วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

The Party (งานเลี้ยง) KBV.15

 




    งานสังสรรค์ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมาอย่าง
ยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิดลูกหลานสักคน
หรือแม้กระทั่งคนเฒ่าอายุครบรอบแปดสิบสี่ ก็ยังจัด
งานสังสรรค์ได้

    จะว่าไปแล้วการที่ได้สังสรรค์กับผู้คนเยอะๆ
ก็น่าสนุกไม่น้อย ยิ่งเป็นคนที่ชอบอะไรคล้ายๆกัน
ด้วยแล้วก็ไม่แคล้วว่าจะพาสนุกไปจนไม่ยอมเลิก
ยอมลากันง่ายๆ

    แต่อย่างไรเสีย ทุกงานย่อมมีวันเลิกรา
มีเกิด ต้องมีดับ มีดี ต้องมีแย่ ทุกๆอย่างไม่สามารถ
มีอะไรเพียงอย่างเดียวได้ อยู่ที่เราจะเห็นด้านไหน
มากกว่ากัน

    งานเลี้ยงสังสรรค์เพียงงานเดียว ไม่ได้ทำ
ให้เราเรียนรู้ชีวิต เฉกเช่นการเดินทางไปสถานที่
ต่างๆเพียงครั้งเดียว ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้จักสถานที่
นั้นดีมากขึ้นเท่าไหร่

    กว่าที่เราจะได้เรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์
ต่างๆ ต้องใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งๆนั้นนานพอสมควร
ต้องผ่านทั้งเรื่องที่ดี และเรื่องที่ไม่ดี ทนอยู่กับมัน
มีความสุขไปกับมัน จึงจะกลั่นมาตอนท้ายได้ว่า
ความสุข ความพอใจของเรานั้นอยู่ที่ใด

    หากพอใจเราก็ไปต่อ ค้นหาความหมายของ
การดำรงอยู่ต่อ
    แต่หากเรียนจนรู้แล้วว่าทางที่กำลังไปนั้นยังไม่
ตอบโจทย์ที่เราตามหาคำตอบ ก็ควรพิจารณาเสียใหม่
ไม่มีคำว่า สาย

    จัดวางรูปแบบการดำเนินชีวิตให้เหมาะสมกับ
ตัวเราเอง แล้วจะให้งานเลี้ยงเลิกราแบบไหน
ก็ขึ้นอยู่กับเรา

วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

สะเทือนใจ

 


    ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าชวนให้น้ำตาคลอสำหรับ
ความรักความห่วงใยของพ่อลูกคู่หนึ่ง

    ในขณะที่วงสนทนาเพื่อเจรจาทางธุระกิจกำลัง
ดำเนินอยู่นั้น ได้เกิดอุบัติเหตุซึ่งห่างจากสถานที่นั้น
เพียงเล็กน้อย ไม่เกินห้าร้อยเมตร และหนึ่งในผู้
ร่วมเหตุครั้งนี้ก็เป็นบุตรสาววัยเยาว์ของผู้เป็น
หัวเรื่องในการเจรจาครั้งนี้ ที่เพิ่งจะนำรถยนต์ออก
ไปต่อใบขับขี่เป็นครั้งที่สอง แล้วประสบกับอุบัติเหตุ
ห่างจากหน้าบ้านของตัวเองออกไปเพียงเล็กน้อย
เท่านั้น

    ผู้เป็นพ่อจึงได้ทำการส่งบุตรชายวัยใกล้เคียง
กับบุตรสาว ให้ไปดำเนินการช่วยเหลือ
    ฟังคร่าวได้ใจความว่า บุตรสาวที่ขับรถยนต์
ออกไป จะทำการกลับรถที่จุดกลับรถ ซึ่งหากเข้า
ไปชิดขอบทางทางด้านขวาเข้าเลนที่จัดเพิ่มไว้ให้
แล้วก็เลี้ยวคงไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจ
    หากแต่เจ้าตัวผู้ขับนั้นอยู่ทางด้านซ้ายสุดของ
ถนนแล้วตีวงกว้างเข้าจุดกลับรถโดยที่ไม่ทัน
จักรยานยนต์ที่ขี่มาจากทางด้านหลัง
    ได้ยินมาว่า คิดว่าตนนั้นขับรถอีกคันหนึ่งที่มี
อัตราเร่งตอบสนองได้ดีกว่า
    แต่ความเป็นจริงแล้ว รถที่ใช้งานอยู่นั้นเป็น
เพียงอีโค่คาร์สามสูบที่อืดอาดยืดยาด ทำให้ตอบ
สนองไม่ทันอย่างใจคิด
    จักรยานยนต์ที่มากันสองคนชายหญิงก็พยายาม
เบี่ยงหลบ แต่ก็ไม่เป็นผลทำให้กลายเป็นอุบัติเหตุ
เฉี่ยวชนกันอย่างจัง

    ในใจก็รู้ทั้งรู้ว่าทางฝ่ายนี้ที่อยู่ในวง เป็นฝ่าย
ผิดที่ไปตัดหน้าเขา แต่เบื้องต้นก็ทำการเรียกประ
กันภัย ให้ทางประกันเป็นผู้รับหน้าไป รอร้อยเวร
รอรถสนันสนุนที่เกิดเหตุ อะไรก็ว่าไป
    คุยกันถึงเรื่องผลประโยชน์ที่ตนนั้นจะเสีย
และรถที่บุบสลาย ต่างๆนาๆร้อยแปด
แต่ได้ยินคำถามเกี่ยวกับชายหญิงสองคนบนมอ'ไซค์
คันนั้นน้อยมาก

    จนไม่นานเหล่าลูกๆก็กลับมา พร้อมกับน้ำตา
เอ่อคลอด้วยความตกใจที่ไม่เคยประสบอุบัติเหตุ
ร้ายแรงเพียงนี้
ภาพสองพ่อลูกกอดกันก็พลันบังเกิดตรงหน้า

    คำถามในหัวผมก็พลันเศร้าตามไปอย่างไม่
แพ้กัน ความห่วงใยในเพื่อนมนุษย์นั้นมีเพียงแค่นี้
เองหรือ มันเป็นเรื่องสะเทือนใจ ที่ความห่วงใย
นั้นมันไม่ลุกลามไปห่วงใยผู้อื่นเลย
    แม้เราจะเป็นเหตุแห่งความชิบหายทั้งปวง
คิดแล้วก็เศร้า เรามันคบกันแค่ผลประโยชน์เพียง
เท่านั้น จริงๆหรือ

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

The KoDam (โกดำ) KBV.14.3

 


    ผ่านไปด้วยดีกับอาหารทั้งหลายแหล่ที่แห่กันสั่ง
มาครับ รสชาติถือว่าใช้ได้ครับ แต่ก็ยังไม่ถูกใจคน
ที่ดำเนินชีวิตอยู่ตามต่างจังหวัดเช่นผม คาดว่าจะ
เหมาะกับต่างชาติแล้วก็คนที่ไม่กินอาหารรสจัดเสีย
มากกว่า

    จริงๆแล้วอาหารที่สั่งมานั้น หมดช้ากว่าการ
กินๆๆแล้วก็กินไปมาก เหตุเพราะว่า พออาหารมา
พร้อมเพรียงเคียงเครื่องดื่มแล้ว อารมณ์เริ่มดีขึ้น
อะไรๆก็ง่ายไปหมด คุยกันง่าย กินกันง่าย
    สรวญเสเฮฮากันไป เบียร์หมดสั่งเบียร์
ซดาน้ำไม่มีขาดช่วง บางที พนักงานก็ใจดีตัก
น้ำแข็งฟรีมาให้อีกต่างหาก

    นั่งกินกันจนลูกค้าบางตา พนักงานพอมีเวลา
ว่างมาเก็บข้าวของ คนที่เหลือก็เดินมาถามว่าจะสั่ง
อะไรอีกไหม ครัวจะปิดแล้ว
    ด้วยความที่เราก็สั่งมาด้วยโมโหหิวตาลาย
จนแทบจะยัดไม่ลงอยู่แล้ว ก็ต้องขอตอบปัดไปเรื่อง
อาหาร แต่มิกเซอร์ เอามาเลยนะ
กลัวจะปิดแล้วไม่ขายให้ เป็นเหตุให้ต้องย้ายร้านให้
เสียเวล่ำเวลาอีก

    เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็จำไม่ได้ จำได้
เพียงว่า ตอนนั้นเหลือโต๊ะเราเพียงโต๊ะเดียว
เหล่าพนักงานก็เก็บข้าวของกันจนเกือบจะเสร็จแล้ว

    ภาพวันวานย้อนคืนมาเลยครับตอนนี้
มันเป็นการกินดื่มที่ไม่ยอมเลิกรา ร้านรวงปิดแล้วก็
ไม่ยอมกลับ มันถือว่าเป็นอาการติดลมก็ใช่อีกนั่น
แหละครับ
    ตั้งแต่วัยรุ่นมา ผมติดลมจนปิดร้านให้เจ้าของ
ร้าน ปิดแทนเด็กที่ร้านไม่รู้กี่ร้านต่อกี่ร้าน และกี่ครั้ง
ต่อกี่ครั้งก็ยากจะนับ แม้แต่หลับคาโต๊ะที่ร้านก็เคย
เกิดขึ้นมาแล้ว แต่นั่นมันอดีตเมื่อนานมาแล้ว ช่างมัน

    กลับมาที่โต๊ะกันก่อนครับ
ระหว่างที่กำลังเมามันส์กับไล่ตบแมงโม้ที่ว่อนไปทั่ว
โต๊ะอยู่นั้น ก็ได้มีลุงคนหนึ่งเดินเข้ามาขอนั่งด้วย
แรกเราก็เห็นแกเป็นกัปตันเชียร์แขกที่ร้าน
    ทำทุกอย่างทุกหน้าที่ ตั้งแต่เราเข้ามาแล้วก็
ไม่เคยจะหยุดว่างไปนั่งที่ไหน เห็นแกเดินไปเดินมา
อยู่ตลอด ก็เลยเลื่อนเก้าอี้อันเชิญเจ้าถิ่นเข้าสู่
วงสนทนาพร้อมกับขวดเบียร์ไทยสีเขียวในมือแก
ที่ถือมาพร้อม

    สอบถามคร่าวๆกันไปมาว่าเรามาจากไหน
แถวบ้านเรามีอะไร แปลกใจก็ตรงที่ว่ารู้จักอำเภอ
มวกเหล็กแล้วถามผมว่า 
"น้ำที่ไหลอยู่ในน้ำตกมวกเหล็กเนี่ย ไหลมาจาก
ทางไหน ต้นน้ำมาจากไหน มันมาจากทางเหนือ
แล้วไหลไปลงที่ไหน?"

    ทำเอาผมงุนงงจนต้องถึงขั้นหยิบเครื่องมือมา
ค้นหาข้อมูลจากแผนที่ (ใช่ครับ ผมดูข้อมูลเอาจาก
แผนที่ ดูในภาพ เสียมากกว่าการเสริชลงไปใน
กูเกิ้ลตรงๆเลยว่า ต้นทาง,น้ำตกมวกเหล็กอะไร
ทำนองนี้) จึงทำให้ได้ข้อสรุปในการสนทนาเรื่องนี้
ไป แต่แกก็ยังไม่หายสงสัยว่ามันต้องมาจากทาง
เหนือสิแล้วไหลลงใต้ ฮ่าๆๆ

    คุยไปคุยมาแกบอกว่าแกเรียนจบวิศวะที่
พระจอมเกล้าพระนครฯ(เอ๊ะ หรือลาดกระบัง)
ก่อนก็ทำรับเหมาก่อสร้างเนี่ยแหละ จับพัดจับพู
ก็มาทำร้านอาหาร เราได้ถึงบางอ้อว่าแกเนี่ยแหละ
เป็นเจ้าของร้าน (เอาอีกล่ะไงกุ นึกในใจ กินจน
ด้เจ้าของมานั่งด้วยอีกแล้ว)

    ด้วยความไม่ถือตัวแล้วก็คุยสนุกสนานกัน เรา
ก็ถามแกซอกแซกไปเรื่อยเปื่อยตามภาษาสุราหาได้
อยากเอาความจริงของโลกจากแกไม่
    แต่พอถึงตาที่แกต้องส่งคำตอบกลับมา ก็ทำ
เอาผมเองนั้นอึ้งและทึ่งไปเสียทีเดียว

    มีอยู่ตอนหนึ่งผมถามเรื่องทำไมลูกค้าถึงเต็ม
ร้านทุกวัน? แกก็ถามกลับด้วยความหน้าตาขี้เล่นปน
เฮฮาตามปกติของแกว่า
"พวกเรามาร้านนี้ได้ยังไง"?

    กูเกิ้ลไง คะแนนรีวิวไง ผมถึงกับตกตะลึงว่า
เอ้อออ สุดยอดไปเลย ขนาดเราอายุน้อยกว่าแก
มากกกก ยังคิดไม่ค่อยจะได้ แต่แกอายุเลยวัยเกษียร
ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมละมือหยุดงานของตัวเอง
    ค้นหาความรู้ใหม่ทุกๆวันจากเครื่องมือสมัยใหม่
ที่มีให้ เสพข่าวต่างประเทศ สนใจความเป็นไปของ
ธรรมชาติในทวีปต่างๆ หัดพูดภาษาหลากหลาย
    เพื่อเอาไว้สื่อสารกับลูกค้าที่เข้ามากินอาหารที่
ร้านของแก เป็นคนที่มีอายุในการทำงานอยู่ในวัยเยาว์
ที่ไฟกำลังลุกโชนอยู่ทุกๆวัน

    "ดำผิดตรงไหนที่ยังไม่แก่" คำๆนี้เปล่งออกมา
เป็นทำนองให้พวกเราพี่น้องร้องติดปากเฮฮากันไป

    มองนาฬิกาเกือบเที่ยงคืนแล้วก็ต้องขอตัว
ขอรบกวนแกเพียงเท่านั้นพอ
เด็กๆพนักงานที่ร้านก็กลับกันไปหมดแล้ว
    แต่แกก็ยังชวนติดส่งท้ายมาด้วยนะ ว่ามีร้านไหน
ผับไหนให้ไปเที่ยวต่อได้อีก แถวนี้รู้จักแกหมด ว่างั้น
เพราะแกไม่มีลูกเมีย ถึงเวลาก็อยากจะพักผ่อน
กินดื่มบ้าง อย่างมนุษย์เราๆเนี่ยแหละครับ

    แต่เราก็ไม่ได้ไปต่อไหนกับแกหรอก เพื่อนอีก
ขโยงนั่งล้อมวงใหญ่อยู่ที่โรงแรมแล้ว เลยจากลากัน
มาอย่างสนุกสนาน อิ่มทั้งอาหาร อิ่มทั้งความสำราญ
อารมณ์ขุ่นมัวยามโมโหหิว คำติชมรสชาตอาหาร
มลายหายไปสิ้น ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มและความทรงจำ

"ดำผิดตรงไหนที่ยังไม่แก่"



วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

The KoDam (โกดำ) KBV.14.2

 


    ระหว่างที่นั่งรอ ก็มีคนเดินเข้ามานั่งรอคิวต่อ
จากเราอีกสามสี่ราย แน่นอนว่าทั้งหมดคือชาวต่าง
ชาติอีกเช่นเคย

    ต้องยอมรับว่าทะเลไทยนั้น ดึงดูดนักท่องเที่ยว
ได้ดีมากๆ จะมีกระเด็นหลุดออกไปเดินป่า เดินเขา
ให้ลำบากกายที่เขาใหญ่บ้างก็เพียงแค่เล็กน้อย
ถึงน้อยมาก ถ้าเทียบกับความสะบายที่พวกเขาได้รับ
ในการมาพักผ่อนริมทะเลแล้ว

    นั่งรอไปมาก็ได้คิวเราที่เข้าไปนั่งโต๊ะ โชคดีที่
มื้อนี้มากันเพียงไม่กี่คน ส่วนหนึ่งแยกไปอีกร้านหนึ่ง
ที่มีชื่อในลิสเช่นกัน
    จึงหาโต๊ะที่จัดไว้ไม่เกินสี่คนได้อย่างไม่ยาก
เย็นอะไร หากเทียบกับไปกันเป็นหมู่คณะมากกว่า
สิบแล้ว ไปไหนมาไหนก็ลำบาก ทั้งการเดินทาง
ทั้งร้านค้าที่จะต้องตระเตรียมชุดโต๊ะเก้าอี้ให้ใหญ่
ยาว พอสำหรับคนพวกนี้ ไปน้อยคนก็กระทัดรัดดี

    น่ังโต๊ะได้ก็รัวรายการที่ได้ดูไว้ล่วงหน้าสั่งกับ
พนักงานไป แล้วก็ต้องนั่งรอ รอแล้ว รออีก
น้ำท่าก็ยังไม่มีมาให้ดื่มดับความกระวนกระวาย
จนถึงขั้นหัวร้อนโมโหหิวกันไป แต่ก็มิได้โวยวายไร้
อารยะ สร้างความหมั่นไส้ให้พ่อครัวถ่มน้ำลายใส่
อาหารมาให้กินหรอกครับ กลัวตรงนี้แหละ
ถึงเป็นคนที่ไม่อยากจะทะเลาะอะไรกับใครเขา

    หลังจากอดทนรออย่างยาวนานในความรู้สึก
อาหารก็ทะยอยเดินทางออกมาจากหน้าครัวสู่โต๊ะ
พวกเรา แต่ก็มาเพียงอาหารครับ
อาวุธที่จะรับมือกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นไม่มี จะให้
เปิปด้วยมือก็กลัวจะร้อนเกินไป

    ทำได้แค่เรียกพนักงานร้องขอเครื่องเคียง
เครื่องดื่มมาให้ก่อนก็ได้ จะเอาโซดาเย็นๆมาผสม
น้ำอมฤตดื่มให้ชื่นใจสักหน่อย ยิ่งหิว ยิ่งเจอ
เหตุการณ์แปลกๆ ยิ่งหงุดหงิดร้านอาหาร
อะไรก็ขัดหูขัดตาไปหมดครับ เวลาหิวเนี่ย

ติดตามตอนต่อไป ไว้พบกันใหม่
(หมดเวลาเขียนขอตัวไปทำงานก่อน)

วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

The KoDam (โกดำ) KBV.14.1

 



    หลังจากเดินทางกันมาอย่างยาวนานและแสน
ไกลแล้ว (หากไกลกว่านี้ ผมเคยบ้าบอขี่เพื่อทำชา
เล้นจ์หนึ่งวันพันหกร้อยโลเมื่อสิ้นปีที่แล้ว)
ร่างกายที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรงแดดฝนกันมาอย่างสา
สมใจคงต้องการการพักผ่อนบ้าง

    เมื่อเช็คอินเข้าที่พักที่ได้ดำเนินการจองกันไว้
ล่วงหน้าเป็นกลุ่ม เป็นกรุ๊ปแล้วก็มีเวลาให้หยุด
กิจกรรมต่างๆ ทิ้งภาระหน้าที่กันไปแบบตัวใครตัวมัน

    ส่วนใหญ่ก็จะทำการปลดเปลื้องอาภรนอนแช่น้ำ
เล่นตามห้อง ตามสระ ให้สบายตัวแล้วหลับนอนพัก
กายาเติมเรี่ยวแรง หากใครมีกำลังพอที่จะยกแขน
ก้าวขาได้ก็คงลงไปเดินเล่นริมหาด พลางถือ
กระป๋องเบียร์ชิลไป

    สำหรับผมคงขอแค่จัดข้าวของ อาบน้ำท่า
เตรียมตัวไปหาอะไรใส่ท้องให้สมกับที่เดินทางไก
มาถึงขอบทะเลฝั่งอันดามันก็พอแล้ว

    นอนเล่นที่ห้องพัก เปิดทีวีดู ระหว่างรอเวลา
แล้วก็ทำการค้นหาข้อมูลร้านอาหารที่เพื่อนๆส่งมาให้
ในกลุ่มไลน์ ซึ่งมีอยู่สามทางเลือก หลังจากพิจารณา
รูปภาพ คะแนนรีวิวในกูเกิ้ล และระยะห่างจากที่พัก
แล้ว ก็ได้ทำการเลือกมาหนึ่งร้าน ซึ่งห่างจากที่พักไป
ราวๆโลเศษ

    การเดินทางไปสถานที่ต่างๆไม่ยากครับ แถวนี้
เป็นย่านการท่องเที่ยวที่ครึกครื้นไม่น้อย แต่ถือว่าไม่
พลุกพล่านเหมือนตามสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างภูเก็ต
หรือพัทยา ถือว่าพอเหมาะ พอดีครับ
มีรถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่สามารถนั่งได้สองสามคน
คิดค่าบริการครั้งละหนึ่งร้อยบาท ไปส่งได้ในละแวก

    ราวสองทุ่มกว่าก็เดินทางมาถึงที่ร้านอาหาร
ก่อนเดินเข้าไปก็ตกตะลึงตั้งแต่หน้าร้าน เหตุเพราะ
ว่ามีคนมายืนรอต่อคิวเข้าร้านกันอยู่มาก
    ด้วยความหิวและเพลียก็คิดทดท้อกับการรอคอย
ข้างหน้า แต่ไหนๆก็มากันแล้ว ขอลองถามก่อนว่านาน
แค่ไหน ดีกว่ากลับไปเลยโดยไม่ถามไถ่ความจริงให้
กระจ่างแล้วคิดไปเองเหมือนที่ทำกันหลายๆเรื่องใน
ชีวิตจนกลายเป็นปัญหาลุกลาม

    สืบความได้ว่าไม่เกินสิบถึงสิบห้านาทีในการรอ
คอย ก็ลงความเห็นตัดสินใจว่าจะลองน่ังรอกัน เพราะ
ไม่อยากเสียเที่ยว
    มองไปรอบๆก็มีแต่ชาวต่างชาติ จะหาคนนั่งพูดกัน
เป็นภาษาไทยก็มีเพียงแค่เรา เด็กบริการที่ร้านก็พูด
ภาษาต่างชาติจนชำนาญกว่าข้าพเจ้า ที่พอจะเซย์อะไร
ก็ยากไปหมด

    ระหว่างที่รอก็เดินไปหยิบรายการอาหารมาดู
แก้เบื่อ เลือกรอไปเลย ด้วยความหิวกระหาย

อ่านต่อฉบับหน้า....

วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

The Helper (ผู้ช่วยเหลือ) KBV.13




    ในระหว่างเส้นทางเซาเทิร์น อีกราว 20
กิโลเมตรจะถึงจังหวัดกระบี่ ปลายทางอยู่แค่เอื้อม
เมื่อนับหลักกิโลฯจากเท่าที่ผ่านๆมา
    มันเป็นการเดินทางที่อาจจะยาวไกลสักหน่อย
ใช้เวลาเกินกว่าสิบสองชั่วโมงแล้ว
ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้
กับทุกคน แม้กระทั่งจักรกลก็ไม่พ้น

    ในเส้นทางที่ตัดตรงจนแทบไม่ต้องเลี้ยวซ้ายขวา
cruise control ก็ถูกเปิดใช้งานเพื่อช่วยเหลือ
ผู้ขับขี่ให้สบายขึ้นบ้าง ลดอาการเกร็งข้อมือไปได้
ซึ่งมีอยู่ในรถรุ่นใหม่ๆ

    แต่แล้วก็ต้องยกเลิกระบบดังกล่าว เหตุเพราะ
ว่าหัวขบวนตีไฟเลี้ยวซ้าย เนื่องจากเห็นเพื่อนน้อง
กลุ่มหนึ่ง จอดดับหลับอยู่ข้างทาง

    ด้วยความเป็นช่างและนำ้จิตน้ำใจไมตรีที่ไม่เค
ห่างหายไปของคนในกลุ่ม ก็สั่งร่างกายในทันใดให้
เข้าทำการช่วยเหลือ ตีรถวนกลับทันที

    สืบทราบความต่างๆจากผู้ประสบภัยแล้วก็
วิเคราะห์ว่าไม่สามารถซ่อมแซมให้เดินทางต่อได้
    จึงได้ประสานงานกับทีมงานรถสไลด์ที่นัดไว้ให้
มารอรับรถพวกเรากลับ ให้เดินทางมารับยานลำดัง
กล่าวไปก่อน ไปคิดเอาที่ปลายทางว่าจะทำอย่างไร
ยังไงก็ยังมีเพื่อนฝูงอยู่ที่นั่น ถือว่าเป็นการช่วยเหลือ
เท่าที่ทำได้ แล้วก็เดินทางกันต่อ


    ในหลากหลายเรื่องราวของชีวิตก็คล้ายกับการ
เดินทาง เราต้องพบเจอผู้คนมากมาย ต่างคน
ต่างเป้าหมาย แต่เราต้องโคจรชีวิตมาพบกัน มาใช้
เวลาร่วมกัน อาจจะเป็นเพราะหน้าที่การงาน หรือ
การท่องเที่ยว หรือเรื่องส่วนตัว ใดๆก็ตาม
เราล้วนต้องพบเจอกับผู้คนร้อยพัน

    มีคนที่เข้ากันได้ มีคนที่แตกต่าง มีคนเก่ง มีคน
กำลังเรียนรู้ มีคนเอื้อเฟื้อ และก็มีคนเห็นแก่ตัว
"หากคุณอยากพบเจอคนแบบไหน ก็ให้เป็นคนแบบนั้น"
คำสอนนี้ก็ยังคงย้ำเตือนตัวเองอยู่ในใจ

    ท้ายที่สุดแล้วการเดินทางของเราก็ต้องจบลง
ในสักวัน และเราก็จะเอาอะไรติดตัวไปไม่ได้เลย

    ฉนั้น ระหว่างทางที่กำลังเดินอยู่เนี่ยแหละ
คือความสุขที่กำลังเกิดขึ้น ที่สัมผัสได้ ณ ปัจจุบัน

วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

The Weather (สภาพอากาศ) KBV.12




    ความเอาแน่เอานอนไม่ได้กับสภาวะอากาศ
ภาคใต้นั้น ยังคงทำให้แปลกใจอยู่เสมอ
พวกเราคิดว่าฝนหายไปหมดแล้ว จึงได้ออกเดินทาง
กันต่อ
    และอีกไม่นานกว่าสิบนาทีหลังจากนั้น สายฝนก็
วนย้อนกลับมาหาพวกเราอีกจนได้ และครั้งนี้ก็ไม่ได้
มีศาลาข้างทาง หรือว่าสถานีบริการอื่นแต่อย่างใด
ให้ทำการหลบพัก เพราะนี่คือสาย เซาเทิร์น(ซีบอร์ด)

    เป็นที่ล่ำลือกันว่าเป็นเส้นทางที่เปล่าเปลี่ยว,ลี้ลับ
ขนาดที่คนพื้นที่แนะนำว่า อย่าเดินทางด้วยเส้นทางนี้
เพียงลำพังเวลากลางคืน
    ความคิดผมเองคิดว่า อาจจะเหตุเพราะว่า
ระหว่างทางไม่ค่อยมีบ้านคนสักเท่าไหร่ เนื่องจากเป็น
ถนนที่ตัดใหม่ไม่กี่สิบปีมานี้เอง และเลือกที่จะตัดทาง
ให้ผ่านเขตชุมชนน้อยที่สุดด้วย เลยออกจะน่ากลัวเรื่อง
ปล้นชิง เรื่องอุบัติเหตุ
    ส่วนเรื่องลี้ลับ หากอยากรู้ก็ลองไปหาอ่านหาฟัง
เอาเองจะดีกว่าครับ เรื่องนี้ผมไม่ค่อยสันทัดสักเท่าไหร่

    กลับมาที่กลางห่าฝนซึ่งกำลังโปรยปรายให้เปียก
ชื้นที่แขนเสื้อและขากางเกงของเราต่อครับ
    แม้ว่าจะไม่มีที่ให้หยุดพักแต่เราก็ไม่ย่อท้อในการ
คืบคลานต่อไป ถึงจะทำความเร็วไม่ได้มาก
เพราะต้องทนต่อความเจ็บจากแรงปะทะกับเม็ดฝน
หนาบ้าง เป็นละอองบ้าง
    ไม่นานนัก ม่านฝนก็ทิ้งช่วงเป็นระลอกๆ จนบางตา
จางหายไปในที่สุด

    เมื่อพระพิรุณจากไป พระทินกรก็ร่วมมือกับพระวายุ
สำแดงพลังสาดส่องแสงร้อนแรงพร้อมกับแรงลมขับไล่
ความเปียกชื้นทั้งหลายให้มลายไปในระยะทางเพียง
ครึ่งร้อย กม. ซึ่งอีกราวๆสามสิบ กม.ถึงหมุดหมาย
ปลายทาง แต่เสื้อผ้าของพวกเราก็แห้งกริบราวกับว่าเ
มื่อยี่สิบนาทีก่อนมันเคยเป็นฉ่ำมา


วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

The Adjustment (การปรับ) KBV.11



    ความไม่แน่นอน คือสิ่งที่แน่นอนที่สุดของชีวิต
คำๆนี้ยังคงเป็นปรัชญาการดำรงชีวิตของผมอยู่เสมอ

    หากเราวางแผน เราก็มีโอกาสที่จะผิดแผน
แต่ถ้าหากเราไม่วางแผน เราก็จะใช้ชีวิตไปอย่าง
ไร้จุดหมายใดๆ ไม่ผิดแผนแน่นอน แต่ไม่มีหลัก
ไม่มีแรงใจ ไม่มีหมุดหมายจะไปไหน ไม่รู้ว่าเรา
จะมีชีวิตไปเพื่อสิ่งใด นั่นเท่ากับว่า ไร้ชีวิต

    การมีแผนไว้ให้ทำตามจึงดีกว่าไม่มี แต่ใช่ว่า
มันจะต้องเป็นไปตามแผนเป๊ะๆ แบบนั้นก็คงเป็นไป
ไม่ได้ เราไม่สามารถทำอะไรได้ตามแผนได้เต็ม
ร้อยหรอกครับ

    หากใครบอกว่าได้ ผมเชื่อได้เลยว่า คนๆนั้น
ยังไม่รู้จักชีวิตดี

    หลังจากออกจากร้านอาหารภูณิศาได้ไม่นาน
บนทางหลวงหมายเลข 44 (เซาเทิร์น)ขณะที่แวะ
เติมเชื้อเพลิงให้กับยานทั้งหลายแหล่
จากแดดที่คอยแผดเผาให้เหือดแห้งก็กลับกลายเป็น
ฝนไปแบบดื้อๆ ส่งผลให้เราต้องติดแหง็กอยู่ที่สถานี
นั้นไม่ต่ำกว่าสี่สิบนาที

    แต่ก็ยังดีที่ระหว่างนั้น มีพรรคพวกชาวสองล้อ
ทะยอยเข้ามาหลบฝนกันอย่างไม่ขาดสายเช่นเดียว
กับฝนที่กระหน่ำลงมาพร้อมกับลมที่พาละอองปลิว
ไสวคล้ายกับสงสารที่ตกระกำลำบากจากความร้อน
มาเนิ่นนาน จึงทำให้ได้พบปะพูดคุยกันมากมาย

    เป็นอันว่า กำหนดการเดินทางที่จะถึงที่หมาย
ก็ได้ถูกเลื่อนออกไปอีกครั้ง และคงต้องปรับแผน
ที่ได้วางไว้กันต่อไป คล้ายๆกับเรื่องราวของชีวิต
ที่ผ่านมาที่มันไม่เคยเป็นไปตามแผนซะทีเดียว

วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

The Meal (มื้ออาหาร) KBV.10



    อาหารเป็นสิ่งที่เราขาดได้ไม่นานนัก
สักพักก็ต้องกลับมาคิดถึงมันอีก ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า
ไม่เว้นแต่ละวัน
    นอกเสียจากว่าเราจะไปติดเกาะ หมดสิ้น
ร้านอาหาร หาปูหาปลาสอยมาพร้าวกินไปวันๆ

    มันเป็นเรื่องที่ทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ภายใน
ว่าวันนี้เราจะกินอะไร บางทีก็ทะเลาะกันกับคน
ภายนอกอีกต่างหาก

    การได้เดินทางไปต่างถิ่นแล้วได้อาหารถิ่นแท้ๆ
มารับประทาน เป็นการตอกย้ำการท่องเที่ยวครั้งนั้นๆ
ว่า เราได้เดินทางมาเยือนถึงที่แล้วจริงๆ

    โชคดีหน่อยที่มื้อเที่ยงวันนี้(แม้จะเป็นเวลาบ่าย
ครึ่งแล้วก็ตาม) มีจ้าถิ่นที่สุราษฎร์เป็นผู้นัดแนะ
สถานที่ และเจ้าของร้านเป็นผู้รังสรรค์รายการ
อาหารให้อย่างครบถ้วน

    หลายๆคนมักจะทำแบบนี้เป็นประจำอยู่แล้ว
ไปที่นี่ต้องไปกินร้านนี้ ร้านนั้น และเจาะจงรายการ
ต้มยำทำแกงผัดทอดให้พร้อม

    สำหรับบางคนที่เร่งรีบ หรือมิได้คิดสรรหา
แล้วแต่โชคชะตาจะพาไปก็อาจจะมิได้เป็นอย่างที่ว่า
(ส่วนใหญ่ถ้าไปคนเดียวผมจะพึ่งโชคชะตา)

    สำหรับผมเองแล้วจะให้คิดก็ปวดหัวไม่น้อย
เหมือนกันกับเรื่องการเลือกมื้ออาหารให้กับกลุ่มเพื่อน
หรือครอบครัว
    บางทีก็รู้สึกเหมือนเป็นหน้าที่อันยิ่งใหญ่
หากเลือกผิด ไม่อร่อยหรือไม่ถูกใจประชาชน
โดนก่นด่าร้านอาหาร พาลให้คนเลือกรู้สึกไม่ค่อยดี
ที่มีความคิดหาร้่านแบบนั้น

    หากเอาง่ายๆ
ผมก็เลือกกินข้าวแกง กินก๋วยเตี๋ยวข้างถนนให้มันพ้น
เรื่องราว ให้อยู่รอดเป็นมื้อๆไป
แต่บางครั้งก็ไม่ เพราะมันเป็นเรื่องของอารมณ์
แค่อย่าสั่งตอนโมโหหิวล่ะกัน

วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

The Relation (สายสัมพันธ์) KBV.9

 

    หากไปทิศทางใด การมีเพื่อนท้องถิ่นไว้รับรอง 
ช่วยแนะนำสถานที่ กินดื่ม เที่ยว หรือเปิด
ประสบการณ์ใหม่ๆ มีอะไรดีๆกว่าที่คิดไว้เยอะครับ

    แต่ใช่ว่าผมจะเป็นคนที่มีเพื่อนต่างที่ ต่างถิ่น
เยอะหรอกนะครับ มีแค่บางพื้นที่เพียงเท่านั้น

    คำว่า "เพื่อน" นั้น ความหมายรายละเอียด
ลึกลับ ซับซ้อนเป็นอย่างมาก จำกัดความไว้เฉพาะ
บุคคลดีกว่า เพราะแต่ละคนก็ให้ค่า ให้ความหมาย
ไม่เหมือนกัน ซึ่งมันก็แปลเปลี่ยนไปตามวันเวลา
ตามยุคสมัยด้วย บางคนอาจจะเป็นแค่ คอนเน็คชั่น

    สำหรับตัวผมเองนั้น เป็นคนที่หาเพื่อนใหม่ๆ
ได้ยาก เหตุผมก็เคยน่าจะเคยเขียนเคยเล่าไป
หลายครั้งหลายคราแล้วว่าเป็นคนชอบสันโดษ
รักความเงียบสงบ ไม่ชอบสังคมวุ่นวาย ชอบป่ามาก
กว่าเมือง และอาจจะเป็นคนยิ้มให้คนอื่นยาก
ไม่ชอบถามหรือคุยซอกแซกอะไรทำนองนี้

    แต่บางทีโชคชะตาหรือเทพเจ้านำพาให้ชีวิต
ต้องซัดเซไปพบอะไรต่อมิอะไรโดยที่เราไม่เคย
คาดคิดได้อยู่เสมอ

    และก็มักจะนำพาไปพบเพื่อนของเพื่อนอยู่บ่อยๆ
แต่ก็ไม่มากมายอะไร บางคนก็สามารถช่วยเหลือ
ดูแลกันได้ บางคนผ่านมาแล้วก็ผ่านไป คล้ายๆกับ
ชีวิตคนเราเนี่ยแหละครับ

    เพื่อนของเพื่อน บางทีก็กลายมาเป็นเพื่อน
ของเรา และบางครั้ง บางคน อาจจะสนิทเป็นเพื่อน
กันมากกว่า เพื่อนที่เคยพาเพื่อนของมันมาให้เรา
รู้จักเสียอีก

    พอผ่านไปเรื่อยๆก็ทำให้ได้ค้นพบว่า
การเปิดรับเพื่อนใหม่ๆเข้ามาในชีวิตก็มีข้อดีอยู่บ้าง
อย่างน้อยก็ทำให้ได้เรียนรู้ความคิด รู้นิสัยของคน
มากขึ้น รู้ตื้นลึกหนาบาง ดีกว่าไม่รู้อะไรเลย

    บางคนเรียกผม "เพื่อน" แต่กับเพื่อนบางคน
ชอบเปลี่ยนให้เพื่อนเป็นสัตว์น่ารักๆไปซะงั้น

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

The Custom (เลือกธรรมเอง) KBV.8

 



    โดยปกติแล้ว หากเป็นรถยนต์ใหม่ๆ ปีแรกๆ
เราก็คงต้องใช้บริการจากผู้แทนจำหน่าย
ในการซ่อมบำรุงดูแลรักษายานยนต์ที่เราได้เลือก
เข้ามาอยู่ในชีวิต

    หากเป็นจักรยานยนต์ทั่วไปคันเล็กๆ ก็คงคิดว่า
ไม่ต้องไปถึงมือศูนย์บริการหรอกครับ
เพราะมันไม่ต้องบำรุงรักษาอะไรมากมาย ร้านซ่อม
ทั่วๆไปก็สามารถดูแลกันได้ไม่ยากเกินความสามารถ

    แล้วถ้าเป็นรถเฉพาะทาง,รถเก่า หรือ
รถโบราณ คลาสสิค อะไรทำนองนี้หล่ะ จะทำ
อย่างไรหากต้องซ่อมแซมหนัก
อะไหล่ต่างๆจะหาได้ไหม ช่างที่ไหนจะมีฝีมือพอ
ปัญหาต่างๆนาๆร้อยพัน ถาโถมเข้ามาไม่เคยจะ
หยุดหย่อน

    เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของชนกลุ่มน้อยครับ
เป็นเรื่องลำบากลำบนที่ตนนั้นได้เป็นผู้เลือกทำ
ด้วยตัวเอง เรียกง่ายๆว่า รนหาที่เอง
    เหตุเพราะความธรรมดานั้นอาจจะไม่ถูกใจ
หรืออาจจะหลงใหลในเสน่ห์ของวันวานที่เรียกว่า
"คลาสสิค"

จึงส่งให้ชีวิตต้องติดกับธุระต่างๆมากมายกับเรื่องรถ
เรื่องยานยนต์ เรื่องเครื่องใช้สอยมากมายในชีวิต
ที่ไม่ธรรมดาเหล่านั้น

    ทางที่ดี หากอยากมีชีวิตที่สงบสุขไม่วุ่นวาย
การเลือกทางสายกลางอย่างที่ได้รับคำสอนสืบต่อกัน
มานั้นเป็นทางที่ดีอยู่แล้ว

    แต่ถ้าหากหักห้ามใจไม่ให้เข้าไปยุ่งย่ามกับเรื่อง
พรรค์นี้ไม่ได้ ชีวิตก็อาจจะวุ่นวายหน่อย

    เพราะรังแต่จะควานหาความทุกข์ตรมถมเพิ่มให้
ทุกวี่วัน กับเรื่องราวร้อยแปด ที่คอยแผดเผากระดาษ
ใบเทาๆให้มลายหายไปอย่างรวดเร็วกว่าการหามา
ได้ไม่รู้ต้องกี่เท่าต่อกี่เท่า

    ท้ายแล้วมันก็จะเป็นความสุขเฉพาะตัวอีกรูปแบบ
หนึ่ง ซึ่งหากไม่ได้รัก ไม่ได้ชอบจริงๆก็จะอยู่กับมัน
ได้มันนาน

 

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

The Revolution (การปฎิวัติ) KBV.7

 


    กลุ่มมอ'ไซค์สิบคันเหล่านี้เดินทางมาจาก
ทางภาคกลาง ซึ่งขณะนี้กำลังมุ่งหน้าสู่ทางใต้ของ
ประเทศ

    เป็นเวลาเกือบเที่ยงวันแล้วก็ยังไม่มีวี่แวว
ของสถานที่นัดหมายแห่งต่อไป ซึ่งเป็นหมุดหมาย
เพื่อทำการพักขบวนเติมเสบียงมื้อเที่ยงให้ท้องที่
กำลังโหยหวนด้วยความทรมาน และเติมน้ำที่
สูญเสียไปกับเหงื่ออันมากมายจากการฝ่าไอแดด
กับความระอุของอากาศฤดูร้อน

    ยิ่งลงใต้มาลึกเท่าไหร่ ก็จะยิ่งพบกลุ่มก้อน
นักเดินทางสองล้อที่มุ่งหน้าสู่หมุดหมายชายหาด
ที่เดียวกันมากเท่านั้น

    เมื่อเหล่านักเดินทางสิบคันนี้ได้พบกลุ่มอื่น
มากเท่าไหร่ อีกไม่นานก็จะพบว่ากลุ่มเหล่านั้น
ต้องไปอยู่ด้านหลังพวกเขาในเวลาต่อมา

    หากด้านหน้าเป็นสัญญาณไฟหยุดแล้วมีกลุ่ม
ใหญ่จอดอยู่ก่อนแล้ว อีกไม่เกิน กม.ถัดไปจาก
แยก พวกเขาก็ถูกส่งให้ไปอยู่ด้านหลังอีกอยู่ดี

    ดวงตะวันขึ้นมาถึงจุดสูงสุดกลางท้องฟ้าแล้ว
หากจะเรียกให้ถูกต้อง คือ เมื่อเราอยู่ใกล้กับดวง
อาทิตย์มากที่สุด ก็ใกล้ๆกับเวลาที่ร่างกายต้องการ
การพักผ่อนหลังจากเดินทางมากว่าร้อยห้าสิบ กม.
แล้วและหากยังฝืนมันต่อไป ไม่ให้สิ่งที่มันต้องการ
มันก็จะแสดงอาการพยศออกมาไม่ว่าจะ
เป็นความหงุดหงิดทางอารมณ์ หรือ ปวดแสบร้อน
บริเวณท้องไส้ อาจจะพาลให้หน้ามืด เป็นลมไปเลย
ก็เป็นได้

    ณ กม.หน่ึง ด้านหน้าของทั้งสิบมียานซิ่งสามลำ
กำลังร่อนซอกแซกระหว่างช่องว่างที่เหลือเพียงแค่
ระหว่างปลอกแฮนด์ทั้งสองข้าง
    เมื่อทั้งสามรู้ตัวว่ามีผู้ตาม ก็โบกมือให้สัญญาณ
แก่ผู้ตามนั้นได้แซงขึ้นนำไป

    ซึ่งทั้งสิบก็มิได้สงสัยอะไรในการปล่อยให้แซง
ขึ้นไปครั้งนี้ แต่ไม่ไกลไปกว่าการพ้นสายตาจาก
กระจกมองหลัง
    ก็ปรากฎว่าทั้งสามได้ควบห้อกลับมาช้อน
เอาคืนทั้งหมดแบบไม่มีเยื่อใย ขับผ่านสวนขึ้นไปราว
กับฉีกกระดาษหน้าตาเฉย
    เป็นการเอ่ยแบบไม่ต้องออกปากท้าทายว่าเอ็ง
มันยังต้องเรียนอีกเยอะ มั้ง...

    เหล่าผู้นำสามในสิบก็ทำการขยับย่านความเร็ว
ขึ้นไปอีก เพื่อทำการตรึงระยะไม่ให้ทั้งสามนั้นยืด
ความห่างให้ยาวออกไปได้ไกล

    ในขณะนั้น พวกที่เหลือก็ขยับขับตามขึ้นมา เป็น
การเริ่มต้นของการปรับความเร็วขบวนอีกครั้ง

    ท่ามกลางความเดือดดาลของอารมณ์หิวคลุก
เคล้ากับความระทมของร่างกายต่อแสงแดดที่แผด
เผา แล้วยานทั้งสามลำก็ยังร่อนซ้ายป่ายขวา
ซอกแซกอยู่ตรงหน้า ล่อตา ล่อใจอย่างไม่หยุดหย่อน

    หนึ่งในนั้นก็บ่นอุบอิบในใจในการที่จะต้องบีบเค้น
ความสามารถของเครื่องยนต์ออกมาผสมกับทักษะ
การควบห้อด้วยความเร็ว
    ยิ่งเป็นคันท้ายขบวนยิ่งเหนื่อยหนัก เหตุเพราะ
ด้านหน้าไวเท่าไหร่ ด้านหลังยิ่งต้องตามให้ไวกว่า
เสียจังหวะพลาดท่าไปหนึ่งการแซงแล้ว ก็เท่ากับว่า
ทิ้งระยะห่างออกไปอีกหลายสิบเมตร
    กว่าจะเค้นตามมาให้ทันก็ต้องบิดให้ไวกว่าหัว
ขบวนอยู่มากโข

    อีกหนึ่งในนั้นเห็นระยะหมุดหมายต่อไปอีกเพียง
ยี่สิบกว่า กม.จึงได้หมุนปลอกคันเร่งไปให้มันสุด
ออกทะยานไล่ล่ายานซิ่งหมายจะแซงไปให้พ้นๆสายตา
ด้วยเครื่องยนต์ที่มีความแรงกว่า

    ตัดย้อนกลับไปในปีสองพันต้นๆสักนิด
เครื่องยนต์ยุคใหม่ที่ถูกร่วมมือพัฒนากับ Porsche
ได้ออกสู่สายตาชาวโลกผ่านโมเดลใหม่ที่เชื่อว่า
v-rod หรือ vrsc  (v twin racing street
custom) แต่มันก็ได้ถูกหยามเหยียดถึงความที่ไม่
เป็น "ออริจินอล" ของมัน ด้วยเหตุผลหลายประการ

ไม่ว่าจะเป็นการหายไปของก้านกระทุ้ง(push rod)
แล้วเปลี่ยนเป็นโซ่ราวลิ้นเพื่อทำการหมุนแคมชาร์ฟ
ยกเปิด ปิดวาวล์ ที่ด้านบนหัวลูกสูบ แทน และอื่นๆฯ
    เจ้าอสูรกายมัสเซิลสูบวี จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยม
มากนักในหมู่ของนักเล่นรถสัญชาติอเมริกัน

    และไม่กี่ขวบปีมานี้ ทางผู้ผลิตได้รื้อฟื้นเครื่อง
ตระกูล Revolution ที่เคยอยู่ในแกะดำอย่าง
v-rod ที่หยุดผลิตไปเมื่อปี 2017 มาพัฒนาใหม่
และได้จับยัดเข้าไปให้กับรถเซ็คเม้นท์ใหม่ที่ไป
เจาะตลาดกลุ่ม แอดเวนเจอร์ ทัวร์ริ่ง ออกมา
ในนาม Pan America

    ซึ่งครั้งนี้ เครื่องยนต์ Revolution Max
สามารถสร้างแรงม้ามาจากโรงงานไว้ที่ 150 ตัว
กับแรงบิด 127 นิวตันเมตร ซึ่งมันมากพอที่จะ
ไม่ต้องไปปรับแต่งอะไรแล้ว
    มันสามารถพาผู้ที่ควบมันไปถึงความเร็วที่
100km/h จาก 0 ได้ภายในเวลา 3.6 วินาที

    เพียงแค่ใช้นิ้วชี้ข้างขวากดปุ่มปรับเปลี่ยน
โหมดหนึ่งครั้ง หน้าจอแสดงผลแบบ tft ขนาด
6.5" ก็โชว์สถานะของการขับขี่แบบ s (sport)
เพียงเท่านี้ โลกของการขับขี่ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

    และนั่นก็คือแพนอเมริกานั่นเองที่ไล่กวดยานซิ่ง
ทั้งสามลำแบบไม่ทันให้ตั้งตัว หวดลากรอบหอบความ
เร็วไปจนสุดความสามารถของตัวรถที่ตั้งค่ามาจาก
โรงงาน
    จนเพียงไม่กี่นาที ยี่สิบกว่า กม.ที่เหลืออยู่
ก็หายไปราวกับน้ำมันที่เผาไหม้
สถานที่หมุดหมายตามจีพีเอสแสดงตรงหน้าแล้ว

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

The Problem (ปัญหา) KBV.6

 


    ชีวิตต้องเจอกับอุปสรรคฉันใด ระหว่างการ
เดินทางก็ฉันนั้น

    ปัญหาต่างๆที่ผ่านเข้ามาและได้ผ่านไปแล้ว
หากมองย้อนกลับไปก็คงเป็นเรื่องเล็กน้อยๆและ
ขำขัน ตลกโปกฮาไปกับมันได้

    ต่างกันกับช่วงเวลาที่กำลังประสบกับมันอยู่
เผชิญหน้ากับมัน กล้าๆกลัวๆกับมัน เวลาช่วงนั้น
นั่นแหละ ที่มักจะสร้างความทุกข์ท้อ ทรมานใจเป็น
อย่างยิ่ง

    ในการเดินทางลงใต้ไปกระบี่ครั้งนี้ก็เหมือน
กันครับ ทุกครั้งมีปัญหาเสมอ ครั้งก่อนที่กลับจาก
เชียงใหม่ก็หนัก ออกจากเชียงใหม่เที่ยงวัน
แต่ถึงบ้านเช้า ทั้งๆที่ควรขี่แค่ 7-8 ชั่วโมง
ก็เพราะเจ้าปัญหาต่างๆนี่แหละ

    ปัญหาจากรถ ปัญหาจากคน จากธรรมชาติ
เป็นเรื่องปกติธรรดา หนักสุดๆคือ ปัญหาจากคนที่
ไม่ยอมเข้าใจปัญหาและคนชอบยุแยงสร้างปัญหา
อันนี้มีอยู่จริงทุกๆที่

    แต่จะทำไงได้หล่ะครับ มนุษย์เราไม่เหมือน
กัน ก็ต้องยอมรับความแตกต่าง ความคิดของทุกๆ
คน แล้วจะตัดสินใจแก้ไขอย่างไร ค่อยว่ากัน

    ตัดปัญหาออกไปก่อน แล้วเอาเหล้ามาตั้ง
เท่านั้นแหละ รถพังแค่ไหนก็ซ่อมได้เรื่อยๆ

    

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

The Compettitor (คู่แข่ง) KBV.5

 





    กลิ่นน้ำมันเผาไหม้คละคลุ้งไปทั่วบริเวณสี่แยก
ไฟแดง ประกอบกับเสียงทุ้มดังสนั่น พรึบพรับๆ
ดับไม่ดับๆ ประสานสอดคล้องเป็นท้วงทำนองปลุก
เร้าอารมณ์ของผู้ที่ควบคุมจักรกลเหล่านั้นให้หลั่ง
อะดรีนาลีน

    แม้สัญญาณไฟเขียวยังไม่ส่องแสง เสียงขบกัน
ของเฟืองเกียร์อันดั่งสนั่นเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคัน
ก็สามารถบ่งบอกได้แล้วว่า อีกไม่นานไฟสีเขียว
ตรงหน้าก็จะสว่างขึ้น

    เมื่อได้สัญญาณการปล่อยตัว เหล่านักบิดพากัน
โน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อเตรียมรับมือกับแรงกระชาก
พร้อมกับปล่อยคลัชสายคลายสปริงให้แผ่นคลัชจับแน่น
กับชุดเกียร์ด้วยความเร็วรอบที่พร้อมจะออกตัวอยู่
ก่อนแล้ว

    พลังงานจากการจุดระเบิดน้ำมันในกระบอกสู
ด้วยหัวเทียนคู่ อัดกระแทกหัวลูกสูบบิ๊กบอร์ให้เคลื่อน
ลงในกระบอกสูบหมุนข้อเหวี่ยงที่ราวๆสองพันห้าร้อย
รอบต่อนาที จะถูกส่งกำลังต่อไปให้ล้อ ผ่านสายโซ่
ร้อยเข้ากับฟันสเตอร์ ที่ถูกจับปรับแต่งมาใส่แทน
สายพานเดิม

    ยางที่กดเกาะกับถนนอยู่ก็ดันรถให้เร่งทะยาน
ออกไปด้วยแรงบิดมหาศาลราวกับว่าอยู่ในแทร็ค
ควอเตอร์ไมล์

    ฝูงจักรยานยนต์สองสูบวีกว่ายี่สิบลำบินทะยาน
ออกจากสี่แยกไปราวกับกลุ่มอิลิทถูกปล่อยตัวมาราธอน
ต่างคนต่างสับ มีคันเร่งให้ชักเปิดปากเรือนลิ้นเร่ง
ได้แค่ไหน ก็สุดคันเร่งไปแค่นั้น

    รอบเครื่องยนต์ถูกลากไปจนกว่าจะถึงขีดจำกัด
แรงบิดของมัน แล้วค่อยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ
เฟืองเกียร์ชุดต่อไปเข้ามาทำหน้าที่ต่อ ต่อไปและต่อไป
จนกว่านายของมันจะถึงจุดพอใจ ที่ความเร็วใด
ความเร็วหนึ่ง ที่ตำแหน่งใด ตำแหน่งหนึ่ง ที่จะชนะ
คู่แข่ง คนใดคนหนึ่ง

    หรือว่ามัน ไม่มีจุดที่จะพอใจเลย ก็เป็นได้
แม้ว่าคู่แข่งคนนั้น จะเป็นตัวเอง