ในวันก่อนนั้น....
หลังจากที่ร่างกายผ่านการเดินทางไกลในระยะฮาล์ฟ
มาแล้ว ก็ต้องกลับมากรำงานสังคมจนเวลาที่ตื่นรวมกัน
ก็ราวๆ 24 ชม.พอดี
ตื่นตีสาม กลับมานอนอีกทีก็ราวตีสามตีสี่
ซึ่งช่วงชั่วโมงหลังๆอาจจะไม่มีสติรับรู้หรือไม่ก็คงด้าน
ชาจากความเจ็บปวดรวดร้าวที่ระบมมาเกือบทั้งวัน
ไปแล้ว
แม้กระทั่งนิ้วก้อยที่เท้าซ้ายก็แทบไม่รู้สึกเจ็บปวดแสบ
ร้อนเหมือนตอนที่วิ่งอยู่ตั้งแต่ กม.ที่สิบจนจบ อีกต่อไป
จนบ่ายนี้
ร่างกายยังคงบอกช้ำจากการกรำงานที่หนักหน่วงเกิน
กว่ามันจะรับไหวไปอยู่ไม่น้อย ส่งผลให้การเดินเหินไป
ยังที่ต่างๆยังคงทำได้ลำบากลำบนบ้าง
จะว่าไปแล้ว มันก็เคยเป็นอาการที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายๆ
ครั้งที่เราใช้ร่างกายมันจนกระทั่งข้ามขีดจำกัดไป
จนมันแสดงความอ่อนด้อยออกมาด้วยความเจ็บปวด
ผมคิดว่า ร่างกายเรานั้นต้องการความทุกข์ตรมระดับ
หนึ่งในการออกแรงใช้งานมันอยู่เป็นประจำ
มิเช่นนั้นแล้ว มันก็จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ
แล้วหากเราปล่อยปละให้มันสบายจนเกินไป
มันก็จะยิ่งเคยตัวจนกระทั่งไม่อยากกลับไปหาเรื่องที่มัน
สร้างความยากลำบากให้กับเจ้าของร่างนั้นอีกเลย
ผมเชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆครับ
ลำบากวันนี้ ไม่มีคำว่าสบายวันหน้า
มีแต่ชาชิน...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น