับไปแล้วเราไม่ได้
ดักจับสิ่งเหล่านั้นออกมาจากจินตนาการให้กลายเป็น
รูปธรรมสักอย่างเลย มันก็จะกลายเป็นแค่ส่ิงที่ล่อง
ลอยไปมา แล้วก็มลายหายไปในห้วงไหนสักแห่ง
และไม่รู้ว่าเราจะได้พบเจอกับส่ิงๆนั้นอีกหรือไม่

สำหรับผมแล้ว ส่ิิงเดียวที่พอจะทำให้เรายืนอยู่กลาง
่เส้นแบ่งระหว่างคนเพ้อฝันกับคนที่สร้างสรรค์ได้ คือ
การจดบันทึกมันลงไป ง่ายๆ แต่ทำยาก

เพื่อนผมบางคนบอกว่า "สมุดปากกากูก็มี" มีแต่ไม่ได้
เอาออกมาใช้ แล้วมันจะเกิดประโยชน์อะไร เฉกเช่น
กันกับความคิดที่เราทุกคนต่างมีด้วยกันทั้งสิ้นแหละ

"หาวิธีนำมันออกมาใช้สิว่ะ" บอกมันไปแบบนั้นพลาง
หยิบแก้วเบียร์เที่ยงขึ้นตบจนเสียงน้ำแข็งลั่นกรุกกริก
ภายในแก้วสแตนเลสเก็บความเย็น