วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2567

ส่งท้ายเดือน6

ผมคิดว่า ลึกๆแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ ก็อยากจะ
มีเงินทองจนสนองความต้องการของตัวเองได้
ในระดับหนึ่ง ไม่มากก็น้อยแหละครับ

ใครๆก็อยากจะมีชีวิตที่ดี
แล้วชีวิตที่ดีของแต่ละคนก็มีนิยามแตกต่างกัน
ออกไป

ประเด็นคือว่า เราจะทำยังไง ที่จะพาตัวเองไป
ยังจุดๆนั้น ที่เราคิดว่าดี หรือ อยากไปได้หล่ะครับ

ตอบตามตรงว่าผมเองก็ไม่รู้ครับ….

แต่สิ่งหนึ่งที่รู้ คือ เก็บเกี่ยวประสบการณ์
สั่งสมความรู้ ฝึกความสามารถ
พบปะผู้คนให้มากมาย เพื่อฟังหลากหลาย
ความคิด

แล้วสิ่งที่ลืมไม่ได้ ซึ่งสำคัญมากก็คือ 
การรู้ตัวว่า เรากำลังทำอะไร
เรากำลังทำสิ่งที่ตอบโจทย์ทั้งหมดที่ว่ามา
หรือไม่?

การจดบันทึกเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เรา
ไม่หลงลืมอะไรบางอย่างไป

ทุกอย่างในชีวิต คือ สิ่งสวยงาม
หากเรามองมันในแง่มุมที่ดี


ผู้(ยิ่ง)ใหญ่

 

    หากจะนับความเป็นผู้ใหญ่สำหรับผมแล้ว
มันคือการเอาความรู้ทั้งหลายที่สั่งสม ที่ผ่านๆมา
เอามาหลอมรวมเป็นคำสอน เป็นการกระทำ
ส่งต่อให้คนรุ่นหลังๆ เอาพฤติกรรม เอาความ
สร้างสรรค์ที่อยากจะดำเนินต่อไป
    ทำเป็นแบบอย่างให้ผู้ที่เยาว์กว่า ผู้ที่มีความรู้
น้อยกว่า ผู้ที่มีโอกาสน้อยกว่า ได้เรียนรู้เป็นทางลัด
เอาไว้ดำเนินรอยตาม

    ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์นั้นเรียนรู้ได้ดี คือ
การที่คนๆนั้นได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง

    ไม่ว่าเรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
แต่คนเรานั้นไม่ก็ไม่เหมือนกัน..
บางคนเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว บางคนไม่เป็นแบบนั้น
บางคนหากเจอประสบการณ์เลวร้าย
ก็กลับกลายเป็นกลัว ไม่กล้าทำอะไรแบบนั้นอีกเลย

    เมื่อเราโตขึ้น...
ใช่ว่าเราจะเป็นผู้ใหญ่เลยตามความคิดตอนที่เราเป็น
เด็กมองผู้ใหญ่
บางคนยังคงมีความเป็นเด็กในร่างกายที่มีอายุเยอะ
เพียงแค่นั้น ยังคงมีความเอาแต่ใจ คิดถึงแต่ตัวเอง
ไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น แม้แต่กับครอบครัว

หากเราไม่เอาเพียงความต้องการของตนเป็นที่ตั้ง
หากเราคิดถึงผู้อื่นด้วย
หากเรามองถึงความยั่งยืนของสิ่งต่างๆ
หากเราใส่ใจต่อสรรพสัตว์ สิ่งแวดล้อม

เมื่อนั้นผมอาจจะเรียกได้ว่าเป็นผู้(ยิ่ง)ใหญ่แล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2567

สวมรองเท้าคนอื่น

 



    ผมไม่ได้หมายความว่าเราต้องไปสวมใส่
รองเท้าผู้อื่นจริงๆหรอกนะครับ
    มันเป็นคำเปรียบเปรยที่นำมาใช้กัน ให้เนื้อ
ความประมาณว่า

เราไม่รู้หรอก ว่าคนอื่นเค้ามีชีวิตอย่างไร แล้ว
เพราะอะไรจึงทำแบบนี้ เป็นแบบนี้ แสดงกิริยา
อาการแบบนี้...
ถ้าหากอยากรู้,เข้าใจ ก็ให้ลองไปใส่รองเท้าของ
เขาดู..ก็คือ
ไปใช้ชีวิต,ไปเป็นแบบเขาแล้วจะเข้าใจว่าทำไม.

    จุดประสงค์ที่ทำให้คิดแบบนี้ก็เพราะว่า
ไม่อยากให้เรารีบไปตัดสินคนอื่นว่าทำแบบนู้นไม่ดี
แบบนี้ไม่ถูก ไม่ได้เรื่องได้ราว

    มนุษย์เรามีความแตกต่างกันครับ
พื้นฐานชีวิต พื้นฐานความคิด ความเอาใจใส่
ต่อตัวเอง ต่อครอบครัว ต่อสังคม ไม่เหมือนกันเลย

    แล้วจะให้เขาทำให้ถูกใจเราไปซะทุกเรื่อง
ก็คงจะเป็นไปได้ยาก จริงไหมครับ
เข้าใจเขาหน่อย แล้วจะโมโหเขาน้อยลง

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2567

คือ ความเข้าใจในอารมณ์

 


    หากวันหนึ่งสิ่งที่รักได้จากไป
แน่นอนว่าเราเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึก ย่อมเสียใจ
ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา จะให้ร้องไห้คร่ำครวญ
สำหรับผมมันก็นานมากแล้วสำหรับเรื่องเหล่านี้
ที่จะหลั่งน้ำตาออกมา

    ไม่ใช่ว่าเสียใจไม่เป็นนะครับ เพียงแค่เข้าใจ
มากกว่า เข้าใจความเป็นไป เข้าใจอารมณ์
เข้าใจมากขี้นกว่าแต่ก่อนนิดนึง

    ผมยังรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้อย่างหวัง
ผมยังรู้สึกโมโหทุกครั้งที่ไม่พอใจ
ผมดีใจ ลิงโลดไปกับความสุขเป็นปกติ
เพียงแค่ความรู้สึกเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้ไม่นาน
ก็จะกลับมาสู่ภาวะปกติ มองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา

    เสียใจของผมจึงไม่จำเป็นต้องร้องไห้
เวลาดีใจก็ไม่ได้กระโดดโลดเต้นอย่างแต่ก่อน
ความสุข ความทุกข์เกิดขึ้นเสมอ เมื่อเราเห็นมัน
รับรู้มัน เข้าใจมัน

    วันหนึ่ง หากคนในครอบครัวจากไป
ก็คงเสียใจ และคงไม่ฟูมฟาย

    วันหนึ่งหากถูกหวยหกสิบล้าน ก็คงดีใจ แต่ก็
คงไม่ปิดหมู่บ้านเลี้ยงฉลองอะไร

    มันเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจความรู้สึกตัวเอง
แต่ก็สามารถฝึกฝนได้ ผมเชื่อแบบนั้น

R.I.P กระต่าย

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567

กล้องฟิลม ไม้ด่าง และอาร์ตทอย

 



    จะว่าไปแล้ว....
ผมก็เป็นคนประเภทไม่ชอบอินเทรนด์สักเท่าไหร่
ไม่ใช่ว่าไม่อยากนะครับ เพียงแค่เมื่อตอนเด็กๆนั้น
ไม่ได้มีเงินมากมายที่พ่อแม่จะรังสรรค์ให้และตัวเอง
ก็ไม่มีปัญญามากพอจะหาเงินมาซื้อข้าวของที่มัน
อินเทนรด์ตามสังคมไปกับเขาได้ เลยทำให้ติดนิสัย
แบบนั้นมาตลอด (ไม่ซื้อของที่ไม่เหมาะกับเรา)

    ทุกวันนี้พอมองย้อนกลับไปในหลายๆอย่างที่ผ่าน
มา ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่งครับ

    อันดับแรกเลยคือ ไม่เสียเงินไปกับสิ่งฟุ่มเฟือย
ที่ตัวเองไม่ได้ต้องการจริงๆ เพียงแค่ทำตามสังคมไป
สักวันหนึ่ง ข้าวของพวกนั้นก็กองเก็บไว้อยู่ที่บ้าน
ไม่ได้เอาออกมาใช้งานตามความต้องการจริงๆของ
เรา รอแปลงร่างกลายเป็นขยะในสักวัน หรือ
โชดดีหน่อย อาจจะขายเป็นของมือสองได้ หากตลาด
ยังพอจะมีความต้องการ

    สอง ทำให้มองทุกๆอย่างหมุนเวียนเปลี่ยนไป
เป็นวงจร ไม่มีอะไรขึ้นตลอดไปและไม่มีอะไรลง
ตลอดกาล
    ไม้ด่างเคยซื้อกันต้นเป็นแสนเป็นล้าน ทุกวันนี้ก็
เงียบหายไป
    ราคาฟิลมที่เคยๆถ่ายกับกล้องยุคก่อนดิจิตอลก็
แพงขึ้น เพียงเพราะว่ามันติดเทรนด์ โดดขึ้นไปกว่า
เท่าตัว จนทำให้หลายๆคนหยุดชะงักการถ่ายรูปโดย
ฟิลมไปโดยปริยาย
    หันกลับมากดกล้องจากโทรศัพท์ ฉับๆๆ ไม่ต้อง
คิดอะไรให้เปลืองสมองก่อนกดถ่าย ค่าใช้จ่ายในการ
คิดน้อยลงไป ทำให้ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องกลั่น
กรองพิจารณาว่าภาพแต่ละภาพจะออกมาหน้าตาเป็น
ยังไง องค์ประกอบได้หรือไม่ ไม่ต้องทำแล้วครับ
เอไอทำได้ดีกว่าตั้งเยอะแยะ เอาไว้ดูถูกฝีมือตัวเอง
ไม่ต้องพัฒนาความสามารถอะไรมากมาย

    ลามไปถึงอาร์ตทอย ป็อปมาร์ท ของสวยงาม
ต่างๆ มองไปแล้วก็น่ารักดีนะครับ หยิบจับมาสังเกตุ
คุณภาพงาน ถือว่าเป็นงานขั้นละเอียดมาก
และราคาก็แพงมากเช่นกัน
    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่ความพอใจของผู้ซื้อ ผมมิได้
เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไร เหมือนกับไม้ด่างต้นละล้าน

    ขอเพียงเป็นผู้สังเกตุการณ์ เฝ้าดูความต้องการ
ของตน หายใจเข้าออก รับรู้ได้ ชีวิตเราต้องการ
อะไรจริงๆ เรา FOMO ไหม หรือ อะไร?
    แค่นี้ผมก็ถือว่าดีแล้วครับ...

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567

ตับ

 



นานมาแล้ว เคยดอด ลองกินตับ
สุดจะรับ เฝื่อนเหม็น กลืนบ่ไหว

ผ่านมาอีก Test อีก เผื่อผ่านไป
แต่ยังไง ก็สุด จะฝืนทน

'Till the day have lunch ด้วยก๋วยเตี๋ยว
ขอลองเคี้ยว ลองตับ อีกสักหน

If i ผ่าน มันได้ แซบกมล
กลายเป็นคน ชอบตับ ตับตับเอย

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567

xDIYx.เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ

 



    กลับมาเรื่องของช่างอีกเช่นเคยครับ
แม้จะไม่เคยสถาปนาตัวเองว่าเป็นช่างอะไร
นอกจากแม่-งแล้ว
แต่ผมเองก็ยังคงมีความสนุกสนานเวลาที่ได้แก้ไข
ระบบกลไกการทำงานต่างๆโดยไม่มีมนุษย์มาคอย
ข้องเกี่ยว

    เหตุคงไม่ต้องสืบหากติดตามอ่านมานาน
คงพอรู้..แต่ถ้าโชคดีได้เจอครั้งแรกก็ต้องบอกแค่ว่า
ผมเป็นคนอินโทรเวิร์ทก็พอ

    ล่าสุดก็ได้รับแจ้งเหตุจากผู้ดูแลและผู้ใช้งาน
ของเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญที่ตั้งไว้รับบริการอยู่
หน้าห้องแถว
    ความว่า เครื่องมันกินเหรียญ หยอดเหรียญ
แล้วตัวกล่องนับเหรียญบ้าง ไม่นับบ้าง จึงหาเวลา
ว่างเว้นจากหน้าที่ต่างๆเข้าทำการตรวจสอบปัญหา

    ราวๆสามทุ่มกว่าแล้วจึงหยิบจับกระป๋องดำคัน
น้อย(Vespa 150 ie3v) แล่นออกจากบ้านไป
ร้านสะดวกซื้อ เพื่อเตรียมตัวช่วยในการทำงาน
ไม่ให้คอแห้งระหว่างปฎิบัติหน้าที่
หยิบจับเครื่องดื่มกลับมาได้แล้วก็เข้าหน้างานที่ได้รับ
แจ้งเหตุดังกล่าวทันที

    เบื้องต้นตรอจสอบที่เกิดเหตุพบเครื่องซักผ้า
ยี่ห้อ LG ขนาด 16 กก. ถูกติดตั้งกล่องหยอด
เหรียญไว้ด้านซ้ายของตัวเครื่อง
คิดค่าบริการครั้งละ 40 บาท
ซึ่งแปะป้ายแบบสติกเกอร์ไว้่ที่ด้านหน้าของเครื่อง

    ปลั๊กไฟของเครื่องขณะนั้นถูกถอดออกเพื่อมิให้
ใช้งานได้
    จึงทำการเปิดห้องแถวที่อยู่ใกล้กับบริเวณนั้นซึ่ง
ใช้เป็นห้องเก็บของเอากุญแจไขตู้ที่เก็บไว้ด้านในออก
มาเปิดตู้ดูเพื่อหาสาเหตุ

    เมื่อทำการไขชุดหยอดเหรียญออกมาแล้วก็พบว่า
อุปกรณ์ตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่คล้ายๆกับเป็นโครงเพื่อยึดชิ้น
ส่วนต่างๆ คล้ายๆกับโครงรถที่ทำหน้าที่ยึดชิ้นส่วนเข้า
ด้วยกัน เกิดแตกหักเสียหาย ประเมินด้วยสายตาแล้ว
คาดว่าน่าจะเป็นที่จุดนี้เพียงจุดเดียวที่เป็นต้นเหตุ
    และยังพบอีกว่า เจ้าชิ้นส่วนนี้ ได้เคยได้รับการ
ซ่อมแซมจากการแตกหักมาแล้วด้วย
    เนื่องจากพบเห็นรอยกาวซิลิโคนร้อน แปะชิ้น
ส่วนที่แตกหัก ยึดเข้าด้วยกันไว้ แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำ
ให้มันใช้การได้คงทนเหมือนกับโครงที่เป็นของเดิมแท้ๆ
จึงแตกหักออกจากกันอีก

    คาดเดาสาเหตุ อาจเกิดจากการกระแทก หรือ
การพยายามงัดแงะ โดยใช้ของแข็งสอดเข้าไปในช่อง
ทำให้เกิดแรงดันที่มากพอจะทำให้โครงพลาสติกนั้น
แตกหัก

    วิเคราะห์ดังนี้แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ในห้องเก็บของยัง
พอมีอะไหล่ของเครื่องเก่าอยู่อีกสองชุด
จึงได้ลองถอดออกมาเทียบกันดู รูปแบบ จุดยึดต่างๆ
    พบว่าเหมือนกันเกือบทั้งหมด แตกต่างกันก็แค่เพียง
เนื้อของพลาสติคที่ดูแล้ว แตกต่างกัน
ของที่แตกหักดูเงา รอยหล่อเป็นริ้วๆสเปะสปะ
ส่วนอะไหล่เก่า เนื้อพลาสติคนั้นออกด้าน เรียบ
สมำ่เสมอ
    เทียบเคียงแล้วก็ทำการชำแหละ เปลี่ยนไส้ในกัน
เนื่องจากดูแผงวงจรแล้วเป็นคนละรุ่น
ไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ ปลั๊กเสียบก็คนละแบบ

    โยกย้ายถ่ายอะไหล่เสร็จก็ประกอบเข้าที่เดิม
ลองหยอดเหรียญ หนึ่ง สอง สาม สี่ เป็นปกติ
ระบบสั่งการให้เครื่องทำงานก็ปกติ

    ดีใจที่ทำได้ เปิดกระป๋องที่สองฉลองให้กับการ
ทำงานที่แสนจะเหน็ดเหนื่อยนี้อีกครั้ง

ปิดจบปัญหาเล็กๆน้อยๆไปอีกเรื่องของเครื่องซักผ้า
หยอดเหรียญ
(ที่เคยถูกงัดแงะขโมยเงินจนต้องเอากล้องมาติดเพิ่ม)

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2567

คนตรงหน้ามีค่ากว่าเสมอ

 


    บางครั้งเวลามีคนถามอะไรสักอย่างกับเรา
แล้วเราก็อธิบายทุกอย่างที่เรารู้และเข้าใจด้วย
ความตั้งใจ แต่ผู้ถามกลับทำนู่นนี่ไปเรื่อยดั่งกับ
เด็กน้อยในห้องเรียนที่เล่นกับเพื่อนๆยามคุณครูสอน
ซึ่งมันก็ทำให้เรารู้สึกว่า เรากำลังทำอะไรอยู่

    ชีวิตเราจะพบเจอผู้คนมากมาย หลายล้าน
ประเภท สนใจใฝ่หาความรู้จริงๆบ้าง ชวนคุยไป
เรื่อยเปื่อยแก้เซ็งบ้าง เล่ห์เหลี่ยมบ้าง ปะปนกัน

    บางเวลาเจอคนที่สูบพลังชีวิตออกไปมากเข้า
ก็เหนื่อยจะพบเจอกับใคร บางทีแค่คนบางคนที่คุย
กันได้เข้าใจถูกคอ นั่นก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องมีใคร
อื่นๆอีกให้มากมายเลย

    ความสัมพันธ์ของมนุษย์นั้นซับซ้อนมากหลาก
มิติ ยิ่งมีโลกเสมือนในออนไลน์อีกกว่าร้อยพันแอพฯ
ยิ่งทำให้สับสน มีแต่จะดึงดูดเราให้ไปทางนู้นที
ทางนี้ที สมาธิไม่ค่อยจะอยู่กับสิ่งตรงหน้าเท่าไหร่

    ฉนั้น เวลาคุยกับคนตรงหน้าอยู่ ผมมักจะ
เตือนตัวเองไว้ว่าอย่าไปหยิบเจ้าโทรศัพท์ขึ้นมา
แม้มันจะเป็นงานที่รออยู่ให้สื่อสารไปเช่นกัน

    ควรจะสนใจงานที่เห็นอยู่ตรงหน้าก่อน
หากทำสลับกันไปมาระหว่าง ออนไลน์กับคนตรงหน้า
เขาจะเข้าใจผิด รู้สึกไม่ดีกับเรา อย่างที่เราเคย
รู้สึกว่า ไม่มีคนสนใจก็เป็นได้

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567

มด แอร์ เงินห้าร้อย

 



เมื่อคืนครับ
    เข้ามาในห้องนอนได้ก็กดเปิดเครื่องปรับ
อากาศเก็บข้างของเตรียมตัวที่จะอาบน้ำ

    เดินไปเดินมาสาละวนอยู่กับเด็กน้อยสองคนที่
ทำอะไรก็เป็นเล่นไปซะทุกอย่าง ราวๆสามสี่นาทีก็
สังเกตุสิ่งผิดปกติได้ของระบบทำความเย็น คือมีแต่
ลมออกมา ไม่มีความเย็น...

    รับรู้ได้ดังนี้ก็เดาอาการออก เหตุเพราะเคย
เป็นแบบนี้มาห้าครั้งแล้ว จึงต้องกลายเป็นช่างแอร์
ในตำนาน นุ่งผ้าเช็ดตัวหยิบมัลติทูลที่พกเป็นประจำ
(LM Surge)ซึ่งมีไขควงแฉกอันเล็กๆซ่อนอยู่ที่ขา
ข้างหนึ่งของมัน สามารถใช้ขันใช้ไขสกรูเล็กๆ
น้อยๆได้

    นุ่งผ้า คว้าเครื่องมือถือไฟฉายออกไปนอก
ระเบียง ซึ่งเป็นสถานที่วางคอมแอร์อยู่ด้านนอก
คอมแอร์,คอยล์ร้อน,คอมเพรสเซอร์ ตัวเดียวกันนี่
แหละครับ มีหน้าที่นำน้ำยาแอร์มาอัดให้มีแรงดันสูง
และจะเกิดความร้อนจากการอัดนั้น
    เค้าจึงออกแบบระบบระบายความร้อนให้น้ำยา
โดยส่งมันให้เดินทาง ผ่านแผงรังผึ้ง(แผงระบาย
ความร้อน)แล้วก็เอาพัดลมไปดูดอากาศให้วิ่งผ่านมัน
ในปริมาณมากหน่อย

    ความร้อนที่สะสมก็ถูกแลกเปลี่ยนกันทางอากาศ
ที่วิ่งผ่าน น้ำยาเย็นลงแล้วก็จะถูกส่งต่อไปที่คอยล์เย็น
ในห้องเพื่อฉีดให้ขยายตัว สร้างความเย็นที่แผงรังผึ้ง
คอยล์เย็นเอาลมเป่าผ่านมันให้ลมเย็นออกมาอีกที
ต่อไป

    แต่การที่คอยล์ร้อนจะทำงานได้ก็ต้องถูกสั่งการ
จากตัวแอร์ให้ห้อง ซึ่งมีแผงวงจรคอยควบคุมมันอยู่
ดั่ง ผบ.ที่บ้าน
    มีตัววัดค่าต่างๆส่งให้ ผบ.แล้วท่านก็จะเอาไป
คำนวณตามระบบต่อไป หากเกิดค่าหนึ่งก็สั่งงานแบบ
หนึ่งซึ่งตรงนั้นเป็นรายละเอียดลึกเกิ้นนนน
ไปไม่ถึงครับ

    ทีนี้ ที่มีแต่ลมเปล่าๆออกมาไม่มีความเย็น เหตุ
เพราะว่าคอยล์ร้อนไม่ทำงาน ดูง่ายๆก็เดินไปที่มัน
มองเห็นว่า พัดลมมันไม่ทำงาน
    ซึ่งปกติแล้ว ถ้าเปิดแอร์ปุ๊ป มันก็จำทำงานปั๊บ
เพราะต้องปั้มน้ำยาส่งไปจ่ายให้ในห้อง

    แล้วที่มันไม่ทำงานเพราะอะไร ก็ค้นหาสาเหตุ
ต่อไป แต่ที่เดาออกคือ เจอเหตุการณ์แบบนี้มาหลาย
รั้งแล้ว สาเหตุคือออ มด ครับ

    ไม่รู้เป็นอะไร มันจะชอบพากันไปอยู่ที่สะพานไฟ
ซึ่งทำหน้าที่คอย เปิด ปิด ไฟที่จ่ายไปสั่งการให้คอยล์
ร้อนทำงานแหละครับ

    พอ ผบ.สั่งการไปแล้ว ก็จะจ่ายไฟไปที่ระบบ
สะพานไฟที่ทำงานด้วยแม่เหล็กออกแรงดูดให้สะพาน
ที่ลอยอยู่ถูกดูดลงมาเชื่อมหน้าสัมผัสสองฝั่งให้ติดกัน
ไฟฟ้าก็เดินทางไปทำงานหมุนระบบต่างๆได้ต่อไป

    มดเจ้ากรรมหลายร้อยตัวชอบซุกเข้าไปอาศัยอยู่
ระหว่างที่สะพานไฟถูกยกขึ้นตอนที่เราไม่อยู่บ้าน หรือ
ไม่ได้ใช้งาน
    ที่นี้สะพานก็กดเชื่อมทางไฟไม่ได้เพราะมันตาก
ซากขวางทางอยู่เนื่องด้วยถูกกดทับและกระแสไฟไหล
ผ่านมันจนตาย
    แต่กระแสไฟก็ไหลผ่านได้ไม่มากพอที่จะทำให้
คอยล์ร้อนทำงาน





    หน้าที่ผมก็คือ ต้องเอาซากมดที่สิ้นชีวิต และยัง
มีชีวิตทั้งหมดออก หากทำบ่อยๆแล้วก็ไม่ยากครับ
    บางครั้งแค่สิบนาทีก็เสร็จ บางทีหากอาการุนแรง
มากหน้าสัมผัสของสะพานขรุขระ ก็ต้องถอดออกเป็น
ชิ้นเล็ก ชิ้นน้อย เอามาขัดให้สะพานเรียบ ให้ต่อติด
กันให้สนิทไฟเดินได้สะดวก

    เดินไปตู้เบรคเกอร์กับคอมแอร์อยู่สามรอบ
กว่าจะเสร็จ เหงื่อก็ซึมๆ ก็ทดลองเปิดแอร์อีกครั้ง
คอมแอร์ทำงาน ชึ่งง....
    เรียบร้อย ไปอาบน้ำได้ ใช้เวลาไปครึ่ง ชม.
ประหยัดเงินค่าช่างแอร์ไปอีกห้าร้อย แต่ไม่มีใครคอย
นั่งเฝ้าเย้ายวนอย่างในเน็ตฟลิกที่กำลังโฆษณาแฮ๊ะ

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2567

แบงค์ร้อยใบเดียว

 



วันก่อนครับ วันก่อนอีกแล้ว

    ขณะที่กำลังล้างมือที่เปรอะเปื้อนคราบฝุ่นผง
และน้ำมันต่างๆตามปกติที่มันต้องเจอเป็นประจำแทบ
ทุกวันอยู่แล้ว
    ผมมองเข้าไปที่กระจกบานใหญ่สะท้อนภาพกลับ
ซ้ายขวาของหน้าตาที่คุ้นชินมาแต่ไหนแต่ไร ซึ่งเป็น
หน้าตาที่นานๆทีจะจ้องลงไปดูรายละเอียดต่างๆบนนั้น
    ร่องรอยเหี่ยวย่นเริ่มปรากฎให้เห็นมากกว่าแต่
ก่อน บ่งบอกถึงกาลเวลาที่ผ่านมาราวๆครึ่งทางแล้ว
หากจะหยุดมันไว้แค่แปดสิบปี

    ภายในห้องน้ำตอนนี้มีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่พอจะ
สังเกตุได้ก็มีเพียงแค่ตัวผมเองคนเดียว จะเงี่ยหูฟัง
ตอนทุกอย่างสงัดเสียงไปก็คาดว่าไม่มีใครอื่นเร้นกาย
อยู่ภายในห้องขนาดหกคูณสิบแห่งนี้
    พิจารณาหน้าตาเรียบร้อยไม่มีอะไรสกปรกให้
ผู้อื่นรำคาญลูกตาแล้วก็มองหาผ้าเช็ดมือ ซึ่งจำได้ว่า
แขวนไว้ข้างๆประตูทางออก พร้อมกับก้าวขาไปหา
ผ้าผืนนั้น
    แต่ก็ต้องกลับชะงักลงทันใดเพราะสายตาดัน
เหลือบไปเห็นแบงค์ร้อยบาทบนพื้นใกล้ๆกับอ่างล้างมือ
ซึ่งผมไม่รีรอที่จะมองซ้ายขวาให้เจอใคร ก้มลงเก็บ
ขึ้นมาถือไว้ มองชัดแจ้งแล้วมีแค่หนึ่งใบเท่านั้น
    รีบเช็ดมือแล้วเร่งจ้ำอ้าวออกจากห้องน้ำทันที
มุ่งหน้าที่ยังแผนกสีที่หมายว่าต้องไปสอบราคาสีต่างๆ
เพื่อทำการเสนอราคาให้หน่วยงานที่ติดต่อมา พร้อม
กับใบแดงที่ยังคงคามืออยู่

    งานทาสีอาคารเก่า ควรใช้สีรองพื้นสูตรไหน
ระบุความคงทนสูงสุดที่ลูกค้าต้องการ เทียบรหัส
เทียบเบอร์สี เกรดสี จำนวนตารางเมตรต่อถังที่ทา
ได้ราคา ได้ข้อมูลต่างๆตามที่ต้องการแล้วก็กล่าว
ขอบคุณพนักงานแผนกสีที่ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี
ซึ่งแบงค์ใบนั้นก็ยังคงคีบคาอยู่ระหว่างนิ้ว

    ก่อนจะออกจากร้านก็นึกขึ้นได้ว่าต้องซื้อซีลเล้นท์
ไปให้ช่างอีก ก็จ้ำอ้าวคว้าสินค้ามาได้ก็ตรงไปยัง
แผนกชำระสินค้าเงินเชื่อ ขณะนั้นก็คิดในใจว่าจะทำ
ยังไงกับแบงค์ร้อยที่ยังคงคาอยู่ในมือ
   ครั้นจะเอาไปแจ้งความก็ไกลไป ไม่มีใครเค้า
ไปแจ้งความเงินหายหนึ่งร้อยบาทหรอก
แล้วจะเอาไปที่แผนกประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เขา
ประกาศออกลำโพงให้ดังลั่นไปทั่วร้าน ก็ทำไม่ได้อีก
เพราะร้านวัสดุต่างจังหวัดที่เป็นของคนในพื้นที่
ไม่มีแผนกนี้ แค่ติดแอร์ให้เดินเลือกซื้อของได้คล้ายกับ
ห้างฯใหญ่ๆได้ก็บุญแล้ว
    จะเอาไปใส่ตู้บริจาคก็มองไม่เห็นตู้อีก หากจะ
ให้สอดเก็บในกระเป๋าไว้ก่อนแล้วเจอตู้ที่ไหนค่อยใส่
ก็กลัวจะลืม คิดว่าเป็นเงินที่ตัวเองหามาได้ เอาไป
ใช้จ่ายมันก็จะผิดไปอีก จึงเลือกที่จะไม่ยัดมันเข้าไป
ต้องถือไว้ตลอดตั้งแต่เก็บมา

    ขณะที่น้องพนักงานที่คอยดูแลทำบิลเงินเชื่อให้
ยื่นเอกสารมาให้ลงลายมือชื่อก็เหมือนแสงทองส่อง
ออร่าออกมาจากรอบกาย จึงยิ้มในใจแล้วก็บอกน้อง
ไปว่า ผมเจอเงินในห้องน้ำ ซึ่งไม่รู้ของใครพร้อมๆ
กับยื่นเงินนั้นไปให้น้อง

    แล้วก็บอกน้องว่า พี่ฝากไว้เผื่อมีเจ้าของมา
ตามหา หากไม่มีก็เอาไปซื้อขนมซื้อผลไม้มาแบ่งกัน
กินเด้อ เสร็จแล้วก็ดึงบิลส่วนของผมมา ยื่นบิลสำเนา
กลับไปพร้อมกับใบแดงดังกล่าว

    พร้อมกับยิ้มในใจ รอดแล้วกู เกือบจนปัญญาคิด
ไม่ออกกับแค่เงินร้อยเดียว รีบจ้ำอ้าวต่อไปเหตุ
เพราะช่างรอของที่จะเอาไปใช้งานอยู่ ทันใดก็ได้
ยินเสียงไล่หลังมาจากน้องพนักงานว่า ถ้าซื้อของไป
แล้วเค้ากลับมาทวงหาหล่ะพี่?

    "มันก็เป็นกรรมของหนูไง"คิดในใจเท่านั้น
ก็ได้แค่ยิ้มกว้างๆแล้วเดินจากมา

วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2567

เสี่ยงดี

 


การเปลี่ยนงาน เปลี่ยนที่ทำงาน หรือย้ายสายงาน

    ผมเป็นคนๆหนึ่งที่ได้ลองทำงานมาหลากหลาย
พอสมควร ตั้งแต่เป็นพนักงานพาร์มไทม์กะดึก
ลูกจ้างตามตลาดนัด,ไปช่วยงานรุ่นพี่ฟรีแลนซ์
ทำงานบริษัทอีกสี่ที่,ออกมาหาอะไรทำเองบ้าง
ไปทำรับเหมาเล็กๆ,ทำงานอิสระอื่นๆอีกหลากหลาย

    ทุกวันนี้ได้เห็นเพื่อนๆหลายคนก็เปลี่ยนไปมาก
เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นงาน หรือ ชีวิต (สำหรับผู้ที่
เปลี่ยนแปลง)และหลายๆคนที่ไม่เปลี่ยนก็ยังคงมี
อีกเช่นกันซึ่งดูเผินๆแล้วก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรไป
มากมายเหมือนกับคนที่เปลี่ยน

    ความเห็นผมนะ ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลง
เป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่มันก็ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นเป็นส่วน
ใหญ่ น้อยนักที่จะเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง แต่ก็มีครับ
มันแล้วแต่บุคคลจริงๆ แต่ส่วนน้อย

    ผมเชื่อว่าอย่างน้อย คนที่กล้าเปลี่ยนแปลง
ตัวเอง กล้าเสี่ยงในทางที่ดี กล้าเปลี่ยนงาน
เค้าคิดดี คิดที่จะพัฒนาตัว อยากเติบโตในการงาน
อยู่แล้ว
    พอได้ย้ายสถานที่ได้พบเจอสภาพแวดล้อมใหม่ๆ
ดีหรือไม่ดีไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ได้เพิ่มประสบการณ์แน่นอน
อย่างน้อยก็ได้เพิ่มความกล้าในการตัดสินใจที่จะ
เปลี่ยนแปลงทำอะไรสักอย่างเพื่อตัวเอง

    น้องๆพนักร้านขายวัสดุหลายๆร้านที่พบเจอ
อยู่เป็นประจำก็มีหลายคนที่ย้ายไปอีกที่หนึ่งแล้วก็ไป
พบเจอกัน ทักทายกัน

    ผมมองคนเหล่านั้นด้วยความยินดีในหนทางชีวิต
ที่คนเหล่านั้น "กล้า" ที่จะเลือกให้กับตัวเอง
    ออกมาจากจุดที่คิดว่าปลอดภัยบ้างก็ดีครับ
มัน "เสี่ยงดี"

วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2567

สักเรื่องหนึ่ง

 


    ท่ามกลางแสงแดด ผมมองแสงสะท้อนมาจากบาน
กระจกหลังของรถยนต์คันหน้าที่ผมกำลังขับตามอยู่
    พระอาทิตย์ในกระจกหลังนั้นเปล่งประกายร้อน
แรงสร้างรัศมีรอบตัวเองเป็นทรงกลมสีรุ้ง

    ไม่ต้องแหงนหน้าขึ้นไปมองโดยตรงก็เดาออก
ว่า หากมองย้อนแสงขึ้นไปแล้ว ก็คงเห็นภาพที่ไม่ต่า
กันสักเท่าไหร่จากเงาสะท้อนที่เห็นเมื่อครู่
    ครั้นจะเอากล้องมาถ่ายรูปเอาไว้ดูความ
สวยงามยามทรงกลดของมันก็ไม่รู้จะทำไปทำไม
    ถ่ายอะไรไว้หนักหนาก็ไม่เคยจะเอามาเปิดดู
จนหน่วยความจำบนไอคลาว์ดมันฟ้องว่าเกินความจุไป
เสียแล้ว ควรจะลบสิ่งใดๆที่ไม่เคยได้เอามาเปิดดูอีก
ออกไปบ้าง(หากจะให้นับจริงๆก็คงเกือบทั้งหมด)

    คิดได้เช่นนั้นก็ล้มเลิกความคิดที่จะหยิบโทรศัพท์
มาใช้ขณะขับรถไปได้หนึ่งครั้ง หันมาพิจารณาภาพตรง
หน้าที่คิดว่างาม ให้สาสมกับความอยากไปแทนแล้วกัน

    เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาเข้ามาในซอยใกล้ๆหน้างาน
ก่อสร้างที่กำลังดำเนินงานอยู่ ก็แลเห็นคุณยายเดินถือ
ร่มอาศัยเงาของมันไม่ให้แสงลงมากระทบตัวโดยตรง
    อีกมือก็ถือถุงพลาสติคใส ภายในบรรจุตะไคร้
ราวๆสี่ห้ามัด กำลังลัดเลาะไปตามทางในหมู่บ้านที่
บ้านแต่ละหลังมีรั้วรอบขอบชิดแทบทุกหลัง ยกเว้นก็
เสียแต่ร่มเงาของต้นไม้

    มองเห็นแล้วพาให้นึกย้อนถึงวัยเยาว์ตอนเรา
ยังเด็กๆ ผมเติบโตมาด้วยการชุบเลี้ยงของยาย
เหตุด้วยพ่อแม่มีการงานต้องทำ จะเอาเด็กน้อยแสน
น่ารัก(ไม่ได้ประชด)คนนี้ไปทำงานด้วยก็เกรงว่าจะ
ไม่ได้การได้งานเอา
    ผมจึงต้องไปอยู่กับยายที่บ้านซึ่งห่างจากตัวตลาด
ในจังหวัดไม่ไกลเท่าไหร่

    เมื่อใดที่หิวน้ำท่าหรือขนม ก็ต้องพากันเดิน
กางร่มไปร้านขายของชำที่ใกล้ที่สุดลัดเลาะทุ่งป่ากก
เดินตามทางลูกรังไปไม่เกินห้าร้อยเมตร ก็ถึงร้านชำ
    ไอ่เด็กน้อยอย่างเราก็ไม่เคยจะกลัวแดดกลัวลม
อะไร หากหลุดจากมือของยายได้เมื่อไหร่ก็เป็นอัน
ต้องวิ่งแล่นนำไปข้างหน้า อยากจะไปถึงที่หมายให้มัน
เร็วๆด้วยความอวดเก่ง ไม่เกรงอันตรายอะไร

    ภาพวันวานย้อนกลับมาอย่างกับไฟแฟลชกระทบ
ดวงตาแล้วก็หายไป
    หนทางข้างหน้ายังคงร้อนระอุด้วยเพลิงแดด
ที่แม้มันจะเดินทางมากว่าแปดนาทีจากดวงอาทิตย์แล้ว
แต่ก็ยังคงไม่คลายความแรงลงไปได้

    ระบบปรับอากาศของรถยนต์ยังคงทำงานเป็นปกติ
แต่ความรู้สึกผมกลับร้อนไอแดดเหมือนกำลังเดินตาม
ยายไป

    จากนั้นผมก็ลืมพระอาทิตย์ทรงกลดไป
หลงเหลือเพียงความว่างเปล่าของอดีตและอนาคต

    เปิดโอกาสให้ความลบเลือนจืดจางความทรงจำ
ลงไปบ้างและคิดว่าสักวัน เรื่องบางเรื่อง จะกระตุ้น
ความทรงจำที่เคยลืมไปแล้วกลับมาอีกครั้ง
    ไม่เรื่องใด ก็เรื่องหนึ่ง....

เราอยากเก่งขึ้นจากเดิมเพราะอะไร




    ผมเชื่อว่ามนุษย์เราสามารถพัฒนาตัวเองได้
หากเราเรียนรู้ที่จะหลบความเปียกชื้นของน้ำฝน
เมื่อเราไม่ต้องการได้

หากเราหาเสื้อผ้าอาภรหรือความอบอุ่นจากสิ่งใดๆ
เพื่อให้ร่างกายไม่หนาวเย็นจนเกินไปได้

ผมคิดว่า คนๆนั้นก็สามารถที่จะทำให้ตัวเองเก่งขึ้น
จากเดิมได้

    แต่ทำไมพอเรามองไปรอบๆกายกลับมองเห็น
คนหลากหลายประเภท
    ไม่ว่าจะเป็นคนที่กำลังย่ำอยู่กับที่
คนที่กำลังท้อถอยหมดกำลังใจ
คนที่กำลังเรียนรู้ พัฒนาตัวเองต่อไป

    เหตุใดกัน ที่ทำให้คนเราอยู่ในช่วงชีวิตที่
แตกต่างกันออกไป?

    คนหมดหวังก็ใช่ว่าจะไม่มีหวังตลอดไป
คนเก่งขึ้นได้ วันหนึ่งก็ต้องเจอจุดท้อแท้ ตีบตัน
    แล้วสิ่งใดกันหล่ะ ที่ทำให้คนเรามุมานะ
พยายามฟันฝ่ามรสุมชีวิตต่อไป?

    ตัวผมเองนั้นก็นับได้ว่าประสบการณ์ชีวิตยังน้อย
ผ่านแดดลมฝนมาก็ประมาณหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เคยเจอ
คลื่นลมร้ายแรงที่พังถล่มบ้านเรือนให้หายไปเป็นหลังๆ
ซึ่งหลายๆครั้งก็ลองคิดพิจารณาดูว่าสิ่งใดกันหนอ
ที่ยังทำให้เรามีแรง มีใจที่อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
อยากทดลองทำนู่นนี่นั่นอยู่เสมอ
แล้วอะไรเล่าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เป็นเช่นนี้

    คิดไปคิดมาก็ลงความเห็นไปที่ "ความเชื่อ"
และ "ความช่างสงสัยใคร่รู้" เจ้าเก่า
หากเราเชื่อว่าเราทำได้ เราก็จะทำได้
และเช่นกัน หากเราเชื่อว่าเราทำไม่ได้
เราก็จะไม่ทำมัน

    ซึ่งผมเชื่อมาตลอดว่า "หากคุณทำได้ ผมก็มี
โอกาสที่จะทำได้เช่นกัน"เพื่อเป้าหมายข้างหน้าที่มี

วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567

เจ้าม้าลาย

 



ย้อนไปราวๆปี 63
    มอไซค์สองสูบเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ถูกประกาศ
ขายในตลาดออนไลน์แห่งหนึ่ง ซึ่งเวลานั้น ราคาที่
ผู้ขายตั้งขายไว้ ย่อมเยาว์กว่ารุ่นใหญ่อย่างยานแม่
R1200GS ราวๆเท่าตัว

    นั่นจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมตัดสินใจเลือก
ดั้นด้นไปดูรถปีเก่าคันนี้ ชื่อเต็มๆของเขาคือ BMW
R1150R Rockster ปี 2003
    ที่แผงคอมีแผ่นเพลทย้ำไว้ว่าเป็นรุ่น limited
edition ฉลองครบรอบ 80 ปี คันที่ 1927/2003
คันทั่วโลก มีสีและลวดลายเฉพาะตัว แตกต่างจาก
รุ่นทั่วๆไปอย่างเจ้า R1150R ปกติ
    สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ ไฟหน้า ที่นำเอารูปแบบ
สองตา เล็กใหญ่ไม่เท่าเท่ากันมาใส่ จากเดิมที่เป็น
ดวงกลมใหญ่เพียงดวงเดียว

    นั่นคือที่มาของคันนี้ แต่ใจจริงแล้วอยากจะได้
ทดลองจีเอสพันสองมากกว่า ซึ่งเป็นภาพติดตามา
ตั้งแต่วัยรุ่นว่ามันคูลและเป็นที่ยกย่องกันทั่วโลกว่ามัน
เป็นยานแม่ที่แท้จริง หากไม่ติดกว่ากลัวจะเอาขาไป
ยันพื้นไม่ถึงและมีงบประมาณมากกว่านี้

    ผมจึงได้เจ้า Rockster มาใช้งานแทน ซึ่งสี
ของมันนั้น เป็นสีขาวดำแลดูคล้ายกับม้าลาย มันจึงถูก
เรียกว่า "Zebra"

    จุดประสงค์หลักๆก็ไม่ได้คิดว่าจะเอาไว้เดินทาง
ไปไหนไกลหรอกครับ แค่เอาไว้ขี่เล่นบ้างตามภาษา
เด็กผู้ชาย ขี่ไปหาเพื่อนๆกินดื่มบ้างบางเวลาพักผ่อน

    ขี่ไปมาราวๆสองปีก็ไม่เคยเดินทางไกลไปไหน
สักที จนเพื่อนๆที่ขี่สองสูบจากดินแดนอิสระชนได้ชวน
ไปออกทริปนั่นแหละ จึงได้เริ่มเดินทางไกลกับเขา
ได้ขี่ไปเชียงใหม่ ไปแพร่ ไปพัทยา ตามทริปที่เพื่อน
เขารวมกลุ่มกันไปเป็นประจำอยู่แล้ว

    ตั้งแต่ที่ได้รับเจ้าซีบร้าเข้ามาประจำการ มัน
ก็ไม่เคยงอแงอะไรให้หนักอกหนักใจมากนัก การซ่อม
บำรุงก็เป็นปกติ อะไรเสียก็หาอะไหล่มาซ่อมเองบ้าง
ให้ช่างที่รับซ่อมบำรุงมาเข็นขึ้นรถตู้ไปทำบ้าง

    จนวันหนึ่งความรู้สึกของคนที่ไม่รู้จักพอก็ได้ย่าง
กรายเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นความแรงของเครื่องยนต์
สมรรถนะการขับขี่ รูปร่างท่าทาง ที่ของเดิมมันไม่
สามารถตอบสนองความต้องการที่มากกว่าได้แล้ว

    ประกอบกับเงินที่เก็บออมไว้พอมีให้ใช้จ่ายได้
สำหรับผ่อนส่งรถที่อยากได้ เจ้าทิงโทนจึงได้เดิน
เข้ามา...จนวันหนึ่ง ผมรู้สึกว่า ซีบร้า นั้นถูกจอด
เก็บเงียบๆไว้ แทบไม่ได้ใช้งานมานาน เนื่องจาก
เจ้าทิงโทนที่เข้ามารับหน้าทดแทนได้ดีกว่า ทันใจกว่า
ก็อยากจะเอามาทำนุบำรุงให้สวยงามตามสไตล์ที่
เรียกว่า "Custom" แต่ก็ต้องแพ้ให้กับอีกความคิดนึง

    คือ ขายให้คนอื่นเค้าไปดูแลเถอะ (มึงดูแลไม่
ไหวหรอก)วันๆหนึ่งแค่ขอเวลานั่งเฉยๆสักห้านาที
ยังทำไม่ได้ จึงได้ตัดใจยกเลิกความคิดทั้งหมดที่จะ
เก็บของที่รักไว้ แล้วส่งต่อให้คนที่มีความรักความ
ชอบเหมือนๆกัน เอาไปดูแลต่อ

    ด้วยประการนี้ เจ้าม้าลายจึงเดินทางจากผม
ไป ซึ่งผู้ที่มารับไปดูแลนั้น อาจจะดูแลมันได้ดีกว่า
ตอนที่อยู่กับผมอีกด้วยซ้ำ เพราะตอนที่เขามาดูมา
ซื้อนั้น แฟนเขาบอกว่าเขาชอบรถมากกกกก
    ที่บ้านมีมอ'ไซค์ราวๆสามสิบคัน ซึ่งได้ยินดังนั้น
ผมก็ดีใจ ที่เจ้าซีบร้าได้ไปพบเจอกับคนเช่นนี้

    ที่เอามาเขียนไว้แบบนี้ก็เพราะต้องเอาไว้
เตือนตัวเองเกี่ยวกับสิ่งของที่คิดที่อยากจะสะสม
ให้มองทุกอย่างเป็นวัฎฎะ ทุกอย่างเข้ามาแล้วสักวัน
หนึ่งก็ต้องจากไป เราไม่สามารถเป็นเจ้าของอะไร
ได้อย่างแท้จริงสักอย่าง แม้แต่ร่างกายที่คิดว่ามันเป็น
ของเราก็เถอะ สักวันหนึ่ง มันก็ต้องจากเราไป
เฉกเช่นกับตอนที่เรามา

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567

ประสบการณ์ 10 ปี ในการทำงาน 30 นาที

 



วันก่อนครับ หลังจากซ่อมเจ้ารถยนต์คันหนึ่งในบ้าน
เสร็จ ก็ต้องเอาออกไปทดลองใช้งานว่าระบบต่างๆ
ที่เกิดข้อบกพร่องนั้น หายเป็นปกติดีหรือไม่

เหตุเพราะไม่อยากเสียเงินเอารถที่เสียนั้นไปที่ศูนย์
บริการ ซึ่งห่างจากตัวอำเภอไปตัวจังหวัดกว่าเก้า
สิบ กม. แล้วหากฝืนขับไปคงอาจจะเสียหายหนัก
เนื่องจากมีอาการเครื่องสั่นสะท้านราวกับภูติผีทรง
เจ้ามาประทับอยู่ที่อีย้อย(นามแฝงที่ผมเรียกเทอเล่น
ๆยามอารมณ์ดี) ดังนั้นก็ควรจะขึ้นยานแม่รถสไลด์ไป
คิดๆดูแล้วก็น่าจะหลายหมื่นบาท ทั้งค่ารถ ค่าซ่อม

จึงทำการแปลงกายเป็นช่าง(แม่งทุกอย่าง)ค้นหา
ความบกพร่องครั้งนี้ และจัดการมันด้วยตัวเอง
จนเสร็จ แม้จะใช้เวลานานสักหน่อย

พอได้ลองออกจากบ้านก็ต้องมีแวะลองดับเครื่อง
ลองติดเครื่องใหม่ เพื่อตรวจสอบให้ครบกระบวน
การทำงาน ซึ่งไหนๆจะดับเครื่องจอดแล้วก็ควรจะ
มีเครื่องดื่มเย็นๆเอาไว้จิบรอให้เครื่องคลายความ
ร้อนลงบ้างสิ

จอดใกล้กับร้านเหล้าก็คงไม่มีปัญหาอะไร นอกเสีย
จากราคามันอาจจะคูณสองไปจากร้านสะดวกซื้อ
แต่ก็คงแค่เพียงขวดเดียวมั้ง หลบไปนั่งเหงาๆชิล
ไปคงไม่เป็นอะไรหรอก

จึงได้ลองดับเครื่องใกล้ๆกับร้านอาหารที่คนนิยมไป
ดื่มแต่เครื่องดื่มกันร้านหนึ่ง ซึ่งอยู่เยื้องๆกับ สภ.
ด้านข้างติดกับ รพ.สัตว์

ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณสามทุ่มเศษ ผู้คนในร้าน
มีกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ของที่นั่งที่มีให้บริการ

ผมเลือกออกไปนั่งด้านนอกร้านที่ติดกับ รพ.สัตว์
เพื่อรับลม และผู้คนน้อยกว่าภายในร้าน หันหลังให้
กับถนน นั่งมอง รพ.สัตว์ที่มีจอโฆษณากว่า 50 นิ้ว
ติดหันหน้าออกมาให้ดู

แต่ก็ไม่มีอะไรมากที่เปิดวนไปวนมา นอกเสียจากคำ
คมที่เป็นรูปภาพหนึ่ง คล้ายกับตัวหนังสือถูกแกะสลัก
ลงไปในเนื้อหินอ่อนแล้วลงสี เพื่อให้มองเห็นชัดเจน

ถ้อยแถลงจารึกไว้เป็นภาษาอังกฤษไว้ประมาณนี้ครับ
"If i do a job in 30 minutes it's
because i spend 10 years learning
how to do that in 30 minutes.
You owe me for the years,
not the minutes."

นั่งจิบเบียร์ไป ภาพลูปนี้ก็วนไปวนมา
ผมก็นั่งคิดวนเวียนไปเรื่อยเปื่อยกับมัน
ซึ่งเอาจริงๆแล้วผมก็คิดว่ามันมีความจริงอยู่ในนั้น
การที่คนๆหนึ่งจะทำอะไรสักอย่างได้จนเชี่ยวชาญนั้น
ก็ต้องใช้เวลาฝึกฝนอยู่มากพอสมควรเลย

เหมือนกับกฎหนึ่งหมื่นชั่วโมงที่ได้ยกเอามากล่าวกัน
ให้รับรู้กัน สำหรับการที่เราจะเชี่ยวชาญหรือเป็น
"กูรู" อะไรสักอย่าง ก็ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน
ไม่มี "อำนาจ" หรือ "พรสวรรค์" ใดๆที่จะทำให้
คนๆนั้นเก่งเรื่องใด เรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ โดยไม่ผ่าน
การฝึกฝน สั่งสมประสบการณ์

กลับมามองตัวเองว่า เออเนาะ ความรู้กูก็แค่ห่าง
อึ่ง ริอาจไปซ่อมรถยนต์ด้วยตัวเองจนได้ ซึ่งบางที
อาจจะได้เรื่องให้มันต้องมีอันพังไปมากกว่าเดิมก็
เป็นได้ ฮ่าๆๆ คิดเสียว่า สะสมชั่วโมงไปละกัน

นั่งคนเดียว จิบเบียร์ไปจนหมดขวดก็บอกตัวเองว่า
พอได้แล้ว อย่าเอากฎหมื่นชั่วโมงมาฝึกกับเรื่องกิน
เบียร์เลย มึงกินมาเกินหมื่นแล้วหล่ะ

คิดแบบนั้นได้จึงเรียกพนักงานที่ร้านมาคิดค่า
เสียหายที่ทำน้ำสิงห์หกลงกระเพาะไปหนึ่งขวด
น้องที่ร้านแจ้งราคา 120 บาทพร้อมกับยื่นใบเสร็จ
ให้

ออกจากร้านได้ก็ลองเปิดโหมด sport ใช้งานดู
เครื่องยนต์ก็ตอบสนองอัตราเร่งได้ปกติ
อาการต่างๆหายไปเกือบหมดแล้ว
เหลือแค่หน้าจอที่โชว์ไฟสีเหลืองว่าเครื่องยนต์มี
ปัญหา ซึ่งตรงนี้ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะ ทำการลบ
โค้ดไฟโชว์ต่างๆ

หากจะหาซื้อมาใช้ก็ราวๆสี่ห้าพัน ลองคุยกับแชทจีพีที
ก็แนะนำมาให้หลายยี่ห้ออยู่ มีแบบบลูทูธ แล้วโหลด
แอพมาใช้คู่กันก็ใช้งานได้ครบหลากหลาย แต่ก็ใช้ได้
เฉพาะค่ายเท่านั้น
เอาไว้คราวหน้าละกัน เผื่อมีอะไรเสียอีกจะได้มี
เวลามาสะสมประสบการณ์เพิ่มอีกรอบ