วันพฤหัสบดีที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ยี่สิบเก้ากุมภาพันธ์




 วันหนึ่งวันสามารถกำหนดชีวิตได้จริงๆหรือ

ผมถามตัวเองในวันนี้เนื่องจากวันที่ ที่ได้จั่วหัวไว้...

ยี่สิบเก้า กุมภาฯ สี่ปีมีหนึ่งครั้ง และทุกๆร้อยปีก็จะไม่
มีหนึ่งครั้ง และทุกๆสี่ร้อยปีก็จะครบลูปของหน้าที่ของ
วันที่ยี่สิบเก้า กุมภาฯ เพราะอะไร ท่านผู้อ่านสามารถ
หาความรู้เพิ่มเติมได้จากอินเทอเน็ตครับ

วันที่ สามารถกำหนดความเป็นไปของชีวิตของเราได้
จริงๆหรือ ท่านผู้(ที่หลงมา)อ่านคิดเช่นนั้นหรือไม่?

ส่วนตัวผมเองแล้วผมมีความกังขากับเรื่องโชคชะตา
ราศี การทำนายทายทักอยู่เรื่อยมาตั้งแต่วัยเยาว์
แต่ก็ไม่วายหลงไปอ่านดวงประจำวันของไทยรัฐอยู่บ่อย
ครั้ง เมื่อระหว่างรออาหารกลางวันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวป้า
ข้างๆโรงกลึง สมัยฝึกงาน ปวช.

ผมคิดว่าการอยากรู้ถึงอนาคตของเราเป็นเรื่องที่เรา
เฝ้าใฝ่ฝันให้ตำหรับตำรา ผู้ดูดวงต่างๆบอกเล่าออกมา
ให้เราดีใจ เมื่อใจดี ใจสบาย ทุกอย่างก็ดำเนินไป
ไม่ค่อยจะติดขัด

และหากเกิดเหตุไม่สบายกายใจเมื่อใด
ก็วกเวียนไปขอคำแนะนำ หาวิธีการแก้เคล็ด แก้ดวง
ให้จิตละวางความทุกข์นั้นๆไป พอให้ชีวิตมีกำลังดำเนิน
ต่อไปได้อย่างมีความหวัง

แล้ววันที่ยี่สิบเก้านี้เกี่ยวอะไรกันว่ะ?
ท่าน(ที่อ่านมาถึงตรงนี้)อาจจะสงสัย...

แต่ผมไม่สงสัยเลยครับ สำหรับผู้อ่าน
ผมเชื่อว่าผู้ที่อ่านสิ่งที่ผมเขียนมาถึงตรงนี้ วันนี้ บรรทัด
นี้ได้ เป็นผู้ที่มีความคิดมากพอที่จะเข้าใจสารของผมที่
กำลังสื่อออกไป

ผมเชื่อว่าท่านก็กำลังคิดเหมือนผมว่าวันนี้ ก็เป็นวันๆหนึ่ง
ที่มนุษย์ในยุคหนึ่งๆ กำหนดให้มี ให้เป็นแบบนั้น
หาใช่โชคชะตา หรือ กำหนดบทชีวิตให้เป็นไป

ถึงตรงนี้แล้วผมก็ดันคิดไปถึงเพื่อนคนนึงครับ
สมัยมัธยมต้นที่สระบุรีวิทยาคม

วันนี้เป็นวันเกิดเขาครับ ผมจำชื่อจริงไม่ได้แล้ว
ชื่อเล่นน่าจะเป็น ดิ้ว
สุขสันต์วันเกิดสิบขวบนะครับ ดิ้ว สวัสดีครับ...


วันอังคารที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

สุขง่ายๆ




ระหว่างขับรถไปทำงานตามปกติ
เช้าวันนี้ที่สี่แยกไฟแดงบริเวณเขาแคน
(เขาแคน เป็นเขาที่มีแคนอันยักษ์ปักไว้สองเต้า
ใช้แทนเสาแขวนป้ายยินดีต้อนรับ “ประตูสู่อิสาน”
ต้อนรับผู้สัญจรที่ใช้เส้นทางผ่านมาจากทางจังหวัดสระบุรี
(เส้นเดิม) มุ่งหน้าไปจังหวัดนครราชสีมา ปัจจุบันมีอีก
เส้นตัดผ่านไปนครราชสีมาเราเรียกเส้น"เลี่ยงเมือง"
ไม่ต้องผ่านเข้ามาที่อำเภอปากช่อง )

ไฟสัญญาณจราจรแสดงสีแดงให้หยุดรอ
(หากสีเขียวอสดงให้ไปได้ หากสีเหลืองกระพริบ
แสดงว่าให้รีบเหยียบคันเร่ง หากสีแดงวินาทีแรกแสดง
ว่ายังตามคันหน้าไปได้อีกในกรณีรถค่อยๆไหลติดพันกันไป)

ผมจอดรถต่อท้ายรถกระบะที่บรรทุกข้าวของเครื่องมือ
ช่างและชายอายุราวสี่สิบห้า ในมือถือแก้วกาแฟร้อน
จากร้านสะดวกซื้อ
(ในระหว่างนั้นสองมือของชายคนนั้นโอบอุ้มแก้วไว้ดั่ง
อัญมณีที่ให้พลังความอบอุ่นในฤดูหนาว สองตาจ้องมอง
ไปที่แก้วใบนั้นพร้อมรอยยิ้มเปี่ยมสุข พลางยกจ่อริมฝีปาก
จิบหลับตาลิ้มรสด้วยความพึงพอใจอยู่หลายรอบ ส่งผล
ให้ผมที่จอดรถต่อท้ายแอบมองดูอยู่ภายในรถพลอยยิ้ม
ไปด้วยกับความสุขของเขา)

ผมจึงหยิบแก้วกาแฟร้อนของผมขึ้นมาจิบบ้าง
(ในใจก็พึงคิดว่ามันช่างต่างกันเหลือเกินหากเทียบกัน
ในเรื่องรสชาต กาแฟดำที่กลั่นมาจากเมล็ดกาแฟสด
บดใหม่ๆจากซองที่เพิ่งสั่งมาไม่เกินสัปดาห์ มีกรรม
วิธีมากมายตั้งแต่เด็ดมาจากต้น ก่อนจะนำไปคั่วอ่อน
กลาง เข้ม ตามแต่ผู้ผลิตจะรังสรรค์ออกมา ให้รสชาต
ร้อยแปดที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ซึ่งผู้ที่เสาะหามัน
เท่านั้น ที่จะเข้าใจ ในรส และมากกว่าครึ่งที่
พยายามหารสชาตที่ตนเองชอบก็หาต่อไปเรื่อยๆ)

พลางคิดในใจว่านานแค่ไหนแล้วที่ตัวผมเองนั้น
ไม่ได้หลับตาลิ้มรสของกาแฟอย่างจริงจังดั่งที่เห็นตรงหน้า
(มันเป็นความเคยชินของมนุษย์เราที่เมื่อทำอะไรเป็
ประจำแล้ว เราก็มักจะมองข้ามคุณค่าที่แท้จริงๆของมันไป
เรามักมองหาสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ บางครั้ง จนลืม
คุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ จนกว่าจะขาดมันไป)

ทำให้นึกถึงเพื่อนผมคนนึงที่เคยพูดให้ผมฟังว่าเมื่อตอน
ที่ผมกินกาแฟซองได้ว่า เขากลับไปกินกาแฟซองไม่ได้
หากจะให้กลับไปกินกาแฟสำเร็จรูป หรือ กาแฟตาม
ร้านสะดวกซื้อ ขอไม่กินดีกว่า
(ผมเข้าใจได้ในความหมายของเขานะครับ ด้วยความ
เป็นมนุษย์อีกเช่นกันที่ทำให้คนเราเลือกที่จะทำอะไร
และไม่ทำอะไร บางครั้งขีดจำกัดมันก็เป็นเราเองที่
สร้างมันขึ้นมา หาได้เป็นกฎเกณฑ์ตายตัวทางสังคมไม่
รสนิยม ไลฟ์สไตล์(รูปแบบการดำเนินชีวิต) ความเชื่อ
ความถือมั่น ว่าทุกๆอย่างต้องเป็นไปแบบนี้ แบบนั้น
เราเองต่างหากที่กำหนดสิ่งเหล่านั้นออกมาจากจิต
ผมเข้าใจความหมายของเขานะครับ แต่ไม่เป็นไร
วันไหนผมไม่มีกาแฟกิน กาแฟร้านสะดวกซื้อผมก็กินได้)

อืมมม
นึกได้ดั่งนั้นพลันเห็นรถคันหน้าขยับพอดี
ไฟเขียว ไปได้....

วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ความสำเร็จ

 



ผู้คนมากมายที่พบเจอสำหรับผมนั้น ต่างก็เป็นผู้ที่กำลัง
เดินทางไขว่คว้าสิ่งที่ตนนั้นต้องการอยู่แทบทุกคน

อันดับแรก คือ ผมไม่ได้เดินทางไปทางธรรมสักเท่า
ไหร่ อาจจะแค่ปีละครั้ง หรือน้อยกว่านั้น ที่เข้าวัดเข้าวา

เลยทำให้ส่วนใหญ่ของชีวิตที่พบเจอผู้คนก็มักจะเป็น
ปุถุชน คนทั่วไปเนี่ยแหละครับ ซึ่งคนทั่วไปก็ไม่ค่อยจะ
มีใครเค้าต้องการที่จะหลุดพ้นจากวังวนของกิเลสตัณหา
ความอยากได้อยากมีกันสักเท่าไหร่นัก

สอง ตัวผมเองก็กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานที่คิดว่าสักวัน
หนึ่ง มันจะทำให้ตัวเองนั้น พอมีกิน เหลือใช้ให้ชีวิตได้
สุขสบาย ซื้ออะไรก็พอทำได้อย่างที่ต้องการ

สังคมรอบกายก็ยังเป็นคนที่กำลังมุ่งมั่นอยู่กับการไขว่คว้า
เช่นเดียวกัน หาได้มีเพื่อนหรือสังคมที่ร่ำรวยหมื่นพันแสน
ล้านไม่

และ สาม ความต้องการ ความพอใจของแต่ละคนนั้น
แตกต่างกัน ที่มองเห็นแน่ๆคือ ทุกคนกำลังทำงานเพื่อ
ให้ได้ใช้ชีวิต อย่างที่ตนเองต้องการต่อไป

เกริ่นนำซะยาว ออกทะเลไปไกล เรียนกลับเข้ามา
เรื่องความสำเร็จกันครับ

ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับความคิดความเชื่อส่วนบุคคล
จริงๆครับ

บางคนคิดว่าทำอะไรชนะใครสักอย่างก็สำเร็จ
บางคนทำเงินได้อย่างมากมายจากธุรกิจก็สำเร็จ
บางคนคิดว่ามีงานทำ พอมีกินใช้ ดูลูกได้ก็สำเร็จ
ใช่ครับ ต่างคน ต่างความคิด ต่างความพอใจ

บางคนอ่อนน้อมต่อโลก ถ่อมตนต่อรอบข้าง
บางคนหยิ่งผยอง ข้านี่แหละเก่ง ทำเองทั้งหมด
อีกแหละครับ นิสัยแต่ละคนไม่เหมือนกัน

สำหรับผมหรอครับ ผมยังไม่เฉียดเข้าใกล้ความสำเร็จ
ที่ฝันไว้แม้แต่น้อย

ผมแค่ยิ้มให้กับปัญหาไปวันๆได้ก็ถือว่าบุญแล้วครับ

ขอให้ทุกท่านนิยามความสำเร็จของตัวเองแล้วเล็งมัน
ไว้ดีๆ อย่างให้คลาดสายตาครับ

ขอทิ้งท้ายอีกสักหน่อยครับ สำหรับคนที่หลงลืมตัวคิดว่า
ตนเองนั้นเก่งกาจเพียงผู้เดียว ไม่คิดว่าผู้คนรอบข้าง
มีความสำคัญ ไม่คิดว่าผู้เกี่ยวข้องทุกท่านนั่นแหละที่ช่วย
ให้ท่านประสบความสำเร็จ ก็อย่าชะล่าใจไปครับ
ชีวิตวัดกันยาวๆ ขึ้นได้ ลงให้เป็น

ฝากเพลงพี่ป้อม พี่โต๊ะ สักเพลงครับ

วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ความขัดแย้ง





 เป็นปกติของชีวิตมนุษย์อย่างเราๆที่ต้องพบเจอกับเรื่อง
ราวมากมายร้อยแปดในแต่ละวัน บางวันปกติ บางวัน
หนักหนาสาหัสแทบอาเจียน

ผมเองในวัยใกล้จะกลางคนก็เพิ่งผ่านอะไรมาแค่พอมี
เรื่องไว้ให้เรียนรู้ เป็นบทเรียนที่พลั้งเผลออยู่บ่อยๆ
และก็คิดว่ายังมีอีกมากมายเหลือคณานับซึ่งไม่รู้ว่ากว่า
จะหมดขัยสิ้นลมไปจะเรียนรู้ได้อีกมากน้อยเพียงใด

แต่สิ่งที่รู้คือ ผมไม่สามารถเรียนรู้ได้หมดเท่าที่ตัวอยาก
เรียนหรอกครับ มีอีกหลายสิ่งที่ไม่เคยได้พบประสบ
ด้วยตา และอีกหลายอย่างเช่นกันที่ไม่เคยรู้สึก ซึ่งก็ไม่
รู้ว่าชาติภพนี้จะได้เจอหรือเปล่า แต่ก็ไม่เป็นไร

ที่แน่ๆก็คือ เราต้องเจอปัญหาอีกมากมายในชีวิต...

หนึ่งในนั้นคือความขัดแย้งกับความสัมพันธ์รอบกาย..
ไม่ว่าทางใดเราก็ไม่มีทางหลีกหนีมันไปได้อย่างแน่แท้
ในเมื่อทุกๆวันเราต้องออกไปจากห้องนอนเพื่อไปดำเนิน
ชีวิต ไปดำเนินกิจกรรมที่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนอยู่
มันไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้เลยว่าเราจะไม่เจอความ
ขัดแย้งกับผู้คนเหล่านั้น

ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน การไม่ยอมพูดกันตรงๆแต่กลับ
เอาไปพูดลับหลังให้เสียหาย การต่อว่าด่าทอที่ไม่เกิด
ประโยชน์ การใช้อารมณ์ฯลฯ มีแต่สร้างความขัดแย้ง
ความไม่ลงรอยให้เกิดขึ้นกับชีวิต

บทความที่ผมได้อ่านมากมายต่างชี้ไปที่ความสัมพันธ์ว่า
คือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต ผู้คนมากมายเสียดายความ
สัมพันธ์ที่แย่ ความสัมพันธ์กับเพื่อนที่ไม่เข้าใจ กับคนรัก
ที่เราไม่ยอมแม้แต่จะเปิดใจคุยกันตรงๆ
มันเป็นความรู้สึกเมื่อสายไปแล้ว และมันก็เป็นสิ่งที่สุขที่
สุดเช่นกันเมื่อมันเป็นความสัมพันธ์ที่ดี

ผมเชื่อว่าเราทุกคนก็ไม่ได้ชอบความขัดแย้ง
ผมก็ไม่ได้ชอบครับ สิ่งไหนเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง
หากจะโต้เถียง ก็จะขอใช้เวลาในการคิดนานหน่อย
นานจนคิดว่าเถียงไม่ออกเลยทีเดียว

หากเป็นไปได้ ผมก็ไม่ขอที่จะขัดแย้งกับใคร หากมีแรง
พอที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจได้ก็จะทำ หากอีกฝ่าย
ยังเอาแต่อารมณ์ ก็คงจะหยุดไว้ก่อน เย็นเมื่อไหร่ค่อย
ว่ากัน จะกี่วัน เดือนปีก็ตามแต่ แต่อยากให้ขจัดความ
ขัดแย้งที่มีอยู่ให้หมดไป อย่าให้ค้างคา

ความขัดแย้งบ่อนทำลายความสุขของเราหากเราเอามัน
มาบีบไว้ดั่งก้อนหินก้อนนั้นที่ดั่งที่ โรส ศิรินทิพย์ ได้ขับขาน
ไว้

วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

สามนาที

 สามนาที...

หากเราจะบอกว่าสามนาทีนั้นสั้นเกินไปสำหรับการ
กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็คงจะจริงอย่างที่หมายถึง

แต่สำหรับบางอย่าง ไม่ต้องถึงสามนาทีก็เพียงพอ
มากแล้วสำหรับการได้ทำสิ่งนั้นๆ

สามนาทีอาจจะไม่พอให้ผมเขียนอะไรดีๆออกมาให้
เป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้อ่านได้

บางสามนาทีนาทีอาจะยาวนานมากสำหรับการได้
กอดและมอบความรักกับคนที่เรารู้สึกและต้องการ
จะทำแบบนั้นจริงๆ

สามนาทีของเราไม่เท่ากัน
(หมดเวลาสามนาที)

วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ความไวเทคฯ



ยุคสมัยที่เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
สังคมเราสามารถใช้อินเทอร์เน็ตจากโทรศัพท์มือถือ
ได้อย่างคล่องแคล่วกว่าแต่ก่อนมากแล้ว แม้แต่พ่อแม่
ของผมเอง ก็เลือกรายการวิดีโอในยูปได้อย่างง่าย
ดาย

ฟู้ดดิลิเวอรี่ทำให้ผู้รับจ้างส่งของด้วยมอเตอร์ไซค์'
แม่นยำกับตำแหน่งมากขึ้นด้วยจีพีเอสบนแผนที่

การคุยติดต่อผ่านแชทแอพพลิเคชั่นสั่งซื้อของและจ่าย
เงินได้โดยไม่ต้องพบหน้า และ เห็นสินค้าก่อนได้

เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของเหล่าไป
เปลี่ยนไปหลายอย่างจนเราแทบจำพฤติกรรมเดิมๆ
ของเราไม่ได้ว่า เมื่อก่อนเราทำอย่างไร

ในทุกๆเรื่องย่อมมีทั้งเรื่องที่ดี และ ไม่ดีปะปนกัน
มากบ้างน้อยบ้าง แต่มองโดยรวมแล้ว เทคฯทำให้
หลายๆอย่างมันดีขึ้น ง่ายขึ้น ประหยัดเวลามากขึ้น

ผมก็เป็นคนๆหนึ่งที่ผ่านชีวิตแบบโลวเทคฯมาในวัยเด็ก
พอเริ่มโตพอก็เติบโตมาพร้อมๆกับเทคฯที่กำลังเริ่ม
เติบโต พัฒนามาด้วยกัน หากแต่มองวันนี้แล้ว
ผมหยุดโต และกำลังเสื่อมถอยทางกายภาพเสียด้วยซ้ำ
แต่เจ้าเพื่อนเทคฯของเรากลับไม่เป็นเช่นนั้น

เทคฯดีขึ้น มีอะไรใหม่ๆออกมามากมายจนผม
หลุดออกนอกวงโคจรที่จะได้ใช้งานให้สนุกสนาน หรือ
เอามาเป็นตัวช่วยในการทำงานให้เปี่ยมประสิทธิภาพ
เทคฯไปไกลมากจนยากที่จะจินตนาการว่ามากเท่าไหร่
ความรู้ที่มีวันนี้ใช้กับพรุ่งนี้ได้ยากยิ่ง

เอาจริงๆก็เป็นปัญหาแน่ๆหากผมต้องการที่จะพัฒนา
อาชีพการงาน แต่มันก็ยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่ม

เทคฯไวจนคนส่วนใหญ่ยังตามไม่ทัน เราปรับตัวกัน
ช้า เป็นแบบนี้เรื่อยมาหลายสมัย จะข้อให้เทคฯช้าลง
คงเป็นไปไม่ได้ แต่พฤติกรรมของพวกเราจะคอยบอก
เอง ว่าเราจะอยู่กับเทคฯอย่างไร

วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ความมุ่งมั่นของโย(หก)

 เส้นเลือดใหญ่ของธุรกิจ คือ กระแสเงินสด

มันแทบที่จะเป็นไปไม่ได้เลยในการลงทุนทางธุรกิจ
ที่ใช้เงินสดเพียงน้อยนิด

ยิ่งคิดใหญ่ ฝันใหญ่ เงินลงทุนก็ต้องยิ่งมากตาม
คนที่มีเงินน้อยก็ทำอะไรของตัวเองได้เท่าที่มี
เอาจริงๆเท่าที่ผ่านมาในการลงทุนของผมก็แทบ
จะเป็นแบบนั้นทั้งหมด และ ความเสี่ยงของการลง
ทุนที่มาก ก็เสี่ยงมากเช่นกัน หากเกิดเหตุการณ์ที่
เราไม่ได้คาดฝันขึ้นมา

ที่มาที่ไปของเงินลงทุนครั้งนี้ของโยเองก็ต้องนำ
ทรัพย์สินที่มีแทบทั้งหมด ขายออกให้เป็นเงินสด
แม้ว่าจะต้องขายขาดทุนในราคาต่ำกว่าท้องตลาด
ก็ตาม อย่างดูคาติ หนึ่งหนึ่งเก้าเก้า ลูกรักที่มักจะ
พาเขาเดินทางไปๆมาอยู่หลายปี ก็ขายไปเพียงแสน
ห้าเท่านั้น

ทั้งหมดเพื่อทำทุน เพื่อทำรายการเดินบัญชี เพื่อเงิน
ทุนก้อนใหญ่กว่าจาก ธนาคาร เพื่อ "เกมส์ใหญ่"
ที่ต้องเสี่ยง

ระหว่างนั้น ปลาทู กับ อาหารทะเลแช่แข็งก็ร่วม
เดินทางไปพร้อมๆกับเขา ระหว่างที่รอรายการ
เดินบัญชีให้รู้ว่าตนนั้น หมุนเงินต่อเดือนมากน้อย
เพียงใด เป็นจังหวะเวลาที่ต้องใช้ความอดทน
เป็นอย่างมาก หากเราอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น
ก็คงต้องอึดอัด ดั่งการย่ำอยู่กับที่ ทั้งๆที่มีเป้าหมาย
อยู่ แต่ดันเดินไปหาไม่ได้ ติดขัด อัดอั้น

เป็นจังหวะเวลาที่ต้องใช้ความอดทนมาพิสูจน์ว่า
เรานั้นมีใจที่ทรหดเพียงใด เป็นช่วงที่หลายๆคน
ล้มเลิกไปกลางทาง ดั่งนักขุดทองที่แบกเครื่องมือ
กลับ ซึ่งหากขุดไปอีกแค่ไม่กี่เมตรก็อยาจจะพบกอง
ทองมโหฬารดั่งภาพที่เรามักจะเห็นอยู่บ่อยๆ

ใจต้องนิ่ง ไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งรบเร้าที่จะทำให้เรา
ไขว้เขวออกไปจากเป้าหมายที่วาดไว้ ไม่งั้นผมเอง
ก็คิดว่ายากที่จะประสบความสำเร็จได้

กว่าเงินกู้ก้อนแรกของเขาจะออกมาเพื่อดำเนินงาน
ให้ใหญ่โตขึ้น ก็ใช้เวลานานอยู่พอสมควร ไม่มีอะไร
ได้มาง่ายๆ ผมเชื่อแบบนั้น

หากสิ่งใดได้มาด้วยความตั้งใจของเรา ได้มาด้วย
ความมานะอดทน ด้วยการบากบั่น สิ่งนั้นมักจะมีค่า
สำหรับเราเสมอ และจะไม่ทอดทิ้งมันไปง่ายๆด้วย
เช่นกัน ต่างกับคนที่ได้อะไรมาง่ายๆ ก็มักจะเสีย
สิ่งเหล่านั้นไปง่ายๆเช่นกัน

(ตัดตอน)

วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ความมุ่งมั่นของโย(ห้า)

 เข้าสู่ธุรกิจอาหารแช่แข็ง

หลังจากที่ได้แรงบันดาลใจจากสาวเจ้าของโรงปลาทู
มาเป็นแรงผลักดันตัวเองแล้ว โยได้มองลู่ทางการหา
รายได้เพิ่มอีกทางหนึ่งจากการขายอาหารทะเลแช่แข็ง

เนื่องจากปลาทูนึ่งต้องมีขั้นตอนมากมายกว่าจะถึงลูกค้า
ของเขาได้ ใช้เวลานานเกินไป ผลตอบแทนต่ำกว่า
ที่เขาได้คาดหวัง อาหารทะเลแช่แข็งจึงเป็นคำตอบที่
ดีกว่า

ปัญหาติดตรงที่ว่าจะเอาไปขายใคร?

จากบีทูซี ไป บีทูบี..
ในเมื่อสระน้ำที่หากินอยู่มันเล็กเกินไปก็ลองเปลี่ยนสระ
ใหม่ เปลี่ยนมันให้ใหญ่ขึ้น ปริมาณมากขึ้น

โยเริ่มมองช่องทางการขายอาหารแช่แข็งที่เขาได้
เห็นที่มา ที่กักเก็บแล้ว เท่ากับมีของที่รอให้ไปซื้อมา
ขาย แต่การจะขายให้ได้นั้นก็ต้องไปวิ่งหาลูกค้ามากำ
รอในมือไว้เสียก่อน จากนั้นค่อยวิ่งรถ ลากอาหารมา
ส่งก่อนที่ร้านขายปลีก ร้านบุฟเฟ่ อาหารทะเลจะเปิด
ทำการเตรียมอาหารขาย เท่ากับว่า เวลาชีวิตถูกบีบ
ให้เริ่มทำการตั้งแต่สองนาฬิกา

"แล้วมึงไปติดต่อยังไงว่ะ"ผมถามด้วยความสงสัย
นิดหน่อยหลังจากได้ฟังกิตติศัพท์ความบ้าบิ่นในวิธีเจาะ
ฐานลูกค้าแบบจู่โจม แจกแถมตัวเลือกที่ดีกว่า ไม่ง่าย
เหมือนโทรขายตรง เพราะต้องเข้าไปหาซึ่งๆหน้า

ความมึนเมาสร้างความเพลิดเพลินได้ฉันท์ใด
หมู่มิตรในยามนี้ก็สร้างความสุขได้ฉันท์นั้น

เมื่อเวลาพ้นผ่านไปเรื่อยตามการเดินของมัน แต่ความ
รู้สึกของเรามักจะไม่เป็นเช่นนั้น ยิ่งดึกค่ำมากเพียงไร
หมู่มิตรที่วนเวียนมาทักทายก็มากขึ้นตามเช่นกัน
บทสนทนาที่โปรยปรายอยู่ท่ามกลางดงขวดแก้วก็ออกรส
ใบหน้าทุกคนเบ่งบานไปด้วยรอยยิ้ม ชุ่มช้ำด้วยความสุข
ที่ต่างคนต่างคุ้นเคย

(ตัดตอน)

วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

วันขอบคุณ




    ด้วยความที่อาชีพที่ผมกำลังประกอบอยู่ทุกวันนี้
ที่ผู้คนทั่วไปเรียกว่า ผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งต้องใช้
เวลาแต่ละวันไปกับการเดินทาง ไปตามสถานที่
ก่อสร้างต่างๆเป็นประจำ แทบทุกวัน แล้วบางวันก็
ต้องเดินทางไปไกลบ้านบ้าง ทำให้ต้องฝากท้อง
ฝากกายไว้กับร้านอาหารต่างพื้นที่ทที่ถึงเวลากินตอน
ไหน ก็หาเติมพลังเอาแถวๆนั้น


ไม่ต่างกับวันนี้ กับงานซ่อมแซมฝ้าเพดาน ซึ่งอยู่ใน

ระยะเวลารับประกันผลงาน

ตอนแรกคาดไว้ว่าจะเสร็จงานจากที่นี่ก่อนเที่ยง

แล้วเดินทางกลับไปหาอะไรกินแถวๆบ้านเช่นทุกวัน

แต่ทุกอย่างๆไม่สมควรเป็นไปตามคาดเสมอ

อย่างที่สิ่งที่แน่นอนของชีวิตเราคือ "ความไม่แน่นอน"


มื้อเที่ยงของวันนี้จึงกลายเป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ

ริมถนน เว้นระยะห่างด้วยคันคลองระบายน้ำท่ามกลาง

กลุ่มต้นสักวัยละอ่อน ซึ่งสามารถนำรถยนต์มาจอดใต้ร่ม

เงาได้พอประมาณ


หลังจากเดินลงจากรถ ผมสังเกตุด้านบนหลังคาของร้าน

มีป้ายเขียนไว้ว่า ผัดไท สุกี้ อาหารตามสั่ง ก้มหน้ามอง

ทางเดินเข้ามาในร้าน และได้พบกับพี่เจ้าของร้านเดิน

ตรงมารับบริการสอบถามความอยาก ความหิว ว่ามื้อนี้

ต้องการอาหารแบบไหนไประงับอาการ


ซึ่งเอาจริงๆเวลาคิดว่าจะกินอะไรวันๆหนึ่งเป็นสิ่งที่สร้าง

ความลำบากใจให้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นข้าวเช้า กลางวัน

เย็น หากไม่เชื่อลองไปถามแม่บ้านที่ทำกับข้าวดูสิครับ

ว่าวันนี้ทำอะไรกิน..

ดังนั้น ผมจึงตัดภาระของสมองออกด้วยการสั่ง ผัดไท

ซึ่งอ้างอิงจากป้ายด้านบน คิดเอาเองว่าคงเป็นของชูโรง

ของทางร้านกระมัง


ระหว่างนั้นก็เมียงมองหาที่นั่งแล้วเดินไปวางกระเป๋า

สัมภาระ พี่สาวเจ้าของร้านก็หยิบแก้วใส่น้ำแข็งยื่นให้

ระหว่างที่ผมเดินไปหยิบน้ำขวดออกจากตู้แช่


ไม่นานเกินรอ อาหารเดินทางมาถึงพร้อมเครื่องเคียง

ซึ่งบอกตรงๆเลยว่า ผมไม่ใช่นักชิม นักกินอาหาร นักวิจารณ์

และไม่ค่อยมี หรือ ไม่เคยได้ศึกษาหาความรู้เรื่อง อาหาร

การกินมาก่อน


ถ้าพอจะทำอะไรกินเองได้ ก็คงไม่พ้น ทอดไข่ กับ ผัด

กระเพราะหมู แต่ครั้งน้ีผมตั้งใจที่จะพยายามใช้สมาธิเปิด

สัมผัสต่างๆระหว่างทาน มีสติระหว่างกิน ใช้ความรู้สึก

ของฟัน ลิ้น รับรสชาตอาหารด้วยสติ ก่อนที่จะกลืนลงไป


แรกเริ่มผมได้พบว่า หน้าตาอาหารที่พี่สาวตั้งใจทำมาให้

นั้นถูกตบแต่งหน้าตามาเป็นอย่างดี ไม่ต่างอะไรกับร้าน

อาหารที่อยู่ตามศูนย์การค้าต่างๆเลย ซึ่งอันที่จริงตำแหน่ง

ที่ตั้งตรงนี้ห่างจากตัวอำเภอราวๆยี่สิบ กมมองรอบข้าง

แล้วถือว่าเป็นเขตชนบทเลยทีเดียว พื้นที่บริเวณนี้เป็นเขต

รอยต่อระหว่าง .ปากช่อง .นครราชสีมา กับเขต

.มวกเหล็ก .สระบุรี ไม่ใกล้ และ ไม่ไกล


ผมลองตักถั่วบดเข้าปากก่อนที่จะคลุกเคล้าซึ่งให้กลิ่นหอม

และยังคงความกรอบ รสชาตของเส้นก็ถือว่าอยู่ในระดับ

เกณฑ์ดี ไม่เละ ไม่แข็ง นุ่มเท่ากันทั้งจาน

มะนาวสดครึ่งลูกให้น้ำได้ทั่วจาน ไม่เหมือนมะนาวข้างบ้าน

ที่ปลูกมานาน จนเพิ่งรู้สายพันธ์แท้ๆว่ามาจาก "ดูไบ"

ทานไปเรื่อยจนเพลิน แล้วคิดว่าทำไมเยอะจัง กินจนแทบอิ่ม

แล้วก็ยังไม่เกลี้ยงจานเสียที


พอกินไปจนอิ่มแล้วก็ขอขอบพระคุณพี่สาวเจ้าของร้านที่มอบ

บทเรียนที่ดีให้ผมได้คิด สำหรับการลงมือทำสิ่งที่มีคุณภาพอยู่

เสมอ ไม่ว่าสิ่งๆนั้นอยู่แห่งหน ตำบลใด ห่างไกลความ

ศิวิไลซ์เพียงไหน ผู้ที่เห็นคุณค่า ย่อมมองเห็นคุณค่าและ

ความตั้งใจอยู่เสมอ


ไม่ว่าอย่างไร ความตั้งใจ จะมองได้จากงานของเรา

ผมไม่ได้บอกว่ารัานอาหารที่ผมทานร้านนี้อร่อยที่สุดเท่าที่

เคยทานมา แต่เพราะด้วยความชอบส่วนตัว จึงแค่อยาก

เขียนอะไรดีๆออกมา


เพราะคิดว่า อะไรที่ คิด พูด ทำ ให้มันดีไม่ได้ ก็อย่าไป

มัวเสียเวลา ส่วนอะไรที่สามารถ คิด พูด ทำ แล้วมันเกิด

ผลดีได้ ก็จะลงมือ


ท้ายนี้ก็ขอฝากชี้ช่องเชิญชวนผู้ที่หลงมาอ่านโดยตั้งใจ หรือ

ไม่ตั้งใจก็ตาม หากฟ้าดินบันดาลให้ท่านได้ผ่านมาอ่าน และ

ซ้ำยังได้ผ่านมาละแวกนี้ก็จะรวบกวนมาช่วยทานเมนูอื่นๆ

แล้วค่อยกระซิบบอกกันทีหลังหน่อยว่า อาหารเป็นอย่างไร

พื้นที่แถวนี้ก็ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวอะไร แต่สามารถผ่านไป

ดูกังหันที่ห้วยบงได้ ผ่านไปชัยภูมิได้ ผ่านไปบ้านนักเขียน

ซีไรต์ที่ผมชื่นชอบได้



ขอบพระคุณที่หลงทาง