ไม่กี่วันก่อนกลางโต๊ะประชุมจัดเลี้ยงประจำปีของ
เพื่อนฝูง เบื้องหน้าเราบนโต๊ะเต็มไปด้วยถ้วยจานชาม
อาหารอันอุดมสมบูรณ์ที่ถูกจัดการไปมากกว่าครึ่ง พร้อม
กับแก้วเครื่องดื่มที่มีพนักงานที่ร้านอาหารแห่งนี้คอยดูแล
จัดแจงมิให้ว่างเปล่า
ผู้คนร่วมโต๊ะยืดยาวเกือบสามสิบชีวิต ต่างคนต่างพูดคุย
กันไปตามประสา ซึ่งหากจะให้พูดเรื่องเดียวกันหมด
ทุกคน ก็คงเป็นไปมิได้ มันมิใช่การประชุมประจำปีที่มี
พิธีรีตองอะไร
เวลาผ่านไปกำลังได้ที่ อยู่ๆก็เกิดบทสนทนามา
เรื่องหนึ่ง ซึ่งผมเองนั้นคิดว่าน่าสนใจ เพราะเกี่ยวข้อง
กับผู้คนหลากหลายมิติ และมีความจริงจังมากกว่าเรื่อง
เล่นๆตลกโปกฮาที่เรามักจะล้อเล่นกันอยู่เสมอ
ใจความบทสนทนาที่ผ่านหูพอจับเลาๆได้ประมาณว่า
นายช่างใหญ่แห่งวงการซ่อมแซมและปรับแต่งจักรกล
สองล้อ ได้รับเด็กฝึกงานในรั้ววิทยาลัยมาประจำการอยู่
สองนาย แต่ด้วยความที่ยังไม่ประสากับโลกนี้มากพอ
ความไม่เอางานเอาการ ความคิดเพียงแค่เล่นสนุกไป
วันๆ หรือนายช่างนั้นโหดร้าย ใช้งานเยี่ยงทาส ก็มิอาจ
ทราบได้ เด็กทั้งสองเกิดความไม่พอใจนายช่าง
มีเรื่องราวจนทำให้การฝึกงานในภาคนี้ถูกหยุดพักไปมา
ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
จนในที่สุด สองทางออกสุดท้ายที่ทำได้คือ
ไม่ผ่านการฝึกงาน ส่งผลให้ภาคการศึกษานี้ สิ้นสุดลงไป
แบบไม่สมบูรณ์ หรืออีกทาง คือ กลับมาฝึกงานดังเดิมจน
กว่าจะครบกำหนดเวลาที่ทางต้นสังกัดได้กำหนดไว้
แน่นอนว่าเป็นใครก็ต้องไม่ยอมเสียเวลาไปอีกครึ่งค่อนปี
เชื่องช้ากว่าเพื่อนร่วมชั้นที่ได้เลื่อนขึ้นไปชั้นอื่นแล้ว
พวกเขาจึงกลับมาหานายช่างอีกครั้ง พร้อมกับผู้ปกครอง
คณะอาจารย์จากทางวิทยาลัย เพื่อเจรจาไกล่เกลี่ย ขอ
ทำภาระกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วงไป แม้ว่าผลออกมาจะไม่ได้
ดีเลิศก็ตาม เพียงพอให้ผ่านไปได้ก็ยังดี เป็นการแก้ตัว
อย่างเสียมิได้
ระหว่างนั้นผมก็ยังมิทราบรายละเอียดต่างๆหรอกครับ
เมื่อไม่ทราบอะไรมากไปกว่าแก้วเหล้าที่อยู่ตรงหน้า ก็
ทำได้เพียงยกขึ้นจิบเบาๆแล้วก็ฟังต่อไป
เรื่องราวต่างๆจึงค่อยๆชัดเจนขึ้น ซึ่งความไม่พอใจที่
เกิดขึ้นระหว่างสองฝ่ายนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องทั่วไป
เลยครับ มันเกิดได้ทุกที่ ทุกสถาบัน ทุกบริบท
มันทำให้ผมนึกถึงหนังจีน กำลังภายในยุคก่อนๆที่มี
เนื้อความประมาณว่าคนธรรมดาถูกรังแก หรือมีความ
มุ่งมั่นอยากจะแก้แค้นคนที่ทำร้ายครอบครัว คนรัก จึง
ได้ไปขอฝึกวิทยายุทธจากวัดโด่งดัง
กว่าจะได้รับเป็นศิษย์ก็ต้องก้มหน้าคุกเข่าหน้าวัด ตาก
แดด ตากฝนอยู่หลายวัน หลายสัปดาห์ พอรับเข้ามาแล้ว
ก็ต้อง ไปปัดกวาด เช็ดถูกวัด ล้างห้องน้ำ ซักผ้าให้
เหล่าคณาจารย์ เวลาผ่านไปจนทดท้อ จึงต่อว่า
คณาจารย์ว่ากลั่นแกล้งตน และด้วยความน้อยใจจึงหลีก
หนีจากวัดไป
ซึ่งแท้แล้วหารู้ไม่ว่าเหล่าอาจารย์ทั้งหลายก็กำลังฝึก
ความอดทน ความไม่ย่อท้อ ความเอาจริงเอาจัง ให้กับ
เขาอยู่
เอาว่าเอาแค่นี้หลายๆท่านก็คงจะเดาออกว่าต่อไปจะ
เป็นอย่างไรได้บ้าง
หากเราเอาแต่คิดว่ามันจะต้องเป็นอย่างนู้นอย่างนั้น
ตามความคิดเรา มันก็มีโอกาสที่จะปิดกั้นสิ่งต่างๆที่เป็น
โอกาสทางอ้อมในการเรียนรู้อยู่
และหากเราเอาหมดทุกอย่าง สั่งอะไรมาก็ทำ แม้ว่า
ยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหนก็สู้ ไม่มองว่ามันเป็นการกลั่น
แกล้ง ทำได้ทุกอย่าง เราก็มีโอกาสที่จะเรียนรู้อะไรอีก
มากมาย
แน่นอนว่าการซักผ้านั้น อาจจะไม่เกี่ยวกับการฝึกวิทยา
ยุทธ แต่มันคือ การฝึกทำตามคำสั่ง ฝึกความอดทน
เราไม่มีทาง รู้หรอกว่า ตอนออกไปรบ ตอนเรียนจบ
ออกไปทำงานแล้ว เจ้านายจะสั่งให้เราไปขับรถขนของ
หรือออกไปซื้อกาแฟ ในโลกจริงๆมันโหดร้ายกว่านั้น
อีกอย่าง การเป็นอาจารย์ไม่ได้เป็นง่ายๆหรอกครับ
กว่าจะเคี่ยวเข็ญคนๆหนึ่งให้มีความรู้ ความสามารถได้
มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆครับ แล้วยิ่งกับคนหละหลวม
ไม่เอาจริงเอาจังแล้วด้วย ยิ่งไปกันใหญ่
หากศิษย์เปิดกว้าง พร้อมที่จะเรียนรู้ ซักถาม อาจารย์
ที่ไหนเขาอยากจะไปกลั่นแกล้ง
หากศิษย์ได้ดี อาจารย์ก็ทำได้เพียงดีใจด้วยไกลๆแค่นั้น
เอง ผมคิดว่างั้นนะ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น