วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568

กำลังใจ

 


เสาร์วันหยุดสัปดาห์ที่่ผ่านมาละแวกบ้านผมมีงาน
สังสรรค์ประจำปีของกลุ่มชมรม IMMORTAL
THAILAND MC ที่มีมานานกว่า 33 ปี ของชาว
สองล้อ Harley Davidson

ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติที่กลุ่มพันธมิตรอื่นๆจะไปร่วมงาน
เพื่อแสดงความยินดีและร่วมสังสรรค์กัน ซึ่งผมก็เป็น
หนึ่งในนั้น ที่มิได้อยู่ในชมรมดังกล่าว แต่ก็อยากจะ
ไปร่วมงาน(ดื่ม)กับเขา

ช่วงหัวค่ำก็จะเป็นพิธีเปิดอันเชิญประธานชมรมกล่าว
ไปตามเรื่องราว ต่อจากนั้นก็จะเป็นการแสดงดนตรี
ให้ผู้ร่วมงานได้กินดื่ม เดินเลือกซื้ออาหารต่างๆตาม
ซุ้มตามบูทที่จัดเตรียมกันไว้

แต่เรื่องที่ไม่คาดคิดคือ นักดนตรีที่มาแสดงในช่วงแรก
ดันเป็นคนที่ผมคาดไม่ถึงว่าจะมาเล่นให้ดูสดๆตรงหน้า

จะว่าไปแล้วผมก็ฟังเพลงแกมานาน
ติดตามการเคลื่อนไหวของแกตามสื่อโซเชี่ยลบ้าง
เป็นบางคราว ไม่ได้ถึงกับคลั่งไคล้ แค่ชื่นชมในผลงาน
ในสไตล์ของเพลงที่สร้างออกมาแล้วผมก็ชอบ

จะว่าไปแล้วในวันนั้นอาจจะมีผมคนเดียวในกลุ่มเสีย
ด้วยซ้ำที่ฟังเพลงของแกอยู่บ่อยๆ

หากเอ่ยนาม มาโนช พุฒตาล ในวงสนทนากับพรรค
พวกก็คงจะมีไม่กี่คนที่รู้จักและคงอีกน้อยบกกว่านั้นที่จะ
ฟังเพลงแก

เอาเป็นว่าค่ำวันนั้น มีผมคนเดียวที่ยืนอยู่หน้าเวทีดูแก
ล่นแล้วก็ร้องตามไปแบบเพลินๆอยู่คนเดียว

ยืนอยู่อย่างนั้นจนแกเล่นจบ
จึงถึงเลิกยืนแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะชงเหล้ากินต่อ
(ซึ่งก็อยู่ตรงหลังที่ผมยืนนั่นแหละ ฮ่าๆๆ)

คุยกับพรรคพวกได้สักพักก็มองหาที่ซุ่มยิงกระต่ายกับ
เพื่อนมองไปมองมาก็เห็นจะใกล้สุดก็ลัดเลาะไปด้าน
ข้างเวทีจึงพากันไปแอบบำบัดความทุกข์ที่สะสมมานาน
กับเพื่อนสองต่อสอง

ด้วยเหตุบังเอิญเมื่อตอนเดินกลับผ่านข้างเวที
น้าซัน(มาโนช)แกก็มายืนคุยกับใครสักคนอยู่แถวๆนั้น
ก็เลยทะเล่อทะล่าเข้าไปขอชักภาพกันอย่างไม่เกรงอก
เกรงใจใครๆเลย

ระหว่างนั้นแกคงจำผมได้ว่ามายืนดูแกอยู่ด้านหน้า
ก็เลยพูดกับผมว่า นี่เป็นกำลังใจสำหรับแกมากเลยนะ
ที่มายืนร้องด้านหน้าให้กำลังใจเนี่ย

ไอ้เราก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะออกมาแนวนี้ก็เลยได้แต่ยิ้ม
ให้แล้วก็ไหว้ขอบคุณแกจากลามาอย่างงงๆ ด้วยความ
ไม่ชินว่าตัวเองจะเป็นกำลังใจให้ใครได้ครับ 555

ว่ากันว่า....

 


ว่ากันว่า...
เป็นเรื่องน่าเสียดาย หากเราตายไป
แล้วใช้เงินทองที่หามาได้ไม่หมด

แต่มันน่าเศร้ายิ่งกว่า หากเราใช้มันหมด
แล้วยังไม่ตายนี่แหละ

คนคิดคงยังไม่เคยตายแหละครับ
ถ้าตายแล้วกลับมาบอกได้ก็คงรู้ว่าจะเสียดายจริงๆ
หรือไม่

แต่ที่จริงๆเลยจากที่มีการศึกษาและวิจัยกันมาหลาย
ต่อหลายปีก็คือ คนที่มาชีวิตอยู่จนใกล้วาระสุดท้าย
ส่วนใหญ่จะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการใช้เงินเลย
เพราะมันโยงเรื่องแรกไปที่ความสัมพันธ์ระหว่าง
เราด้วยกันเอง คือ มนุษย์ กับ มนุษย์

ไม่ใช้มนุษย์ กับ เงินที่หามาได้
ผมคิดว่า หากหลังจากเขียนบันทึกนี้แล้วลุกไปอาบน้ำ
ที่แสนเย็นเยียบของปลายฤดูหนาวนี้แล้วเกิดช็อคตาย
ไป ผมก็คงไม่เสียดายที่ไม่ได้ใช้เงินทาหามาหรอก

คงเสียดายที่ยังไม่เห็นลูกๆโตพอที่จะดูแลตัวเองได้
เสียดายเวลาที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่พี่น้องก่อนตาย
เสียดายเรื่องคิดไว้ว่าจะทำ และไม่คิดถึงเรื่องที่ได้
ทำผิดพลาดไป
เสียดายที่ยังไม่ได้กอด และ ให้อภัยใครสักคน

ว่ากันว่า...
หากยังพอมีเวลา
ก็ให้ทำสิ่งเหล่านี้เสีย ก่อนที่เวลาจะหมดลง

วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568

เหตุผลที่ไม่ต้องมีเหตุผล

 


    ผมเชื่อนะครับ....ว่าคนเราส่วนใหญ่ล้วนมี
เหตุผลในการกระทำของตัวเองทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็นการดื่มสุรา ติดยาเสพติด อารมณ์ร้อน
ขี้โมโห ความรักใคร่ และไม่อยากที่จะรักอีกต่อไป

ทุกอย่างล้วนผ่านการมีเหตุของมันอยู่
และบางอย่างมันก็ผ่านไปเนิ่นนาน
ทำให้ผลที่ตามมานั้นติดแน่นเป็นนิสัย
ยากที่จะแก้ไขได้มันที่ด้านปลาย

แต่ก็ใช่ว่าจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลย...

เช่นกันกับผม...ที่บางครั้งก็ไม่ทราบสาเหตุหรอก
รู้ตัวอีกทีผลก็ตามมากระทบให้กระเทือนรวนเร
ไปแล้ว

และบางเรื่องมันก็ไม่มีใครหรืออะไรมาอธิบายเรา
ได้หรอก

ทำได้อย่างเดียวก็แค่ปล่อยมันไป...
เปลี่ยนที่ใจเราเอง
แม้ว่ามันจะยากสักหน่อยก็ตาม

กับบางเรื่อง ไม่ต้องไปถามหาเหตุผลก็ได้
มันเป็นเหตุผลของมันอย่างนั้นแหละ

วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2568

ความเกลียดชัง

 


    ผมเชื่อว่าหลายๆคนก็คงต้องมีความรู้สึกเกลียด
ชังผู้คนบ้าง และก็มีอีกไม่น้อยคน ที่แสดงออกมาให้
เรารับรู้ได้เช่นกันว่า พวกเขานั้นมิได้ชอบเรา

เรา ผู้เป็นมนุษย์ทั่วๆไปต่างก็ดำเนินชีวิตกันด้วย
อารมณ์นำทาง หากจะให้เอาเหตุผลมานำหน้าตลอด
ก็คงเป็นไปไม่ได้ และเมื่อในตัวเรานั้นมีอารมณ์ที่
หลากหลาย ย่อมเป็นธรรมดาที่จะเลือกที่รักมักที่ชัง
กันอยู่แล้ว

เพื่อนของเพื่อน หรือเพื่อนของแฟนบางคนไม่ถูกชะตา
ไอ้คนนี้ที่เคยเจอกับมากับคนนั้นเขาว่ามันเป็นอย่างนี้
เจอหน้าบ้างคนก็ก้มหน้าทำก้มตา ทำเป็นมองไม่เห็น
ไปเสียดีกว่า อะไรที่ทำให้เลี่ยงที่จะพบปะพูดคุยกับ
ใครคนที่ไม่ชอบหรือคนที่ชังนั้นได้ก็จะพยายามเลี่ยงฯ

    อันนี้คือความรู้สึกทั่วไปที่มักจะเกิดขึ้นกับเรา
แน่นอนว่าผมเคยเจอและก็มักจะเป็นกับคนที่เรานั้น
เกลียดชังเขา

เรารู้ว่าความเกลียดชังนั้นไม่ได้สร้างประโยชน์อะไร
ให้พวกเราเลย ส่วนใหญ่อาจจะสร้างความเสียหาย
เสียด้วยซ้ำ หากนำเอาความรู้สึกนั้นไปก่อให้เกิดการ
กระทำที่ไม่ดีในอนาคต

แต่เราจะจัดการกับความรู้สึกเหล่านี้เช่นไรเล่า
ในเมื่อมันรู้สึกอยู่เต็มอก?

บอกตรงๆว่าผมก็ไม่รู้สิครับ
เท่าที่ผ่านมาก็ทำได้เพียงแค่ ปล่อยมันไป
มองดูความรู้สึกเรา ความนึกคิดเรา
มันกำลังพุ่งพล่านไปทางไหน ก็ให้มันพุ่งไป
แต่ตัวเราอย่าไปกับมัน ให้มันไปแต่ความคิด
ความคิดไม่ได้ทำให้ใครเจ็บช้ำได้นอกจากตัวเอง
หากเรารู้ตัวแล้ว เราก็จะละวางจากความคิด
ที่มันคอยแต่จะพาให้เราไปทำในสิ่งที่ไม่ดี

ผมทำได้เท่านี้

วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568

ระหว่างมื้ออาหาร

 


    ในร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ผู้คนมากมาย และอีก
หลายๆครอบครัวพากันมาเติมเต็มท้องในมื้อค่ำ

เสียงหัวเราะและพูดคุยต่างดังมาไม่ขาดสาย พนักงาน
เสริฟเดินกันให้ขวัก ชาวต่างชาติคล้ายสัญชาติจีนกลุ่ม
หนึ่งนั่งอยู่คนละฝากฝั่งกระจกภายในร้าน ตรงข้ามกับ
ข้าพเจ้า กำลังคุยกันอย่างออกรสท่ามกลางขวดเบียร์
ช้างและไวน์อีกสองขวด จะเป็นชีราส หรือ คาบิเนท
ข้าพเจ้าก็มิอาจทราบ

    จู่ๆหูข้าพเจ้าก็เกิดจับความของการพูดคุยที่โต๊ะ
ข้างๆที่มากันเป็นครอบครัวได้เลาๆว่า

หากพรุ่งนี้ได้ซองอั่งเปา หรือ มีญาติผู้ใหญ่คนไหนให้
เงินมาก็ให้เด็กที่อยู่ในอุปถัมภ์นั้นกล่าวออกไปว่า ชอบ
แบงค์ใบสีเทาๆ สีเขียว สีฟ้า สีแดงนั้น ไม่อยากได้
ฟังได้ดังนั้นทั้งโต๊ะหัวเราะครืนกันออกมาอย่างมิต้อง
นัดหมายใดๆกัน

    ได้ฟังดังนั้นความคิดที่แปลกประหลาดกว่าชาวบ้าน
ของข้าพเจ้าก็เริ่มทำงานขึ้นมา

    หาใช่ว่าข้าพเจ้าอยากจะเป็นเจ้าของความคิด
แบบนั้นไม่ มันมักจะเกิดขึ้นมาเองโดยมิได้ตั้งใจต่าง
หากมันแปลกยังไง
ข้าพเจ้าจะลองอธิบายให้พอเข้าใจดังนี้

    เนื่องจากว่าลูกๆของข้าพเจ้าก็ต้องพบเจอกับ
เหตุการณ์นี้ หากจะให้ข้าพเจ้าสั่งสอนในการเลือกรับ
เงินอั่งเปาที่ญาติผู้ใหญ่มีใจเมตตา หรือไม่ก็ทำตาม
ธรรมเนียมโดยเสียมิได้แบบที่ได้ยินได้ฟังมาแบบนั้น

ข้าพเจ้าก็คงเห็นว่าเป็นคำสอนที่ออกจะส่งเสริมให้เด็ก
นั้นเห็นแก่เงินเกินไปสักหน่อย

เขามีเมตตามาเท่าใด ก็ควรจะรับไว้อย่างมิควรเสีย
น้ำใจ หากจะสอนให้ปฎิเสธเงินจำนวนน้อยแล้วหวังที่
จะได้มากกว่านั้นก็รู้สึกว่าจะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

ข้าพเจ้ามีความเห็นในการสอนสั่งลูกๆหลานๆว่าควร
นอบน้อมในธรรมเนียมและไม่ควรไปเรียกร้องอะไรให้
มันมากเกินไปกว่านั้น

หากเราได้รับความเมตตา ไม่ว่ามากหรือน้อย เราก็
ควรที่จะทราบซึ้งไว้ เพียงเท่านี้ก็ดีมากแล้ว
และหากเรายิ่งมองเห็นความยากลำบากของผู้ที่ใช้
สติปัญญา ใช้เรี่ยวแรงประกอบทั้งความรู้ความสามารถ
เข้าไปแลกเพื่อให้ได้ทรัพย์เหล่านั้นมา
เรายิ่งควรเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ไม่ควรเอา
จำนวนเงินของแต่ละคนไปเปรียบเทียบกัน

    เรื่องเล็กน้อยแบบนี้มันอาจจะไม่เป็นอะไรเลย
สำหรับบางคน แต่สำหรับความคิดแปลกประหลาดของ
ข้าพเจ้านั้น มันเป็นแบบนี้

อาจจะใช่ ที่มองว่าข้าพเจ้าตระหนี่ถี่เหนียวเกินไปกับ
เรื่องเล็กน้อย แต่กับนิสัยของเด็กๆเล่า หากถูกปลูกฝัง
ให้คิดแบบนี้ตั้งแต่เล็กแต่น้อย ภายภาคหน้าพวกเขาจะมี
ความคิดเช่นไรกับสิ่งที่เขาอยากจะได้

พวกเขาจะอยากได้ของ ได้โชคลาภที่ได้มาง่ายๆหรือ
ไม่ พวกเขาอยากลงแรง ใช้สติปัญญา เพื่อให้ได้มาใน
ส่ิงที่ตัวเองต้องการได้หรือเปล่า

ข้าพเจ้ายังคงเชื่อในคำสอนที่ว่า อะไรที่ได้มาง่ายๆ
เรามักจะไม่เห็นคุณค่าของมันและอาจจะเสียมันไปได้
ง่ายๆเช่นกัน

คิดได้ดังนั้นพนักงานเสริฟก็ยกจานอาหารมาให้
ความคิดต่างๆพลันสลายไป น้ำลายก็ไหลออกมาแทน

วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2568

เพื่อนเก่า

 


    ช่วงหลังๆมานี้ผมได้ไปพบเจอเพื่อนๆที่ไม่เจอ
กันมานานอยู่หลายครั้ง หลายกลุ่มแก็งค์ ตามแต่
เหตุจะพาไปพบเจอกลุ่มไหน ซึ่งหลักๆก็จะเป็นงาน
ขาวดำซะมากกว่า (ถึงจะเจอไม่เยอะ แต่ก็เยอะ
กว่าการนัดเพื่อนเก่าสังสรรค์)

    แต่ละคนก็มีการเดินทางของชีวิตที่แตกต่างกันไป
บางคนประสบเหตุตั้งแต่ไม่ได้เจอกัน หายหน้าตาไป
เนิ่นนาน บางคนขึ้นไปสูงแล้ว บางคนยังคงพอใจกับ
ส่ิงที่ได้ดำเนินสืบต่อกันมาของตระกูล

แตกต่างกันไปแต่ละคน....

แต่สิ่งๆหนึ่งที่ไม่ค่อยจะไปเปลี่ยนไปก็คงเป็นความรัก
ความห่วงใย(ซึ่งถ้ามันสำคัญพอที่จะดึงคนเหล่านั้น
กลับมา)และภาษาเดิมที่เราเคยใช้กันมา
(เราไม่เรียกมันว่า ท่าน แน่นอน)

    ทุกคนยังคงให้ความสนิทสนนอย่างที่เคยเป็นกัน
มาอย่างไม่เคอะเขิน ต่างสนิทใจที่จะไม่คิดว่าอีกฝ่าย
จะคิดอย่างไรกับการล้อเล่นของเรา

    ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีเรื่องหนึ่ง
ที่เราได้รู้ว่าความสัมพันธ์กับเหล่าเพื่อนฝูงที่ยังมีเยื่อใ
ต่อติดกันได้ยังคงเหนียวแน่นไม่เคยขาด

แม้ว่าบางเวลามันจะยืดห่างออกไปจนบางเฉียบแค่ไหน

วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568

MC (Motocycle Club) 2

 


    จากวันนั้นที่กำลังทรัพย์ไม่ค่อยจะมีไว้พอใช้จ่าย
สำหรับสิ่ง(ที่ผมคิดว่า)ฟุ่มเฟือย จนมาถึงสามขวบปี
ให้หลังมานี้ ผมก็เพิ่งพอจะมีเงินบางส่วนเอาไว้ผ่อน
จ่ายความต้องการส่วนนี้ได้บ้างแล้วก็เลยเพิ่งมีโอกาส
ได้กลับมาขับขี่บ้าง

    เริ่มแรกที่คิดไว้ คือ การขับขี่ออกไปหาเพื่อนๆ
ที่ห่างเหินกันไปนานบ้าง ซึ่งเอาจริงๆแล้ว ก็คิดไว้ว่า
การเดินทางด้วยจักรยานยนต์นั้นสะดวกรวดเร็วกว่า
รถยนต์เป็นไหนๆ แม้ว่ามันจะดูทุลักทุเลไปบ้างในการ
แต่งตัวเพื่อเสริมความปลอดภัยให้กับการขับขี่

    แต่หากเป็นการเดินทางในระยะไกล สัมภาระ
ที่ต้องตระเตรียมก็มีไม่น้อยเช่นกัน และบางครั้งมันก็
ไม่สะดวกสะบายเอาเสียเลยในเรื่องนี้เมื่อเทียบกับ
การเอาของโยนใส่รถยนต์แล้วก็ขับออกไป สะดวก
กว่าเป็นไหนๆ
    ไหนจะเป็นเรื่องเส้นทางที่ต้องวางแผนล่วง
หน้าอีก ด้วยเหตุว่าจะขี่ไปดูไปก็แสนจะลำบาก
หากเป็นรถยนต์ยังพอขับไปเปิดเส้นทางดูไปด้วยได้ 
เช่น การเดินทางไปพัทยาโดยรถยนต์ที่แสนง่ายดาย
ก็กลับกลายเป็นต้องมองหาเส้นทางที่อนุญาติให้
จักรยานยนต์ผ่านได้ (ต้องเลี่ยง มอเตอร์เวย์
(ทางหลวงหมายเลข 7))
กลับกลายเป็นว่า หากจะให้ขี่ไปพัทยานั้น ผมยอมใช้
รถยนต์ดีกว่า

    จนกระทั่งในวันหนึ่งเพื่อนร่วมขับขี่ที่มีกลุ่มก้อน
อยู่แล้วได้ชักชวนให้สมัครเข้าสมาชิกชมรม
(เอาจริงๆแล้วมันก็ไม่ต้องมีก็ได้)
ส่วนตัวแล้วคิดว่า ชมรมทุกชมรมก่อตั้งมาเพื่อจุด
ประสงค์หลักๆคล้ายกัน คือการให้เพื่อนๆ ได้ร่วมกัน
ขับขี่อย่างมีความสุข (แต่ที่ต่างประเทศจะให้ค่ากับ
ความถ่อย ดิบ เถื่อน แก็งค์เตอร์ที่ต้องอยู่เหนือกฎ
หมาย ค้ายา เล่นพนัน ทะเลาะวิวาทระหว่างแก็งค์)

แต่การที่จะคัดคนเข้ามาร่วมกลุ่ม(ในประเทศไทย)ได้
ก็ต้องมีขั้นมีตอนกันบ้าง มีการร่วมวิ่งด้วยกันเพื่อสะสม
ทริปการเดินทางจนกว่าจะถึงเกณฑ์ที่ร่วมตกลงกันไว้
ชำระค่าส่วนกลางสมาชิกประจำปี มีส่วนร่วมงาน
ช่วยเหลืองานของชมรมด้วยกัน แล้วก็ดื่มสังสรรค์กัน
ทุกทริป อันนี้เป็นมาตรฐานอยู่ทุกที่ 555

จากวันนั้นถึงวันนี้ มีทริปให้ต้องไป งานชมรมต่างๆที่มี
ให้ไปร่วมแทบทุกสัปดาห์ บางครั้งก็เหนื่อยเหล้า
แฮงค์เอ้าท์บ่อยจนรู้สึกว่ามันอาจจะมากเกินไป
(อันนี้ไม่ได้โทษใคร ผมเลือกที่จะไปเอง)

ยิ่งหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบก็มีเยอะจนแทบไม่มี
เวลาว่างเป็นพื้นฐานอยู่แล้วด้วย จากงาน MC ที่สร้าง
ความสุขในช่วงแรก มันก็เริ่มกลายเป็นนรกในบางเวลา
บางครั้งไม่ได้อยากไป แต่ก็ทนการรบเร้าชักชวนจาก
เพื่อนพี่น้องไม่ไหวก็ต้องไป

ผมไม่ได้เกลียดการออกไปทริปขับขี่หรอกนะครับ
มันสนุกสนานมาก แค่เหนื่อยและเพลียกับการดื่มสังสรรค์
เสียมากกว่า ใช่ครับ มันสนุกมากเกินไปหน่อย
ก็แค่นั้นเอง....

วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568

MC (Motocycle club) 1

 



    ในช่วงวัยรุ่นส่วนใหญ่ของเด็กผู้ชายก็มักจะชอบ
อะไรที่มันท้ายทาย ตื่นเต้น เร้าใจ (อันนี้ผมเห็นด้วย
ว่ามันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์เราที่เป็นแบบนี้มาช้า
นานแล้ว) ซึ่งก็อาจจะหลีกหนีไม่พ้นการทำอะไรพิเรนๆ
เช่นเริ่มมีการขี่จักรยานยกหน้าบ้าง (คือผิดวิสัยปกติ
ที่คนทั่วๆไปทำกัน)ไต่กำแพง ปีนต้นไม้ กระโดดลงน้ำ
จากที่สูงๆ ฯลฯ

หากบ้านที่พอมีฐานะระดับปานกลางขึ้นไป (ซึ่งเป็น
คนส่วนใหญ่ของประเทศ) ก็มักจะมีจักรยานยนต์
(Motocycle)ไว้ใช้สอยภายในบ้านเรือนเป็นอย่าง
น้อยอยู่แล้ว และมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เหล่าลูกชายจะ
เอารถในบ้านนั้นไปใช้งาน

พอถึงช่วงหนึ่งของวัยที่ต้องเริ่มเข้าสังคม เข้ากลุ่มก้อน
ตามวิวัฒนาการของเรา หากเรามีที่ทางในกลุ่ม
ในสังคม ก็แปลว่าเรามีโอกาสที่จะอยู่รอดต่อไปสูง
ไม่ถูกขับไล่ให้ออกไปหากินเองตามลำพัง(อดีตกาลที่ยัง
ส่งผลมาในปัจจุบัน)

แล้วยิ่งเหล่ากลุ่มก้อนของเด็กวัยรุ่นที่รวมตัวกันเยอะๆ
ก็ยิ่งพากันสร้างความท้าทายกันเองอยู่เรื่อยๆ อะไรก็ได้
ที่จะทำให้ตัวเองดูเก่ง เท่ มีความสามารถในสายตา
ของกลุ่ม(ที่อาจจะคิดไปเองซะส่วนใหญ่เสียด้วย)
หรือแม้กระทั่งเพศตรงข้าม ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการแต่งรถ
ให้สวยงาม,การขับขี่ที่โลดโผน,การขี่แข่งขัน,การดื่ม
หรือแม้กระทั่งการเสพ ฯ

    ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยได้มีส่วนในเรื่องของ
จักรยานยนต์สักเท่าไหร่ ถามว่ามีความอยาก มีความต้องการแบบที่เพื่อนๆมีไหม? ก็ต้องตอบว่า มีครับ
แต่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่มองครับ ลำพังแค่มีจักรยานให้
ได้ขี่เล่นก็ดีมากแล้ว ของเล่นที่ทำให้สิ้นเปลืองเงินทอง
ก็มีอยู่น้อยมากจริงๆ

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงทำให้ผมไม่ต้องเข้าไปอยู่กับวงการ
แต่งรถซิ่ง ขับขี่มอเตอร์ไซค์ด้วยความคึกคะนอง ซึ่งผมก็ไประบายออกทางด้านการเล่นกีฬากับงานสังสรรค์เสีย
มากกว่า

จวบจนเลยวัยเรียนเข้าสู่วัยทำงาน ความสิ้นเปลืองใน
ส่วนนี้ก็เพียงแค่รถยนต์คันเล็กๆที่ผมเองก็ไม่ได้เอาเงิน
ทองไปลงทุนตกแต่งอะไรกันมากเท่าไหร่
อาจจะเพียงเพื่อความเท่ ความแรง(คิดเอาเอง)ที่เพิ่ม
มาเพียงหยิบมือ ก็เท่านั้น

แต่ผมก็ยังรู้สึกมันมือทุกครั้งที่ได้ขับขี่จักรยานยนต์ของ
พรรคพวกที่มันมีกำลังวังชาเหนือกว่ารถบ้านธรรมดาทั่วไปแต่ก็ด้วยความเจียมตัวอีกนั่นแหละครับ
ผมไม่มีเงินมากพอที่จะหยิบจับของพรรคนั้นมาใช้ในชีวิตแค่ทำงานพอมีเก็บเงินนิดหน่อย ได้แบ่งไว้ไปเที่ยวก็แทบไม่เหลืออะไรแล้ว
จะให้ก่อหนี้สินเป็นล้านผมยอมรับว่า
ผมไม่กล้ากับความเสี่ยงที่มันมากเกินกว่าจะแบกรับไหว(ผมคิดว่าราคาของ คชจ สิ้นเปลืองควรจะอยู่แค่ 10% ของรายได้ที่มี)

วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568

เราจะทำยังไงให้มันดี

 


    ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่บอกกันยากนะครับว่า
"เราจะทำงานอะไรดี?" แค่ตอบตัวเองก็ว่ายากแล้ว

    อาจจะด้วยหลายเหตุปัจจัยที่ต้องเอามาคิด เอา
มาไตร่ตรองอย่างหลากหลายด้าน และ อีกหลายต่อ
หลายครั้งเสียด้วยซ้ำ เพราะคิดครั้งเดียวก็คิดว่ายัง
ไม่พอ

    ผมเองนั้นก็ยังตอบไม่ได้เลยว่างานที่ทำอยู่ทุกๆ
วันนี้มันดีสำหรับตัวเองแล้วหรือยัง หรือมันอาจจะเป็น
เพียงอีกบททดสอบหนึ่งระหว่างทางที่เราต้องก้าวผ่าน
มันไปให้ได้

    ผู้ใหญ่หลายๆคนก็ขายกิจการที่ตัวเองได้ก่อตั้งมา
ในช่วงท้ายๆของชีวิตด้วยเหตุที่ว่ามิได้ชอบงานเหล่า
นั้นอีกแล้วก็มี แล้วก็ผันตัวเองไปทำอย่างอื่น

    ผมว่ามันยากจริงๆ เราอาจจะอยากมีรายได้
ที่มากพอ ก่อนที่จะหางานที่สร้างความสุขได้ พอถึง
วันหนึ่งที่เราทำงานอะไรๆตามใจตัวเองได้แล้ว
วันนั้นเราคงไม่มีคำถามว่าจะทำอะไรดีหรอก

ผมคงคิดว่า "เราจะทำยังไงให้มันดี" แทนมั้งครับ

วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2568

ทำถูกไหม

 


    บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นั้น
มันถูกต้องหรือเปล่า
แล้วบางเรื่องที่เราไม่รู้ว่าถูกว่าควรหรือไม่
กว่าจะรู้อีกทีเวลาก็ผ่านไปแล้ว
อาจจะนานมากเสียด้วยซ้ำ

หากเป็นไปได้เวลาที่ชีวิตกำลังดำเนินอยู่ตอนนี้
มันช่างแสนมีค่า หากเราเห็นคุณค่าของเวลามากพอ
และเวลามันก็สร้างความเจ็บปวดให้เราได้เช่นกัน

เรามีชีวิตอยู่เพื่อเรียนรู้
หลายๆอย่างบนโลกไม่ได้สอนเราด้วยสิ่งดีๆ
แต่สิ่งดีๆที่เรานั้นได้ทำออกไปนั่นแหละ
มันคือความสุขของชีวิตที่ผมคิดว่ามันถูกต้อง

วันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568

ความสุขที่ไม่ได้เกิดจากรายได้

 


    ปัจจุบันนี้ ผมเห็นตามโลกโซเชี่ยลต่างๆพากัน
ชื่นชมและมีความสุขไปกับการสร้างรายไดhที่บางครั้ง
เราก็ไม่รู้ว่ามันก่อประโยชน์ใดๆให้กับใครหรือไม่

การเป็นอินฟลูฯ ติ๊กต็อคเกอร์ ยูทูปเบอร์ ที่สร้างยอด
วิว ยอดอะไรต่างๆ สามารถสร้างรายได้จากเอ็นเกจ
เม้นท์ ถือว่าเป็นความท้าทายความสามารถอย่างหนึ่ง
(ที่อาจจะไม่ต้องมากก็ได้)
แต่อีกมุมหนึ่ง ก็ต้องยอมรับว่า ผู้ดูผู้ชมเหล่านั้นอาจจะ
เป็นใครก็ได้ ดูเพื่อความบันเทิง ฆ่าเวลาไปเรื่อย
หรือเอาสาระจริงจังก็ได้ (ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย)

แต่ส่วนตัวแล้ว เท่าที่พบเจอก็จะพบแต่เรื่องบันเทิง
ที่เป็นคลิปสั้นๆเพียงเท่านั้น

หากจะให้คิดหาเอาสาระจริงๆก็มี ซึ่งมันก็ต้องค้นหากัน
มากขึ้นไปหน่อย แต่ส่วนใหญ่มักจะติดกับดักของสิ่งที่
พวกเขาป้อนมาให้เราตามความชอบเสียก่อน
มิเช่นนั้นก็ไล่หาไปเรื่อยๆจนไม่ได้การงานอะไร

    แต่ก็ยังมีอีกชนกลุ่มหนึ่งที่มิได้ต้องการสร้างคอนฯ
สร้างเรื่องราวต่างๆเพื่อสร้างรายได้อะไรเลย
บางครั้งที่เห็นอาจจะเป็นแค่การแชร์ประสบการณ์
การให้ความรู้ต่างๆแบบฟรี (ซึ่งบางท่านก็สื่อสารแบบ
ซื่อตรง มิได้มีรูปแบบการเล่าเรื่องให้น่าติดตามใดๆ)

ซึ่งทั้งสองอย่างที่เห็นก็ทำให้เกิดความคิดที่ว่า จริงๆ
แล้วความสุขที่เกิดจาการสร้างรายได้ หรือ สิ่งที่ทำลง
ไปโดยมิได้หวังถึงผลตอบแทนนั้น แบบไหนจะสร้างความ
สุขที่ยังยืนได้ดีกว่า

เอาจริงๆแล้วผมก็ไม่รู้หรอกครับ ผมไม่ได้มีรายได้จาก
การสร้างคอนเท้นท์ครับ

แต่ถ้าหากเอาความคิดเห็นส่วนตัวก็คงต้องตอบว่าแบบ
ที่ไม่หวังผลอะไรนั่นแหละครับ สุขที่ได้ทำ ไม่ต้องรอให้
ได้อะไรย้อนกลับมา

วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2568

จุดๆหนึ่ง

 


    ปีที่แล้วถือว่าเป็นปีที่ผมได้เขียนบันทึกไว้เยอะที่สุด
เท่าที่เคยผ่านมา

    บางครั้งเราก็ไม่รู้หรอกว่าทำไม เราถึงได้มีความ
พยายามที่จะทำอะไรลงไปให้มันมากมายขนาดนั้น
    บางทีอาจจะเป็นข้อมูลจากสถิติต่างๆ ที่เคยทำมา
อย่างครั้งหนึ่ง ผมกับการวิ่ง ที่ต้องคอยทำลายสถิติเวลา
ที่ดีที่สุดของตัวเองลงไปเรื่อยๆ อยากไปให้ไกลกว่าฃ
ไวกว่า ผลักดันตัวเองมันไปเรื่อยๆจนถึงจุดๆหนึ่งที่มันไป
ต่อไม่ได้ อาจจะเพราะหมดแรงใจ หรือทำยังไงมันก็ไม่
ได้ตามเป้า หรืออะไรก็ตามแต่มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
สุดท้ายก็ต้องยอมปล่อยความตั้งใจนั้นให้หลุดลอยไป
กลับมาสู่วิถีที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยที่ไม่ต้องใช้ตความ
พยายามมากเกินไป

    เมื่อถึงจุดๆนึง เราก็จะกลับมามองตัวเอง
แล้วก็พิจารณาถึงการกระทำที่ผ่านๆมา ทำให้ได้รู้ว่า
เราเป็นคนยังไง อะไรแบบไหนที่ทำให้เรามีพฤติกรรม
ที่เป็นแบบนั้น แบบนี้

ซึ่งตรงนี้แหละ ที่จะสร้างประโยชน์ให้เราในอนาคตได้
อย่างที่ไม่เคยคาดคิด มันเหมือนการทดลองทำอะไรซ้ำๆ
ผิดพลาดบ้าง ถูกต้องบ้าง มั่วทิศทางสะเปะสะปะไปอย่าง
ไม่ลืมหูลืมตาแต่เราก็ยังกล้าและบ้าพอที่จะทำมันต่อไป
จนทำให้เรามองเห็นตัวเอง เข้าใจตัวเองมากขึ้น
แม้จะอีกนิดนึง ก็ยังดี

ผมคิดว่างั้นนะ

วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2568

ชาชิน

 



ในวันก่อนนั้น....
หลังจากที่ร่างกายผ่านการเดินทางไกลในระยะฮาล์ฟ
มาแล้ว ก็ต้องกลับมากรำงานสังคมจนเวลาที่ตื่นรวมกัน
ก็ราวๆ 24 ชม.พอดี

ตื่นตีสาม กลับมานอนอีกทีก็ราวตีสามตีสี่
ซึ่งช่วงชั่วโมงหลังๆอาจจะไม่มีสติรับรู้หรือไม่ก็คงด้าน
ชาจากความเจ็บปวดรวดร้าวที่ระบมมาเกือบทั้งวัน
ไปแล้ว

แม้กระทั่งนิ้วก้อยที่เท้าซ้ายก็แทบไม่รู้สึกเจ็บปวดแสบ
ร้อนเหมือนตอนที่วิ่งอยู่ตั้งแต่ กม.ที่สิบจนจบ อีกต่อไป

จนบ่ายนี้
ร่างกายยังคงบอกช้ำจากการกรำงานที่หนักหน่วงเกิน
กว่ามันจะรับไหวไปอยู่ไม่น้อย ส่งผลให้การเดินเหินไป
ยังที่ต่างๆยังคงทำได้ลำบากลำบนบ้าง

จะว่าไปแล้ว มันก็เคยเป็นอาการที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายๆ
ครั้งที่เราใช้ร่างกายมันจนกระทั่งข้ามขีดจำกัดไป
จนมันแสดงความอ่อนด้อยออกมาด้วยความเจ็บปวด

ผมคิดว่า ร่างกายเรานั้นต้องการความทุกข์ตรมระดับ
หนึ่งในการออกแรงใช้งานมันอยู่เป็นประจำ
มิเช่นนั้นแล้ว มันก็จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ
แล้วหากเราปล่อยปละให้มันสบายจนเกินไป
มันก็จะยิ่งเคยตัวจนกระทั่งไม่อยากกลับไปหาเรื่องที่มัน
สร้างความยากลำบากให้กับเจ้าของร่างนั้นอีกเลย

ผมเชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆครับ
ลำบากวันนี้ ไม่มีคำว่าสบายวันหน้า
มีแต่ชาชิน...

วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568

ค่านิยม จริยธรรม

 


    เมื่อครู่นั่งอ่านสรุปแนวโน้มของสิ่งที่เป็นมา
และกำลังจะเป็นไปของประชากรไทยเรา จากเพจ
ของคุณเอ๋ นิ้วกลม

สรุปคร่าวๆใจความมองเห็นแต่ความท้อแท้และน่าเบื่อ
หน่ายของเรา ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่ฝุ่นมากมาย
การคอรัปชั่น ผลผลิตทางเกษตรส่วนใหญ่สู้ต่างชาติ
ไม่ได้ สภาพแวดล้อมในการทำงานต่างๆของเรา
ไม่เอื้อให้เกิดนวัตกรรมหรือกิจการที่ผู้ประกอบการ
ยุคใหม่ๆต้องการ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ สังคม
การศึกษา ฯลฯ

อ่านไปก็คิดตามไปอย่างที่เขาว่าจริงๆนั่นแหละ
ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ พี่แกก็ได้มาจากประสบการณ์ในการ
พบปะเจอผู้คนจริงๆ อาจจะไม่ใช่ทั่วภูมิภาคหรอก
แต่ก็ถือว่าส่วนใหญ่นั้นผมเห็นเป็นแบบนั้นด้วย

ยิ่งเห็น ยิ่งคิด ยิ่งทดท้อกับอนาคต
เหมือนคลำหาสวิทช์ไฟในห้องที่ปิดตาย
จะว่า ห้อง ก็คงง่ายไป หอประชุมเลยละกัน

กลับมามองตัวเองแล้วก็บอกกับมันว่า
สิ่งที่มึงทำได้เลยตอนนี้คือนั่งลง
แล้วค่อยๆคิดว่าจะไปหาทางเปิดไฟคนเดียวทำไม

ลองหาทางแก้ไขจากตัวเองดูบ้าง
นั่งเฉยๆ แล้วใช้ความคิดไตร่ตรองดูบ้าง

ผมลองคิดว่า "เราบริโภค เราใช้จ่ายด้วยความ
สะดวกจากแอพออนไลน์ แม่ค้าแบ่งรายได้ให้ต่างแดน
เท่ากับว่าเงินตราไหลออกจากเราไปหาต่างชาติด้วย
หรือเราจะเปลี่ยนเป็นการออกกำลังเดินลงจากตึก
ขยับตัวไปหาข้าวแกงข้างทาง อุดหนุนคนตัวเล็กๆของ
บ้านเราก่อน หรือลองมองหาของที่จะซื้อใกล้ตัวก่อน
อาจจะไม่ถูกที่สุด แต่มันก็ยังหมุนเวียนอยู่ในชุมชน

ของนอก ของดีส่งออกมาขายกันเพื่อสร้างผลกำไร
เข้าบ้านเขากัน ไอ้ของไม่ดีก็มีมาหลอกขายเยอะแยะ
และก็สูญเสียไปเปล่าๆกับของราคาถูกๆที่ใช้ได้ไม่กี่ครั้ง

หากเราช่วยกันสนับสนุนคนบ้านเรา
ให้ค่านิยม ให้วัฒนธรรม มีจริยธรรม
ไม่เห่อไปกับแบรนด์นู่นนี่ที่บางทีก็รู้สึกว่ามันฟุ่มเฟือย
มีความภาคภูมิในงานพื้นถิ่น
เขาอยู่ได้ เราอยู่ได้ ช่วยเหลือกันไปแบบนี้

เราจะสบายคนเดียวไปเพื่ออะไร
ในเมื่อญาติพี่น้องบ้านใกล้เรายังลำบาก

เอาตัวรอดได้คนเดียวขึ้นชื่อว่าเก่ง
แต่การพาให้คนอื่นๆรอดมันสุขใจยิ่งกว่านั้น

นั่งลงในความมืดนั้น
ค่อยๆใช้ความคิด

บางทีเทียนไขอาจจะอยู่กับใครสักคนก็ได้

วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2568

สั่นสะเทือนและอ่อนไหว

 



    เรื่องราวมากมายบนโลกนี้ล้วนวุ่นวาย และ

ส่วนใหญ่ก็เกิดจากอารมณ์อันอ่อนไหวของมนุษย์เรานี่เอง


สิ่งหนึ่งที่ถูกย้ำเตือนเสมอจากผู้ที่มากประสบการณ์ชีวิต คือ

"ให้รู้เท่าทันตนเอง"


คงไม่มีใครในโลกนี้รู้จักตัวเราไปมากกว่าเราเอง

ต่างคนก็ต่างสนใจแต่ชีวิตของตนเองกันทั้งนั้น


เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ความรับผิดชอบสิ่งต่างๆในชีวิตเรา

ก็ควรจะเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว


หากมีใครสักคนด่าว่าอะไรสักอย่างออกมา

ก็ต้องเป็นเราเองอีกนั่นแหละที่จะตอบสนองกับมันอย่างไร

มิใช่ใครคนนั้นที่เราจะกล่าวโทษ แต่ต้องเป็น "เรา"

เราเองเท่านั้น ที่จะเลือกว่าจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร


หากเราหวั่นไหวไปกับมัน ก็มีเพียงการถกเถียงต่อว่า

บางทีอาจจะลุกลามไปถึงขั้นทะเลาะและทำร้ายซึ่ง

กันและกัน


และหากเรานิ่งเฉย มีระบบแปลงคำด่าให้กลายเป็

นพลังงานหนึ่งที่ไม่สามารถสร้างผลด้านลบให้กับเราได้

หรือได้ แต่ก็ไม่นาน


เราเองนั้นก็จะกลายเป็นผู้ที่มองเห็นธรรมชาติของมนุษย์

ได้บ้างแล้ว


บอกตามตรงว่าตัวผมเองนั้น ก็ยังทำได้ยาก

แต่ก็พยายามฝึกฝนให้เท่าทันในหลากหลายสถานการณ์

ได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็พยายามทำต่อไป


เราต่างแขวนอารมณ์อันอ่อนไหวและสั่นสะเทือนง่ายไว้

กับความรู้สึกอันเปราะบางเหลือเกิน  

วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568

งานต่อไปของใคร?

 


หลังจากเลยวัยทำงานมาสักระยะหนึ่งแล้ว
ก็คงหนีไม่พ้นงานขาวดำของใครสักคนนี่แหละ
ที่เป็นเหตุการรวมตัวของกลุ่มคนที่ไม่ค่อยได้พบ
ปะกันมาเนิ่นนาน

มันเป็นเรื่องยากมากๆที่จะใช้ชีวิตแบบใดแบบหนึ่ง
ตลอดไป เรารู้ดีว่า ชีวิตย่อมเปลี่ยนแปลงไปตลอด
เวลา...

แค่มันไม่ได้เปลี่ยนในชั่วข้ามคืน มันค่อยๆเปลี่ยน
ไปทีละน้อย หน้าที่การงานต่างๆ ภาระครอบครัว
อะไรอื่นอีกมากมาย ทำให้ชีวิตเราต่างต้องรับผิด
ชอบอะไรต่อมิอะไรมากยิ่งขึ้น

เวลาของกลุ่มก๊วนเพื่อนเก่า
ก็ลดทอนลงผกผันไป
กับสิ่งที่ต้องทำ

สำหรับผมแล้ว ส่ิงหนึ่งที่มักไม่ค่อยจะเปลี่ยนไปก็
น่าจะเป็นการพูดอำกันเล่นไปเรื่อยเปื่อย ซึ่งมัน
เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกับเพื่อนใหม่วัยแก่

บางอย่างอาจจะดูจริงจังบ้าง
สร้างความน่าเชื่อถือบ้าง

แต่กับเพื่อนเก่ามันไม่ต้องการแบบนั้น
มันต้องการความยียวนกวนประสาทแบบแต่ก่อนมา
กระตุ้นเตือนความหลัง เพื่อให้อาการคันปากลามไป
ถึงไม้มือฟื้นคืนกลับมามีลมหายใจอีกครั้ง

นั่นมันผมเองมิใช่ใคร

วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2568

แด่ผู้สูญเสียใครบางคนในชีวิตไป

 



    เราต่างรู้กันดีว่า สักวันหนึ่งเราต้องตาย
แต่ใครเล่าจะรู้ซึ้งถึงความตายกันได้ทุกๆวัน
ในวันหนึ่งก็มีเรื่องให้คิดให้ทำตั้งมากมาย กว่าจะ
ผ่านไปได้แต่ละวันนั้น ช่างยากเสียเหลือเกิน

เราไม่ค่อยได้เตรียมตัวหรือเตรียมใจไว้สำหรับ
เรื่องนี้กันสักเท่าไหร่....

นอกเสียจากว่า คนใกล้ตัวนั้นส่ออาการป่วย
กระเสาะกระแสะ หรือนอนพงาบติดเตียงให้เห็น
แบบนั้นก็คงพอเตรียมตัวเตรียมใจไว้บ้าง

แต่บางที การสูญเสียก็มาแบบกระทันหัน ไม่ปล่อย
เวลาให้ตั้งตัวกันสักเท่าไหร่
บทจะมาก็มาไม่มีซุ่มเสียง

ไม่ใช่เรื่องที่เราจะโหยหามัน
แต่สักวันหนึ่ง....มันจะมาหาเรา

เราพยายามหลีกหนีมันให้นานที่สุด
แต่ก็ไม่มีใครทำได้นานเกินกว่าบางอย่างจะอนุญาต

แม้ว่าบางอย่างที่เคยมีมันจะหายตามการจากไป
แต่ผมเชื่อว่าก็ต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นและเติบโตมา
แทนที่

ชีวิตพวกเราที่ยังเหลืออยู่ก็ต้องดำเนินต่อไป
จะไปทางไหนก็สุดแท้แต่ความคิด การกระทำนั้นๆ
ของตน

ทรัพย์สมบัติ มรดกตกทอดอาจจะเยียวยา หรือ
ปรับเปลี่ยนชีวิตไป บางคนต้องแบกรับมากกว่าหาก
สิ่งที่เหลือให้มาเป็นเพียงแค่ หนี้สิน

ผมรู้่ว่าสักวัน ผมก็ต้องจากไป
แต่ก่อนวันนั้นจะมาถึง ผมแค่อยากมอบสิ่งดีๆไว้ให้เพื่อน
มนุษย์ ไม่ว่าใครคนนั้นจะอยู่ในครอบครัวหรือไม่ก็ตาม
ไม่ว่าใครคนนั้น จะมองเห็นว่าเป็นมิตร ศัตรู หรือครู
หรือตัวอะไรก็ตาม

อย่างไรก็แล้วแต่ มีเพียงเราเท่านั้น
ที่รู้ดีว่า เราจะทิ้งอะไรไว้ก่อนที่จะจากที่แห่งนี้ไป

วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2568

เรารู้แค่ว่าเราจากอดีตนั่นมาอย่างไร

 


ความเย็นของฤดูหนาวยังเผ่นพ่านให้ได้อรรถรสของ
เทศกาล ราตรีเฉลิมฉลองผ่านไปแล้ว ผ่านพ้นไป
พร้อมกับสรรค์สร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาให้กับบางคน
และอีกบางคนส่วนใหญ่มักจะกลับมาคงเดิมในอีกไม่ช้า
และใครอีกคนที่ยังคงเฉยเมยต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ
ไร้ความรู้สึกสนุกสนาน

หากเรามองข้ามความสนุกที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในภาย
หน้าไป แลเห็นแต่ความเบื่อหน่ายของสรรพสิ่ง
เช่นนี้แล้ว เราจะเป็นอย่างไรต่อไป

ลองมองข้ามกำแพงที่บังคับให้เราคิดถึงความเป็นไป
ได้เดิมๆออกไปยังท้องฟ้าไกลโพน ไกลออกไปในที่ที่
ไม่เคยคาดว่ามันจะมีหรือไปถึงได้ ในเวลานั้น
หัวใจเต้นระรัว ความกลัวกอดรัดความตื่นเต้น
โอกาสเป็นสถานะเดียวกันกับอุปสรรค

ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต
เรารู้แค่ว่าเราจากอดีตนั่นมาอย่างไร