วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558

วันที่สามสิบเอ็ด





ในเดือนมกราคมปี 1984 เครื่องแมคอินทอชได้ถูกวางขายครั้งแรก
ในช่วงก่อนสิ้นปีเดียวกัน ผมได้มุดออกมาสร้างความรบกวนให้โลกครั้งแรกเช่นกัน

สามสิบเอ็ดปีผ่านไป เครื่องแมคอินทอชวิวัฒนาการเป็นไอ่แม็คเรติน่าห้าเค
น้ำหนักเบาจากเดิม ทำงานได้ราบรื่นว่องไว จอภาพใหญ่และละเอียดยิบ
เป็นการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อผู้ใช้งาน

กลับมามองที่ตัวเอง สามสิบเอ็ดปีผ่านมาแล้วได้วิวัฒอะไรไปบ้าง?
ตัวโตขึ้นเต็มวัยเจริญพันธ์ของมนุษย์ ใช้ชีวิตรีบเร่งมากขึ้นตามอารมณ์
ไขว่คว้าครอบครองสิ่งต่างๆตามความต้องการเกินจำเป็น

ในวันที่สามสิบเอ็ด เรากำลังทำอะไร?
คิดถึงการพัฒนาเพื่อคนอื่น
หรือคิดถึงแค่สิ่งที่ตัวเองต้องการ....

เราต่างโตขึ้นทุกวัน
อย่าให้มันเพียงผ่านพ้นไปเพียงวันๆปีๆ
มองวิวัฒนาการของตัวเองให้ดี แล้วจะมีเป้าหมายในชีวิต

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ความดีเมือง



.
การอาศัยอยู่ในเมืองเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับ
ใครหลายๆคนที่เติบโตมาจากต่างจังหวัด
เรียนบ้าง ทำงานบ้าง ต่างเหตุผลกันไป

หลายๆคนไม่ได้เกิดในเมือง หากตั้งแต่เรียนจบ หางาน ทำงาน
มีครอบครัว ซื้อบ้านอยู่ในเมือง ก็กลายเป็นคนเมืองไปโดยปริยาย

ก่อนเลขสองนำหน้าผมได้มีโอกาสเข้าไปทำงานประจำอยู่ในเมืองกรุงครั้งหนึ่ง
เนื่องด้วยความเยาว์ที่ไม่คุ้นชินกับการแข่งขันแก่งแย่งของชีวิตเมืองกรุง
ไม่เข้าใจว่าที่ยืนบนรถเมล์ต้องชิงมาให้ได้ในรอบแรก เพราะคำว่า “สาย”
คอยถีบอัดเข้าไปในกระป๋องที่แน่นขนัดไปด้วยพนักงานออฟฟิศ
อยู่ได้ไม่นานก็ต้องขอถอยทัพกลับบ้านนอกจะดีกว่า
อีกหลายๆครั้งที่เข้าไปเที่ยวเล่น ซื้อของ(ที่คิดว่า)จำเป็น ทำธุระนู่นนี่
ผมก็ยังรู้สึกอึดอัดเช่นเคย

จวบจนปัจจุบัน....
ความรู้สึกนั้นได้คืบคลานเข้ามาอย่างไม่ให้รู้ตัวที่บ้านผมเอง
มันค่อยๆกลืนกินกลิ่นอายท้องทุ่งสีเขียวด้วยโครงการหมู่บ้านจัดสรร
เปลี่ยนทางเชื่อมหมู่บ้านเป็นถนนขนาดกว้าง
รองรับควายเหล็กที่ควบตะบึงผ่านนับร้อยต่อนาที
เสียงชุมชนศิวิไลแซ่ซ้องความเจริญ
ดังเกินกว่าจะได้ยินเสียงนกร้องยามเช้า

ความเจริญแพร่กระจายไปทั่วทุกทิศ
มันเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้ชีวิตทำอะไรหลายๆอย่างง่ายขึ้น
เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้ตัวเองชัดขึ้น มีความคิดเพิ่มขึ้นจากวัยเยาว์

ทำให้ผมรู้ว่าต้องหาท้องทุ่งแห่งใหม่อีกครั้งสินะ
.

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ปักหลักถอน





แดดยามบ่ายสอดแยงมาทางข้างๆแว่น RB-3447 ซึ่งสวมไว้กันแสงสะท้อนของผนังกระจกมหึมาประดับด้วยชื่อของสถานที่ขนาดใหญ่ย่านบางนา

ผมอาศัยร้านอาหารร้านหนึ่งที่มีเครื่องดื่มตามใจคิดเป็นที่พักพิงประวิงเวลา
ให้มีอะไรทำระหว่างรอใครสักคน
เบื้องล่างแก้วทรงสูงซึ่งกำลังปลดปล่อยฟองให้ลอยขึ้นด้านบนอย่างไม่หยุดพักเป็นโต๊ะหินอ่อนขาวนวล
หากสัมผัสด้วยกายก็จะรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกของมัน เก้าอี้อาร์มแชร์นุ่มนิ่มแต่ไม่อ่อนย้วยรองรับกายที่อ่อนล้าจากการย่ำเดินมาเป็นเวลากว่าสองชั่วโมง เบื้องหน้ามองเห็นผู้คนมากมายเดินไปมา บ้างเป็นนักศึกษา พนักงานห้างร้าน เจ้าของกิจการ ช่างเครื่อง นักถ่ายภาพ นักแบกเป้ แม้แต่ยาจกอย่างผม ก็อาจจะพบได้ที่นี่

ไม่ได้ตั้งใจมาเดินเกร่อะไรแถวนี้หรอก ธุระที่หลีกเลี่ยงไม่ได้มันพามาต่างหาก
ด้วยความไม่เอาอ่าวทางด้านแฟชั่น การเดินเข้าร้านนู้นทีร้านนี้ทีจึงไม่ใช่วิสัยธรรมชาติสำหรับชายที่ชอบนั่งหลังแก้วสุรา

“เบียร์สิงห์ขวดเท่าไหร่ครับ” หมดไปกว่าครึ่งแก้วผมจึงเอ่ยถามพนักงานของทางร้าน
“แปดสิบเก้าบาทครับ ตอนนี้มีโปรโมชั่น สองแถมหนึ่ง” ด้วยความใส่ใจในงานและบริการที่ดี พี่พนักงานจึงแจงแถลงให้รายละเอียดอย่างไม่ต้องเอ่ยถาม

ใจหนึ่งคิดจะเข้ามานั่งถอนสักหนึ่งขวดค่อยไปเกร่ต่อ
ถอนเนื่องด้วยเมื่อคืนที่ผ่านมา เบียร์หล่นใส่คอเยอะไปหน่อย หล่นถึงยามหนึ่งยามสองนู่นแหนะ
แต่เมื่อได้พบกับการประชาสัมพันธ์แบบไม่ทันตั้งตัวเตรียมใจ แอร์ก็เย็น เพลงก็เปิดให้ฟัง ลูกค้าในร้านก็มีเพียงโต๊ะเดียว หากสั่งอีกหนึ่ง จะได้ฟรีอีกหนึ่ง
คงไม่ต้องคิดต่อใช่ไหมครับว่าจะออกไปเดินให้เมื่อยตุ้ม
หรือจะปักหลักถอนซะให้กรึ่ม ค่อยกลับบ้าน....

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

It's the ship


พอดีวันนี้ได้นั่งดูคลิปวีดิโอโปรโมทงานเทศกาลดนตรีทางทะเลครั้งที่สอง
ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครับ
ดูจบแล้วจิตใจไม่ค่อยจะอยู่กับเนื้อกับตัวสักเท่าไหร่ มันหวิวๆยังไงพิกล
จะไม่ให้หวั่นไหวได้ยังไงหล่ะครับ ลองจินตนาการว่าได้ไปสัมผัสบรรยากาศ
อยู่บนเรือสำราญสิบห้าชั้น มีคลับบาร์ให้เลือกกว่าสิบห้าแห่ง คาสิโน บ่อจากุสซี่
สนามบาสฯ มินิกอล์ฟ ผาจำลอง ไอซ์สเก็ต ฟิสเนต สระว่ายน้ำ สปา เปิดตลอด 24
ศิลปิน ดีเจ ที่จะมาเปิดเพลงให้แดนซ์อย่างขาขวิด หัวส่าย กายสะท้านอีกนับไม่ถ้วน
เครื่องดื่ม อาหารมีให้เลือกอย่างนับไม่ถ้วน ปาร์ตี้ชายหาดที่เกาะลังกาวีสุดเอ็กซ์คลูซีฟ
ด้วยเวลาทั้งหมดสามคืนสี่วัน!

จนคลิ๊กไล่อ่านคอมเม้นท์มาเรื่อยๆ
มีหลายท่านนะครับ ที่มีความคิดคล้ายๆกันกับผม
คืออยากจะไปสัมผัสบรรยากาศเช่นในคลิปบ้าง(คลิปเป็นของงานปีแรกนะฮ๊ะ)
แต่อาจจะติดเรื่องทุนทรัพย์ เพราะค่าตั๋วเริ่มราวๆหมื่นสี่ ไปจบที่แสนหก แสนเจ็ด
ซึ่งราคาก็ตามการเลือกห้องพัก แพ็คเกจต่างๆที่จะอำนวยความสะดวกบนเรือ
ไหนจะค่าเครื่องที่ต้องนั่งไปสิงคโปร์อีก คร่าวๆงานนี้มีกำเงินสามหมื่นถึงจะพอถูไถ
ไล่มาสะดุดกึกตรงคอมสร้างกระแสนี่แหละครับ
ขอให้เรือล่ม จะได้เป็นประวัติศาสตร์เยี่ยงไททานิค อะไรทำนองนี้
และก็อีกหลายๆเม้นท์ที่ไม่ค่อยจะสร้างสรรค์ทางความคิดเท่าไหร่
พอเข้าไปอ่านก็จะพบคนที่เข้าไปติดกับดักคนพวกนี้เยอะนะครับ
บ้างก็ต่อว่าด่าทอความคิดที่แสดงออกมามันไม่ถูก
พวกสร้างกระแส ก็ออกมายั่วยุต่อด้วยความสำนึกในจิตที่ไม่เคยมีต่อไป
นี่อาจจะเป็นความสุขของเขาก็เป็นได้นะครับ
วันไหนไม่ได้ยั่วยุโทโสใครอาจจะอาเจียนรดคีบอร์ด
ที่ครำ่หวอดไปด้วยวิชาเก่งแต่ปาก
แต่วิชาห้าวหาญออนไลน์ โชว์โปรไฟล์เฟคๆ ก็ทำให้มีเขาจนถึงวันนี้
ผมเองใช้อินเทอเน็ตมาก็ไม่ได้นับว่าเป็นมือใหม่อย่างไร
แต่ก็ไม่เคยสละเวลาอันยุ่งงานทอดกายสบายอารมณ์ไปให้กับเด็กๆพวกนี้แม้แต่น้อย
กลัวครับ กลัวความขยันจะทำให้อารมณ์ตัวเองขุ่นมัวไปเสียเปล่าๆ
กลายๆว่าสีซอไปก็เจ็บมือแหละครับ

สู้เอาเวลามาหากินหาเก็บไว้เผื่อปีหน้าอาจจะได้ไปกับเขาบ้างจะดีกว่า

ปีนี้ไม่ทันล่ะ เรือออกวันนี้ครับ



วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ความทรงจำแห่งการลืม



ความทรงจำเป็นความสามารถที่พิเศษอย่างหนึ่งของมนุษย์
มันถูกอัดฝังให้อยู่ในดีเอ็นเอคู่กับเผ่าพันธ์เรามายาวนานอย่างแน่นแฟ้น
โลกมนุษย์เราจึงได้มีเรื่องราวมากมายกำเนิดขึ้นจากความทรงจำ

แต่ทุกอย่างย่อมมีอีกมุมหนึ่งที่เป็นตรงข้ามกันอยู่เสมอ มีรักก็มีเกลียด
มีจำ ก็ต้องมี “ลืม”

คงไม่มีใครไม่เคยลืมอะไรสักอย่างใช่ไหมครับ?
ลืมนั่น ลืมนี่ ลืมทำอันนู้น อันนี้ บางทีลืมวางของไว้ ลืมจนหายยังมี
กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ทำได้แค่ด่าตัวเอง บ่นปอดแปดให้คนรอบข้างฟังแหละครับ

การทำของหายนี่เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผมนะครับ ทำของหายเป็นประจำ
มือถือหายไม่รู้กี่เครื่อง นับรวมมูลค่าก็หลักแสน แต่ก็ยังไม่ค่อยจะเข็ด
ไม่ใช่เป็นคนขี้ลืมอะไรขนาดนั้นนะครับที่หายบ่อยๆเนี่ย (เมาครับ)

ความประทับใจอย่างหนึ่งคือ ลืมของไว้แล้วได้คืนครับ ไม่งั้นหายไปแล้วววว...
น้อยมากนะครับที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ส่วนใหญ่ที่พบเจอด้วยตัวเอง
กับเรื่องราวของเพื่อนๆที่เล่าให้ฟังจะหายซะมากกว่าครับ

แต่ไม่ใช่สำหรับทีนี่ครับ!
ที่นี่เป็นรีสอร์ทกลางน้ำนามบัลลือถิ่น ใครได้ยินก็อยากไปพักสักคืนสองคืน
ได้เล่นน้ำ เล่นเครื่องเล่น พายเรือ ดื่มด่ำกับบรรยาศแพกลางน้ำอย่างอิ่มหนำ
เสร็จสิ้นก็เดินทางกลับโดยปรกติสุข พอออกจากที่พักขับรถมาได้สักห้าสิบกิโลเมตร
ก็พลันมีสายโทรเข้ามาด้วยเบอร์ที่ไม่มีบันทึกในรายชื่อ
ซึ่งเป็นเวลานานมากแล้วที่โทรศัพท์ผมจะดังขึ้นด้วยเบอร์แปลกๆ พอรับสายก็ถึงบางอ้อ
อ้ออออ ลืมอีกแล้ว ไอแพดแอร์เรติน่าอยากแอบนอนต่ออีกคืนก็ไม่บอกไม่กล่าว
ดันหลบแม่บ้านทำความสะอาดไม่พ้น อุตส่าห์ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียง
ไม่วายโดนจับได้ ทางรีสอร์ทก็ไม่ได้ถือโทษเอาความ เพียงบอกให้มารับตัวกลับไปด้วย
นับเป็นความทรงจำที่ประทับใจกาโม่มากๆครับ

บางครั้งเรื่องลืมๆก็สร้างความทรงจำดีๆได้เหมือนกันนะครับ
เรียกว่า “ความทรงจำแห่งการลืม”
อ้ออออ!

รีสอร์ทนี้ชื่อ “เลค เฮฟเว่น” ครับ


วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แปดข้อไม่ควรปฎิบัติเมื่อดื่มของมึนเมาร่วมกัน





-พูดจานินทาผู้อื่น
เพราะจะทำให้พรั่งพรูออกมาไม่หมด เมื่อมีคนผสมโรง

-ขอยืมเงินในขณะมึนเมา
เพราะอาจจะทำให้จำไม่ได้ กลายเป็นข้อพิพาท

-ต่างคนต่างเล่นของส่วนตัวจนไม่มีใครเงยหน้า
อันนี้ต่างดื่มกันที่บ้านก็ได้ เล่นพอประมาณเถิด

-นำของมีค่าส่วนตัวมาใช้ร่วมกัน
หากชำรุดเสียหายขึ้นมาแล้วจะเสียดาย

-ชนแก้วบ่อยๆ
ซึ่งทำให้เราเมาไม่รู้ตัว แม้จะจิบๆก็ตาม

-ดื่มผสมกันหลายขนาน
เหล้าฉันหมด เธอมีเบียร์ แฮงค์โอเว่อร์ถามหาหน่า..

-ไม่มีลิมิตเวลาสำหรับตัวเอง
อาจจะโดนลากยาวดึกดื่นภรรยาตีหัวได้ครับ


-ขุดแต่เรื่องราวในอดีต
แล้วอนาคตที่สร้างสรรค์จะเกิดได้อย่างไรเล่าครับ

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เรียน กับ เหล้า




ผมเป็นเด็กผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่เกิดมา
ในสังคมชั้นกลางท้ายๆ ฐานะทางการเงิน
และการทำงานของบุพการีก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่
หรือสำคัญกับใครๆเค้ามากมาย

ในวัยเด็กทุกเช้าแม่ต้องปั่นจักรยานไปส่งที่
โรงเรียนวัดพร้อมด้วยห่อข้าวกลางวัน
ช่วงมัธยมก็ได้มีโอกาสเข้าเรียนที่โรงเรียน
ประจำจังหวัด ผลการเรียนก็พอถูไถตามแบบ
ฉบับเด็กหัวดื้อ ทำให้ผลการเล่นจะเยอะกว่า
การเรียนซะมาก เพราะเล่นได้ตลอดเวลา
ขนาดเวลาเรียนยังหนีไปเล่นเลยครับ
ถูลู่ถูกังไปจนจบมัธยมต้นก็หันหัวความคิดเข้า
หาทางช่าง ด้วยความที่เป็นเด็กขี้เกียจเรียน
จึงมีความคิดไปทางนั้นแหละครับ
คิดเอาง่ายเข้าว่า ไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษ
หรอกครับ ถ้าคิดได้เร็วกว่านี้ผมอาจไม่ได้มา
นั่งเขียนอะไรเลอะเทอะอย่างนี้หรอกครับ
กว่าจะจบมหาวิทยาลัยได้ แทบตายครับ

ผมคิดว่ามันไม่เกี่ยวกับที่เรียนหรอกครับ
สภาวะแวดล้อมที่ปลูกฝังความคิดต่างหากครับ
ที่สำคัญจริงๆเลยก็คนที่เราเจอกัน คุยกันบ่อย
กว่าพ่อแม่นั่นแหละครับ ช่วงนั้นคบเพื่อนดีก็ได้ดี
คบคนพาเล่นก็สนุกจนเกินเยียวยาพากันหา
เรื่องกันไปเรื่อย

วันหนึ่งในช่วงมัธยมต้น เพื่อนที่คบกันมาสอง
สามปีก็ได้พาไปรู้จักฤทธิ์เดชของ "เหล้า"
หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมและเหล้าก็ได้ร่วม
กันสร้างเรื่องราวมาจนถึงทุกวันนี้
หากถามตัวเองว่าผิดไหม หรือว่า หากย้อน
กลับไปได้จะบอกตัวเองวันนั้นว่าอะไร
จะห้ามตัวเองไหม ก็ต้องตอบตรงๆว่า ก็ไม่
ครับ ที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า
มากๆแล้วในชีวิต ผมถือว่าเหล้าได้ให้บทเรียน
และ มิตรภาพ และอื่นๆอีกมากมายในชีวิต
ทำให้ผมได้รู้จักหลายๆอย่างเพิ่มขึ้นเยอะมาก
แต่ผมไม่ได้บอกว่าเหล้านั้นดีนะครับ
ประเดี๋ยวจะหาว่าผมส่งเสริมให้ดื่มเหล้า
กลายเป็นเรื่องเป็นราวไปอีก

ผมได้อะไรจากเหล้าบ้าง จะมาเรียนให้ฟัง
ครับ

อันดับแรกเลย ก็ต้องบอกไปตามคำพูดสุดฮิต
ครับ ว่าได้ "สังคม"
สังคมที่จะพาคุณออกไปดื่มได้ทุกวัน เที่ยวได้
ทุกที่ สังคมที่ไม่เคยมีในยามที่คนสติดีๆเค้า
ทำกัน ได้การพูดคุยที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน
หากไม่มีเหล้า

อันดับต่อมาก็จะได้รู้ว่าร่างกายของเรามีขีด
จำกัด ไม่ว่าเราจะกินเหล้ามานานแค่ไหน
กินเยอะแค่ไหน เราก็ต้องเมา หากเยอะ
เกินไป ร่างกายก็จะปิดสวิทช์ให้โดยอัตโนมัติ
เราจะพบเจอบ่อยๆประเภทว่า ตื่นมาแล้วจำ
อะไรไม่ได้ เราทำอย่างนั้น อย่างนู้นด้วยหรอ
จริงหรือเปล่า เต็มไปหมดครับ

ต่อมาก็จะพบว่า ตัวเองนั้นเสพติดแอลกอฮอล์
ครับ ไม่ว่าจะอยู่คนเดียว หรืออยู่กับใคร
พอถึงเวลาเราก็จะมุ่งมั่นไปหาความเคยชิน
ที่ได้ดื่มมัน ทำให้เรารู้ว่าทุกอย่างมันติดเป็น
นิสัยได้หมด เพียงแค่ว่าเราจะยอมรับมันหรือ
ไม่เท่านั้นเอง ดั่งที่ทุกๆท่านก็ทราบอยู่แล้วว่า
การดื่มแอลกอฮอล์นั้น ส่งผลเสียต่อสุขภาพมาก
กว่าผลดีที่ได้รับจากมัน แต่เราก็ยังไม่วายหา
ข้ออ้างมาดื่มได้ทุกเมื่อเชื่อวันไป

บททดสอบสุดท้าย คือ "การเลิก" ผมคิดว่า
มันเป็นการเรียนอีกแบบหนึ่งที่จะพยายามเลิก
สิ่งที่มันส่งผลเสียต่อชีวิตออกไป เมื่อเราได้
พิจารณาแล้วว่า มันมีผลเสียต่อตัวเรา และ
ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งสำคัญที่เรา
ได้ให้ค่าไว้ต่อไป การเลิกแอลกอฮอล์ก็เริ่ม
จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในชีวิต

มันเป็นบททดสอบที่ยากที่สุดแล้ว เท่าที่ผมเคย
ทำมา และเมื่อเราได้ผ่านบททดสอบนั้นๆแล้ว
และเวลาผ่านไปนานมากพอที่จะให้เราตกผลึก
ในทัศนะคติที่มีต่อเหล้า มันก็จะเริ่มให้บทเรียน
แก่เราอีกครั้งหนึ่ง ให้มุมมองใหม่ๆอีกครั้งหนึ่ง
ในเมื่อเหล้า ยังมีอยู่มากมายรอบตัวเรา
อาจจะเป็นเรา ที่กลับไปหามันอีกด้วยความคิดถึง
อาจเป็นลูกเรา ที่ถึงวัยแห่งความคะนองไปกับ
เพื่อนฝูงก็ได้

กับใคร?ที่ไหน?






น้อยเหลือเกินที่ผมจะไปเที่ยวไกลๆเพียงลำพัง
ย้ำนะครับว่าไกลๆ ใกล้ๆ ก็ไปบ้างพอสมควร

จะมีสักกี่เหตุผลกันที่ทำให้เราเดินทางรอนแรม
ไปเที่ยวต่างถิ่น ต่างเมืองเพียงคนเดียว
ว่ากันว่า คนไปทะเลคนเดียวมักอกหัก
จริงไหม ไม่รู้ แต่ผมไม่เคย (ไปคนเดียว)
แล้ว(ภู)เขาหล่ะ ?

ผมแทบจะหานิ้วนับไม่เจอ คนที่จะเดินทางเที่ยวทั่วไทย
เพียงตัวคนเดียว ไม่มีเพื่อนหรือคนรู้จักรออยู่ที่หมายแล้ว

ยิ่งโตขึ้นๆ ยิ่งนับว่าน้อยมากที่จะได้ไปเที่ยวแบบแก็งค์ๆ
เพราะต่างคนต่างมีหน้าที่การงานการครอบครัว
ที่จะต้องดูแลมิให้บกพร่องนั่นแหละครับ
ช่างเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะรวมตัวกันไปเยอะๆ
เช่นสมัยเรียน

จนกระทั่งผมถีบตัวเองออกมาจากหน้าที่การงาน
ที่(คิดว่า)มั่นคง
จึงได้มีเวลาเดินทางไปกับกลุ่มเพื่อนๆอีกครั้ง
อีกครั้งที่ได้สนุกสนานเฮฮาอย่างไม่ต้องคิด
ไม่ต้องคิดว่าพรุ่งนี้จะมีภาระอะไรมาให้รับผิดชอบ
แต่ผมชอบที่จะอยู่กับเพื่อนๆให้สนุกอย่างนี้
ไม่อยากให้เวลาเดินผ่านไปเลย
ซึ่งเราไม่รู้เลยในวันข้างหน้า
เวลาจะพาไปพบกับใคร?ที่ไหน?

เล็บบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ



บางครั้งการใช้ชีวิตที่แสนธรรมดาก็มีเรื่องพาให้อารมณ์เสีย
หงุดหงิดอยากจะบ่น แต่ก็ไม่รู้จะบ่นให้ใครฟัง
เพราะดันหงุดหงิดตัวเอง เลยต้องเป็นภาระผู้อ่าน ฮ่าๆๆ

ตื่นเช้ามาทำนู่น ทำนี่ไปเรื่อยตามประสาคนตั้งใจว่างงาน
กินข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน ล้างหน้า (เรียงตามนี้จริงๆครับ)
เสร็จสรรพจับคอมนึกเรื่องเขียน แต่มาสะดุดกับเล็บมือ
มันถูกละเลยมาครึ่งเดือนได้มั้งครับ จนมันยาวออกมา
พอที่จะฝังเศษดินฝุ่นไคลให้ดำคาติดอยู่ได้

จะพิมพ์คีย์บอร์ดแต่ล่ะที ต้องจิ้มลงไปด้วยความไม่มั่นใจ
เล็บสัมผัสกับแป้นแล้วมันรู้สึกลื่นๆคอยจะเลื่อนหลุด กดไม่ติด
พาเอาความไม่สบอารมณ์มาเยี่ยมบ้านเยือนเรือนบ่อยครั้ง
แต่ก็งงกับตัวเองนะครับ ทั้งๆที่รู้ว่าตัดซะก่อนค่อยมาพิมพ์
เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย แต่ก็ไม่ทำ

คล้ายๆกับกินเหล้าเมา เป็นอันตรายมามากมาย
ตื่นมาร่างกายพัง กินข้าวไม่ลง เนื้อตัวแตก
เดินสำรวจดูของรอบกาย ชำรุดบ้าง สูญหายบ้าง
บอกกับตัวเองว่าถ้าหนักขนาดนี้ เราเลิกกันเถอะ
ไม่วายพอครึกครื้นเฮฮาคว้าแก้วได้ก็เข้าวงจรอีก

บางทีก็เป็นอะไรที่แปลกดีเหมือนกันนะครับ
สิ่งไหนดี ไม่ดี เรามักจะมีประสบการณ์มาหมด
บางอย่างรู้ว่าดีน้อยกว่า แต่ก็ทำ
คงคิดว่ามีความสุขมากกว่ามั้งครับ!

ขอตัวไปตัดเล็บใต้ร่มไม้ฟังเพลงเบาๆ
ที่หลังบ้านสักครึ่งชั่วโมงครับ

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ซ่อน หา


โอ น้อย ออก.
ไม่ออกเป็น
เป่ายิ้งงง ฉุบ.

หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก....

เสียงเด็กน้อยคนนั้นยังคงส่งเสียงนับตัวเลขไปเรื่อยๆ
พร้อมกับก้มหน้าปิดตาลงบนโต๊ะ ทำเป็นไม่มองเพื่อนๆ
ที่กำลังวิ่งหนีไปซ่อน....

สามสิบ สามสิบเอ็ด สามสิบสอง....
เสียงนกขับขานบรรเลงจ้อแจ้ว
เหมือนกับคนไม่พบกันมานานคุยกัน
กิ่งไผ่ส่งเสียงออดแอดเสียดสีกันยามเมื่อลมพัดผ่าน
ดอกคูณเหลืองอร่ามต้อนรับเดือนเมษายนที่กำลังจะก้าวเข้ามา
พร้อมกับเทศกาลที่เด็กๆตั้งตารอคอย
ส่วนชายวัยผลิหนุ่มบางคนถึงกับต้องไปบนบาลศาลกล่าว
กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพ เพื่อไม่ให้จับใบแดงได้ในวันเกณฑ์ทหาร!

ห้าสิบแปด ห้าสิบเก้า หกสิบ หกสิบ.....
"ป้ารวย เกล็ดทอง ซองนึง" ผมเปล่งเสียงให้แกเบื้องหลังแก้ว
หลังจากเทแม่โขงไปค่อนแกัว สีมันช่างร้อนแรงพอๆกับแดดหน้าร้อนจริงๆ
"อยู่ในตู้เดิม ไปหยิบเอา กูยังไม่ว่าง" เสียงลอดออกมาจากหลังร้าน
"เอ้า ! ไม่ดูดแม่งแล้ว" ผมตะโกนออกไป แล้วก็ลุกออกจากโต๊ะ ไปหยิบบุหรี่ในตู้
"ไอ้ห่าจิก จะใชักูทุกอย่างเลยรึไง๊!!!" แกด่าออกมาทีหยอกทีจริง

เปลวไฟจากไฟแช็คซิปโปไล่ลามติดปลายมวนพร้อมแรงสูบอากาศอัดเข้าปอด
บุหรี่รสหยาบผสมกลิ่นแอลกอฮอลในปากมันช่างทำให้น่าสะอิดสะเอียนสำหรับคนทั่วไป
แต่สำหรับคนดื่มจัดอย่างผม กลับเมินเฉย
ความน่าคลื่นเหียนอาเจียนของผมกลับกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วไปคุ้นชินกับมันต่างหาก
ทาสของกิเลสตัณหาที่ทำให้คนๆนึงพร้อมที่จะยอมตายเพื่อมัน
รสชาติของความสุขจากเงินตราที่แสนหอมหวาน
ความสบายที่ซื้อมาง่ายๆซึ่งเราไม่คิดคำนึงถึงคนยากกว่า

เก้าสิบแปด เก้าสิบเกัา ใครไม่แอบเป็น โป้งก่อนเป็น....
เด็กกลุ่มที่เป็นฝ่ายซ่อนต่างหลบกันไปหมดแล้ว เหลือแต่เพียงผู้หา

ผม ขณะนี้ซึ่งกำลังทำหน้าที่เป็นผู้หาเช่นเดียวกับเกมส์ของเด็กน้อยเหล่านั้น
ผิดกันก็ตรงที่สิ่งที่ตามหานั้น ไม่ใช่คน
แต่เป็นที่หลายคนเรียกว่าสัจจะธรรมของชีวิต
บางคนดิ้นรนแทบตายเพื่อให้ได้บ้าน รถยนต์ คนรัก สร้อย แหวน เงินทอง
เพื่อหวังว่าความสุขจะก้าวตามเข้ามาเพราะสิ่งเหล่านั้น
ผมไม่ได้ว่าสิ่งใดผิดหรือถูก เพียงแต่สังคมส่วนใหญ่มองควรเป็นอย่างนั้น

เกมส์ยังคงดำเนินต่อไป....
ผมไม่รู้ว่าใครถูกหาเจอก่อนเป็นคนแรก
ผมไม่รู้ว่าเกมส์นั้นจบลงเช่นไร

เช่นเดียวกับเกมส์ชีวิตที่ผมกำลังเป็นผู้เล่นอยู่ในขณะนี้

ลมหนาวเช้าแรก



ฤดุหนาวมันไม่หนาวเหมือนแต่ก่อนแล้ว
ใครสักคนได้กล่าวไว้เมื่อไม่กี่ปีมานี้
มันเป็นอย่างนั้นจริงๆนะครับ

มีบ้างไหมที่เราต้องใส่เสื้อกันหนาวติดต่อกันยาวนานกว่าครึ่งเดือน?
หนึ่งรอบครึ่งให้หลังบอกเลยว่าไม่มีจริงๆ
มากสุดน่าจะสามวันได้มั้งครับ

ทุกอย่างบนโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในต้นศตวรรตนี้
บางอย่างดีขึ้น บางอย่างแย่ลง
ไม่มีสิ่งใดคาดการณ์ได้เลยกับความเป็นไปของโลก
ปัจจุบันนั้นดีกว่าอดีตแค่ไหน ใครตัดสิน
บ้านเมืองเราเจริญขึ้น มีรถยนต์มากขึ้น
ดีกว่าอดีตจริงไหม?
เราเดินทางได้สะดวกรวดเร็ว ดีแน่ๆ....
แต่ทุกวันนี้ผมเห็นแค่เทศกาลรถติดเมื่อหยุดยาว
บนถนนเจอผู้คนขับรถไร้จิตสำนึกต่อสาธารณะ
ชีวิตดับไปง่ายดายกับอุบัติเหตุ
ความเจริญทำให้เราเห็นแก่ตัวมากขึ้นหรือ?
วัตถุถูกพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด
ทว่าจิตใจกลับผันแปรอย่างไม่มีหลัก

ใส่เกียร์ถอยเข้าซอง
ขยับมามองรอบๆให้ละเอียดมากขึ้นดีไหม
ดีกว่าตะบึงไปตามกระแสหลั่งไหลของมวลชน

ความร้อนทำให้เรามีอารมณ์ที่รุนแรงอย่างง่ายดาย
อารมณ์ที่ชุ่มฉ่ำเบิกบานมิใช่หรือที่ทุกคนถวิลหา

ลมหนาวเช้านี้พาความเย็นมาเป็นระรอก
หายใจเข้าลึกๆให้ใจเย็นลงตามไปบ้าง

คงพอสะกิดให้มีแรงสร้างจิตสำนึกกันต่อไป

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การพนัน


"ไพ่เขี่ย"
เด็กๆผู้ชายมักจะรู้จักดี
สติกเกอร์รูปลอกติดสมุดสะสม
เพื่อเอาไว้แลกของรางวัล
หาซื้อได้จากขนมกล่อง
จริงๆไม่ได้ซื้อขนมหรอกครับ
ซื้อเพื่อเอาสติกเกอร์
เอามาลงกันที่ละใบแล้วเขี่ยกัน
ใครเขี่ยให้ทับกันโดยที่ใบที่หงายอยู่ด้านล่างได้
คนนั้นก็ชนะแล้วได้สติกเกอร์ทั้งหมดไป
เดิมพันใหญ่ๆหน่อยก็ใส่กันตามหน้าตัก
เขี่ยกันครั้งเดียว ใครชนะได้ไปทั้งหมด
ยิ่งใครเอาใบทอง(เป็นใบที่หายากครับ)มาเขี่ย
ยิ่งสุดยอดไปเลย
สติกเกอร์เป็นอะไรที่ถือไปเรียนกันเป็นปึ้งๆ
หวงแหนกว่าหนังสือเรียน
หนังสือเปียกน้ำไม่เป็นไร
สติกเกอร์ข้าต้องรัดหนังยางใส่ถุงไว้อย่างดี

โตขึ้นมาหน่อยก็ได้รู้จัก "ฟุตบอล" ครับ
แบ่งทีมเตะกันธรรมดาก็งั้นๆไม่มีอะไรน่าลุ้น
ลองมีการวางเงินค่าน้ำมาเท่านั้นแหละครับ
เตะกันอย่างทุ่มให้ทั้งตัว จนถึงขั้นทะเลาะกันก็ยังมีครับ
ฟุตบอลนำพาไปถึงบอลที่เตะกันเป็นลีกครับ
ดูต่างชาติเขาเตะกันแล้วเอามาคุยกันกับเพื่อนๆ
ต่างคนต่างมีทีมโปรดอยู่เป็นส่วนตัว
พอความคิดเห็นไม่ตรงกันการพนันย่อมเกิดขึ้น

ยาวไปถึงเด็กมหา'ลัย
ยุคนี้นี่เล่นกันหนักเลยครับ

กระทั่งเครื่องคิดเลข
หนังสือเรียน ฯลฯ เอามาพนันได้หมด ถ้าคิดจะเล่นแล้ว
พอติดแล้วจะให้เลิกก็ยากล่ะครับ
ผีพนันเข้าสิงกับลงทุนมาเยอะไอ้ที่เสียไปก็ยังไม่ได้คืน
ได้เงินมาใหม่ก็ลองลงไปใหม่สิครับ
เผื่อจะได้กลับมาบ้าง ได้ค่าเหล้าเบียร์ก็ยังดี
ยิ่งเล่นยิ่งจม หมดกันเป็นล้านๆ
อะไรขายได้ขาย ทั้งของตัวเองและครอบครับ
เล่นจนกลายเป็นขโมยก็เจอมานักล่ะครับ

คนโตแล้วเล่นพนันไหม ทั้งๆที่รู้ว่าไม่ดี ?
ไม่รอดหรอกครับ ติดแล้วมันเลิกยาก

"หวย" ก็การพนัน หรือไม่ใช่ ?
คนติดก็แทงกันทุกงวด สรรหาเลขกันให้ควัก
แล้วแต่อะไรจะดลนิมิตรฝันเอย
เกจิต่างๆเอย สูตรนั้นนี่เอย มากันให้ควัก

อะไรได้มาง่ายๆมันไม่ค่อยเห็นค่าเท่าไหร่หรอกครับ
ยิ่งได้มาจากการพนันแล้ว ยิ่งใช้ง่ายครับ

คนรวยเค้าฉลาดกว่านั้นครับ
เค้าไม่เล่นหรอกการพนัน
เค้าแค่เป็นเจ้ารอเก็บต๋ง
มีแต่ได้อย่างเดียวครับ

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2558

วันออกพรรษา


หลายๆคนคงรู้ว่าช่วงเข้าพรรษาคือกิจของสงฆ์
เป็นฤดูปฎิบัติบทบัญญัติที่พระองค์ทรงวางไว้
เรื่องการจาริกเพื่อประโยชน์ของชาวบ้าน

ตัวผมเองเกิดมาในสังคมพุทธศาสนา
และเติบโตมาในเมืองนี้
มิได้เคยเคลื่อนถ่ายย้ายที่ไปไหน
ก็มักจะเห็นชาวบ้านชวนกัน
ทำความดีในช่วงเวลานี้
ที่เห็นตามโฆษณาก็การงดดื่มซะเป็นส่วนใหญ่

เรื่องงด งดได้ก็ดีกับตัวเอง
คนที่ไม่งดก็ใช่ว่าจะเป็นคนไม่ดี
ผมเองนี่ก็สนิทกับกับการดื่มมาหลายปี
ช่วงดื่มหนักก็เยอะ
เยอะจนถีบตัวเองให้งดได้
เพราะสงสารสังขาล
กลัวจะเสื่อมสลายไปก่อนกิเลส
ที่จะได้ปลดปล่อยไปตามหวัง
นี่เค้าเรียกว่ากิเลสดับกิเลสป่าวไม่รู้
ดับเบิ้ลกิเลส ฮ่าๆๆ

ปีแรกมันก็ยากเอาการนะครับ
ยิ่งตอนนั้นผมยังเป็นนักศึกษาอยู่
มันยิ่งเป็นเหมือนของคู่กันเลย
ระหว่าง"นักศึกษา" กับ
"นักสังคมเพื่อนฝูงจอมสังสรรค์"
ประเดี๋ยวเพื่อนคนนี้คนนู้นยั่วยุ
ประเดี๋ยวความอยากส่วนตัวซึมแทรก
กว่าจะผ่านจุดนั้นมาได้
แทบจะถอดใจไปหลายรอบครับ
แต่ลองได้ผ่านบ่อยๆ ถือว่าสบายๆครับ

เรื่องเหล้านี่ พอเล่าแล้วก็แปลกนะครับ
เล่าได้ไม่รู้จบ พอๆกับเหล้า
ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงมีประวัติเรื่องเหล้ากัน
ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแหละครับ ใช่ไหมครับ?
ผมนึกไม่ออกเลยว่าประเทศไหนไม่มีเหล้า
แบบว่า ประเทศกูผิดกฎหมายนะเว้ย
ก็ยังมีคนดื่ม(แอบ)อยู่ดี
พอก่อนๆ
ประเดี๋ยวจะพายาวเพราะเรื่องเหล้าเนี่ยแหละ

สำคัญอีกทีสำหรับคนงดดื่มในช่วงเข้าพรรษา
ก็คือ "วันออก"
บางท่านถึงกับนับวันรอพร้อมจัดเตรียมสถานที่
โปรแกรมเดินสายยาวเหยียดไม่หวัดไม่ไหว
บางท่านก็คิดลองต่อไปอีกสักหน่อยเป็นไร
ไม่ดื่มก็สนุกได้ อาจจะไม่เหมือนกันบ้าง
แต่ดีกว่าตื่นมาพบกับอาการเมาค้างบ่อยๆแน่

เงยหน้ามาอีกทีวันนี้ก็วันออกพรรษาแล้วครับ
ก่อนเข้าบ้านใจอยากจะซื้อเบียร์ยี่ห้อเก่าขวดใหม่
มานอนอาบความเย็นรอหมดวันอยู่ในตู้สักสามคู่
อีกใจคิด ลองเอาไว้ก่อนดีกว่า อย่าเพิ่งเลย
(วันนี้ไม่มีร้านไหนขายหรอก วันพระใหญ่)

ผมนี่ชอบลองนะครับ
อยากลองนั่น ลองนี่ไปเรื่อยเปื่อยตามประสา
จะว่าสอดรู้อยู่ไม่สุขก็ได้ครับ บางเรื่องลองแล้วดี
สะสมกลายเป็นประสบการณ์ไว้ประทังชีวิตได้
บางทีเจอของอันตรายก็ขยาดไม่เอาอีก
กลัวจะสิ้นชีวิตก่อนกาล

ครับ ทำอะไรที่ไม่เคยทำ ได้อะไรมากกว่าที่คุณคิดแน่ๆ
อย่างน้อยก็ได้ลงมือทำแหละครับ

นี่คิดว่ากำลังจะลองหาร้านที่เปิดเที่ยงคืนอยู่เลยครับ!

รู้งี้ # | |



"เมื่อวานเว่ย กุไปร้านนั้นที่มึงบอกกุเมื่อวันก่อนที่เราจะไปร้านยายเฉื่อยอ่ะ จำได้ป่ะ" #เปรยทักมาด้วยคำบ่นหลังจากยันขาค้ำเอร้อยคู่ใจลงพื้นเดินมาที่โต๊ะทำด้วยไม้พาเลทสามชั้น

"เออ ทำไมว่ะ" |   | ตอบไปด้วยความไม่ใส่ใจอะไร

"ตอนกุไป แม่งเสือกเที่ยงพอดี มองกวาดเข้าไปคนแม่งเยอะชิบหาย เลยไม่ได้เข้าไปนั่งแดกเลย" #พลางหาเก้าอี้นั่ง

"เมื่อวาน เที่ยง?" |   | ทวนคำหลังจากที่กรอกวารีสีอำพันปาดด้วยโซดาลงคอไปครึ่งแก้ว แล้วยกต่ออีกทีจนแทบจะหยดจากแก้ว

"เออเดะ เลยไปนั่งหง่าวอยู่ร้านไอ้ท่อม" #คว้าแก้วเปล่าใส่น้ำแข็งแล้วลงนั่ง หยิบกลมเปิดฝาเทไปสองจอกปิดด้วยน้ำเปล่าจนเต็ม

"กูนั่งอยู่ข้างในกันสามคนดวดกันยันเย็น เสร็จพากันไปช่วยป้าย้ายโต๊ะที่บ้าน ได้ค่าแรงมาอีกสองขวด" |   |
ไขความให้ฟัง

"ชิบหาย ไม่โทรบอกกูว่ะ!" #

"ใครจะไปรู้?!?!" |   |

"รู้งี้กูลองเดินเข้าไปดูก็ดีล๊ะ" #ผ่านเสียงมาพร้อมกับกลิ่นแอลกอฮอล์ในลำคอที่ยังกรุ่นอยู่

"รู้งี้กูบอกมึงตั้งแต่จะจอดรถล่ะ"|   | หยิบขวดพรวดหมดลงแก้วตัวเองมองดูได้จอกกว่า

"บอกเชี่ยไร?" #สงสัยถามมือคว้าซองบุหรี่ข้างจานลาบเป็ดกาฬสินธิ์

"เหล้ากะบุหรี่หมด ออกไปซื้อมาด้วย" |   |

"รู้งี้กูซื้อเข้ามาก็ดีล่ะ!" #นึกในใจรถแม่งเยอะชิบหายเลย



วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2558

รู้งี้!!!



และแล้วมันก็กลายเป็นเรื่องขึ้นมาจนได้
ไม่รู้ด้วยเหตุผมกลใด
ที่ผมต้องเผชิญกับคราวเคราะห์ครั้งนี้
ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิด

ต้องเท้าความก่อนว่า
แรกเลยผมก็ไม่ได้เขียนอะไรดีเด่พอ
ที่หลายๆคนอ่านแล้วชอบอกชอบใจ
ว่ากันง่ายๆมีอะไรก็ละเลงไปตามอารมณ์
แล้วแต่โอกาสจะสะดวก
สองความรู้มองดูประสบการณ์เยี่ยงหางอึ่ง
ทำอะไรก็คล้ายๆกับเป็ดที่ทำได้เกือบหมด
แต่ทำได้ไม่ดีซักกะอย่าง
ท้ายเลยก็ไม่ได้เขียนอะไรเป็นจริงเป็นจัง
พอกพูนความรู้ให้คนอ่านเขาจริงจังซะที
มีแต่เรื่องบ่นๆไปวันๆ

ดั๊นนนน..ไปเจอคน(อยาก)อ่านฟ้องร้องมา
ด้วยกระแสเสียงที่เว้าวอนกระแซะกระเซ้ารบเร้า
อยากให้คลอดงานใหม่ซะที
ด้วยความที่ระยะนี้ไม่ค่อยมีเวลา(เอาสีข้างแถทื่อๆ)
และอ่อนเพลียจากการกรำงานมาทั้งวัน
ถึงบ้านได้ก็อยากจะเอนกายลงเตียงนุ่มๆ
หลังจากอาบน้ำมาให้ฉ่ำกาย
ผมเลยไม่ได้เขียนอะไรมาสักเวลาหนึ่งแล้ว
แต่คืนนี้....
กลับกลายเป็นต้องมานั่งเอานิ้วจิ้มแป้นตัวอักษร
ตาจ้องมองไปตามใจสะกด
ทั้งๆที่รู้ว่าไม่มีอะไรจะเขียน

ถ้าผมรู้ว่าจะเจอมันแล้วจะเกิดเรื่องอย่างนี้
ผมนี่จะเปลี่ยนเส้นทางการจราจรให้ไวเลยครับ

ไม่อยากจะถามคุณๆท่านๆทั้งหลายเลยว่า
"ถ้าท่านเป็นผมแล้ว ยังอยากจะเจอไอ้คนอยากอ่านไหม"
เจอแล้วกลับมาบ้านก็ไม่ได้พักผ่อน
นั่งหลังขดตาแข็งยายไม่ได้นอนซะที
จนกว่าจะ(เขียน)เสร็จ ด้วยกระแสรบเร้าเพียง
"หนึ่งเสียง"
ถ้าไม่เรียกว่าคราวเคราะห์ผมก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว

รู้งี้ผมไม่เขียนให้มันอ่านแต่แรกจะดีกว่า!!!
โถ่ววว รู้งี้!
(โว๊ะ รู้งี้ ว่ามึงจะเขียนอย่างนี้กุไม่เร้ามึงก็ได้) คนอ่านคิด

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2558

หลังฝนก่อนลมหนาว



ช่วงเวลาคาบเกี่ยวก่อนการเปลี่ยนฤดูกาล
ธรรมชาติได้สรรค์สร้างความงามที่น่าอัศจรรย์ไว้
พระเอกของเรื่องนี้คงหนีไม่พ้น "หมอก"

หมอกคือไอละอองน้ำขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในอากาศ
และมีฐานอยู่ใกล้พื้นดิน หากสูงๆขึ้นไปจะเป็นเมฆ
เห้ย ไม่ต้องบอกก็รู้มั้ง

จะว่าไปเวลาที่ตั้งใจจะไปดูทะเลหมอกหนาๆ
วางแผนลางานล่วงหน้าเป็นเดือน
เตรียมกล้อง อุปกรณ์กันหนาว ทุกอย่างครบครัน
พอถึงวันจริง กลับเจอเพียงแค่น้ำค้างที่ยอดหญ้า
มันน่าเศร้าเสียจริ๊งงงง

หลายๆเรื่องในชีวิตเราก็เป็นซะอย่างนี้แหละครับ
ต้องพบกับเรื่องที่ไม่สมหวังทุกวี่ทุกวัน
ลืมตามาก็ผิดหวังซะแล้ว ยังอยากนอนฝันอยู่เลย
ถึงที่ทำงานก็พบกับเพื่อนร่วมงานจอมจุ้น
แกจะมายุ่งอะไรกับชีวิตชั้นนักหนาาาา เด่วแม่ตบให้
เลิกงานรถติด ไอ้คันข้างหน้าเมื่อไหร่จะไป
นี่มันเลนเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดดดด
โอ้ยยยย อารมณ์ขึ้น อย่าให้กุต่อท้ายนะเมิงงงงง
พูดแล้วของมันขึ้น ฮ่าๆ ใจเย็นๆครับ ดื่มน้ำก่อนไหม

อารมณ์นั้นเป็นของคู่กายกับมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม
อยู่ที่ว่าหากใครปล่อยให้อารมณ์เป็นใหญ่
ผู้นั้นจะได้รับชัยชนะแค่เพียงชั่วครู่ยามเท่านั้น
คนที่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ต่างหาก
คือผู้ที่ชนะตนอย่างแท้จริง

ใครเขาขับรถแย่ๆก็คิดว่าเขาไม่ชินทางบ้าง
ไม่มีใครทำอะไรให้ถูกใจเราตลอดเวลาหรอกครับ
แม้เดินทางไปพักผ่อนเพื่อดูทะเลหมอก
แต่กลับพบเพียงน้ำค้างยามเช้า
ลองหาที่นั่งสงบๆจิบกาแฟชมวิว
ผมว่าก็มีความสุขเหมือนกันนะครับ
แม้จะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม

คืนนี้หมอกลงครับ (ที่บ้านผม)
แม้หมอกจะไม่หนาเท่าทะเลหมอก
แต่ผมก็มีความสุขเล็กๆในใจนะครับ
มันพาให้คิดถึงใครคนนึง
หมอกออกปากครับ

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ผมกำลังนอนมองคาราวานดาวอย่างพริ้มๆ



จำได้ไหมครัวว่าคุณนอนดูดาวอย่างสุขอารมณ์
สบายใจอย่างไม่มีเรื่องให้วิตกกังวล
ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?
ผมจำไม่ค่อยจะได้เลยครับ ขอสารภาพ

หากแต่ครั้งแรกที่นอนดูดาวตกท่ามกลาง
ไอเย็นยะเยือกของฤดูหนาว
ปูพื้นด้วยทุ่งดอกหญ้าละแวกพื้นที่บ้านพัก
อำเภอมวกเหล็กในค่ำคืนอันมืดสนิท
ห่อห่มตัวอยู่ภายใต้เสื้อกันหนาว
ก็ไม่วายจะพบกับน้ำค้างพาให้เย็นหนัก
เคียงคู่กับเพื่อนที่สนิท
และมีอีกที่หลบน้ำค้างอยู่ใต้ชายคา
เทียวถือคบไฟเดินไปเดินมา
ผมจำได้

ระหว่างความมืดมิดดั่งทอด้วย
ผ้าดำสนิทครอบคุมโลกไว้
กับแสงสว่างจุดเล็กๆที่เจาะผ้านั้นด้วยเข็ม
ให้แสงรอดทะลุมา
พร่างพราวเหลือคณาจะนับ
ช่างเป็นภาพที่วิจิตรบรรจงจากศิลปินผู้สร้าง

กับชีวิตประจำวันนี้เวลาที่จะเงยหน้ามองหาดาว
กลับพบเพียงโคมไฟอย่างสวย
เฉิดฉายภายในสถานเริงรมย์
หยุดพักผ่อนแต่ละที
คิดจะไปนอนดูนอนพักผ่อนไกลๆเมือง
กลับพบเพียงไฟส่องสว่างของรถ
วิ่งกันให้จ้าละหวั่น

กว่าผมจะรู้ตัวก็นอนมองเพลินคิดอะไรไปไกลแล้วครับ
คงคิดว่าอยากกลับมานอนดูอีก
แต่ตอนนี้ไม่ไหวแล้วครับ
ยุงจะหาม!
เอาไว้วันที่พวกคุณมานอนดูด้วยกัน
คงมีดาวพริ้มๆให้ดูอีกเยอะ
มากกว่ายุงแน่ๆ

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ดวลลิ้น



วันนี้เปิดเฟสบุ๊ค บังเอิญไปพบชื่อคนๆหนึ่งโดยบังเอิญ
ข้อความที่โพสของบุคคลนั้นเป็นเลขลงทะเบียนด่วน
หรือ อี เอ็ม เอส อย่างที่เราๆเรียกกัน
อย่างที่เรารู้กันว่าการขายสินค้าออนไลน์
หรือขายตามหน้าเฟสนั้นเป็นที่นิยมกันโดยทั่วไป
การบอกเลข อี เอ็ม เอส ให้ลูกค้า ก็เป็นหนึ่งในการสร้าง
ความมั่นใจให้กับลูกค้าอีกด้วย

แต่ที่สะดุดใจก็คือ เลข อี เอ็ม เอส ตามด้วย ชื่อ นามสกุล
ของลูกค้าเค้าเยอะครับ
ขอเรียกว่าเยอะเหี้ยๆเท่าที่คนอย่างผมเคยเจอมา
ให้เดาในใจครับ ว่าเท่าไหร่?
หนึ่งร้อย.....
น้อยไป

สองร้อย....
เกือบ!

ราวๆสองร้อยสามสิบถึงสี่สิบ โดยคร่าวๆ


อลังการสิครับ ผมไม่เคยเจอจริงๆ
ความอยากรู้หรือความเสือ(ก)บังเกิดโดยจิตไม่เท่าทัน
ดิ้วชี้กระดิกเข้าไปที่ชื่อของเค้าอีกทีหนึ่งก็พบสินค้า
อาการตาค้าง อ้าปากกว้างๆรอแมลงวันก็เข้าสิงผม
ไม่ใช่สินค้าเซ็กซ์ทอยตุ๊กตายาง
หรือว่าขายของสดลงราคาอะไรอย่างนั้นนะครับ

เป็นสินค้าประเภทเครื่องลางของบูชาโชคลาภ
ตามๆที่เราได้ยินกันมาตั้งกะวิ่งเล่นปีนต้นมะม่วง
นู่นแหละครับ คือเกิดมาก็ได้ยินแล้ว
อันนี้ขออนุญาติไม่บอกว่าเป็นอะไรนะครับ
เพราะความศรัทธาเราไม่เหมือนกัน
ดั่งคุณมาโนชได้กล่าวไว้ว่า
"ศรัทธาของท่าน ความเชื่อของท่าน ก็เป็นของท่าน...
ความเชื่อของเรา ศรัทธาของเรา ก็เป็นของเรา"

คนขี้สงสัยอย่างผมมีหรือจะเชื่ออะไรง่ายๆ
ไหนลองเช็คดูซิ ว่ามีอะไรบ้างงงงง?
ฮึๆๆ เลข อี เอ็ม เอส เป็นของจริงทุกเลขเลยครับ
มีรีวิวการันตีความโชคดีจากการเสี่ยงโชค
ทั้งชุดคู่สามสิบใบวางเรียงโชว์งวดที่ออก
บนฟ้า ในอากาศมีหมด

ผมลองคาดการณ์ราคาต่อชิ้นที่ครึ่งสิบพันต้องมี
กลายเป็นตะลึงพรึงเพริดกว่าครั้งแรกที่เห็นเลขอีก
เมื่อคำนวนดูเงินหมุนเวียนต่อวัน
ส่งของแต่ละครั้งไม่เคยมีหลักสิบ
พอลองคิดดูรายได้ง่ายๆ
ก็....ครึ่งเดือนได้รถไฮบริจดีๆหนึ่งคัน
ไอ้เราก็นึกในใจ นี่มันสุดยอดการตลาด
ที่ต่างประเทศไม่สามารถเข้าใจได้

คนเรานี่ไม่เคยหมดหวังจริงๆนะครับเรื่องโชคลาภ
พอดีกว่าครับ ไม่อยากจะแย้งอะไรไปมากกว่านี้
ประเดี๋ยวจะหันคมมีดหาตัวเอง

ขอเอาเวลาไปอินบ็อกซ์ถามราคาสั่งซื้อสักคู่จะดีกว่า
จะได้มีโชคหลักล้านกับเขาสักที

วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ผมกำลังฟังดนตรีบรรเลงครับ



ขึ้นชื่อว่า "ดนตรี" แล้วช่างมีมากมายและหลากหลาย
ไปตามยุคสมัย
ดนตรียุคต่างๆก็มีเอกลักษณ์ของตัวเองแตกต่างกันไป
หากใครมายืนกรานเพื่อที่จะบอกว่า อันนี้สิ เจ๋งสุด!
ผมก็คงทำหน้าเอ๋อๆเจื่อนๆไป
เพราะไม่มีปัญญาจะไปพูดกับเขา ว่าอันไหนเจ๋งสุด

บทเพลงมีความผูกพันแปลผันตามกาลเวลาของตัวเรา
ครับ ตัวเราเองครับ!
หลายคนฟังเพลงรัก เพลงเศร้าแล้วรู้สึกไพเราะจับใจ
เพราะว่าเรามีอารมณ์ร่วมกับดนตรีและเนื้อหา
คืออินเลิฟ ไม่ก็อกหัก หรือฟัง เล่น ร้อง
ร่วมกันกับเพื่อนฝูง คนรัก

ยุคฟังเพลงรักเพราะๆของผมก็ช่วงมัธยมต้นครับ
ยุคเริ่มมีความรักของเด็กๆนั่นแหละครับ
ฟังแล้ว โอ้ยยยย ชั้นอยากจะส่งให้เธอจริงๆ
ถึงขนาดนั่งเฝ้าวิทยุ ใส่เทปเปล่า นั่งรอเพลงๆนั้น
พอมาแล้วกดสองปุ่มคู่เพื่ออัด
หากท่านใดที่อายุเกินสามสิบไปคงเข้าใจฟีลลิ่งนั้นดี
ใช่มั้ยเธอ?

ร่ายมาซะยาวจนจวบอายุปาเข้าให้ยี่สิบเก้าปียี่สิบกว่าเดือน
ผมยังฟังเพลงหลงยุคอยู่เลย
ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ตามเพลงสมัยใหม่ๆเขาไม่ทันแล้ว
แฮ่ๆๆ
หากพอจะนึกอะไรออกก็เปิดยูทูปฟังเอา

ผมว่าคนเรานี่เอาอารมณ์ของตนเองมาเป็นที่ตั้งจริงๆนะ
ที่ว่าฟังเพลงไหนเพราะ ฟังเพลงไหนเฉยๆ
ลองอยู่เพียงลำพังแล้วเปิดเพลงดูสิครับ
คุณจะรู้อารมณ์ตัวเองเลย.

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ความลึกของบ่อที่พ่อบอก




สมัยที่ผมยังว่ายน้ำไม่เป็นนั้น น้ำลึกๆ
เป็นอะไรที่น่ากลัวเกินกว่าจะจินตนาการมากๆ
เราไม่รู้เลยว่ามีอะไรรออยู่ภายใต้บ่อน้ำนั้น
หากเราถูกเพื่อนถีบลงไป...
ถ้าเราเดินทางโดยเรือแล้วเกิดเหตุขึ้นมา
น้ำทะเลสีครามคงจะกลืนเราเป็นส่วนหนึ่งของมัน
เมื่อเราว่ายน้ำไม่เป็น!

ผมจำไม่ค่อยได้ว่าเริ่มว่ายได้น้ำได้เมื่อไหร่
แต่ผมจำวันที่จมน้ำได้อย่างแม่นยำ
ผมกินน้ำบ่อ ทั้งทางปากและจมูกพร้อมกัน
ผลจากการดื้อซึ่งอันเป็นนิสัยอยู่แล้ว
ใครไม่เคยจมน้ำบ้าง เชยชะมัด ฮ่า ฮ่า
ยังถือว่าเป็นโชคดีที่วันนั้นมีคนช่วยผมเอาไว้
ให้รอดจากเงื้อมมือของท่านยม


ช่วงอายุแรกเกิดถึงสี่ห้าขวบได้มั้งครับ
ครอบครัวผมอาศัยอยู่ในบ้านพักคนงาน
ซึ่งตั้งอยู่บนบ่อน้ำขนาดกว้างประมาณสองถึง
สามหมื่นตารางเมตร มีเพื่อนบ้านเพียงไม่กี่หลัง
ที่เป็นบ้านอยู่ในบ่อน้ำซึ่งเลี้ยงปลานาๆพันธ์ไว้
ช่างน่าอิจฉาเสียจริง ว่าไหมครับ

พ่อบอกว่าบ่อน้ำนั้นลึกมากกว่าสิบเมตร
ซึ่งผมไม่รู้หรอกครับว่ามันลึกแค่ไหน
ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อพ่อนะ แต่เด็กอยากรู้อีกอ่ะ
หากเรานำไม้ขนาดยาวเช่นไม้ไผ่มาปักลงไป
เพื่อหาก้นบ่อเราก็พอคะเนได้ถึงความลึก
โดนอาศัยเครื่องมือเป็นตัวช่วย
แต่เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าหากเราลงไป ณ จุดๆนั้น
ระดับความลึกขนาดนั้นเราจะพบอะไรบ้าง
อย่างน้อยก็คงมากกว่าที่เรารู้โดยใช้ไม้ไผ่ใช่ไหม


เช่นกันกับชีวิตเรา
หลายคนยืนอยู่ขอบบ่อแล้วพร่ำถามคนที่อยู่ในบ่อ
มันลึกเท่าไหร่?มีอะไรไหม?อันตรายหรือเปล่า?
ผมไม่รู้ว่าพวกเขาเหล่านั้นว่ายน้ำเป็นหรือเปล่า?
ผมรู้แค่ว่าถ้าเป็นผม แล้วผมอยากรู้อยากทำอะไร
ผมอาจจะเริ่มด้วยการถามผู้รู้เช่นเดียวกัน
แต่สิ่งที่ทำให้เราปรุโปร่งได้คือ
"การลงไปพิสูจน์ความลึกด้วยตัวเอง"

คุณรู้อยู่แล้วว่าหากคุณว่ายน้ำไม่เป็น
มันอันตรายมากๆที่จะผลีผลามลงไป
แต่มีใครไหมเล่า ไม่เคยสำลักน้ำ


ความรู้คือสิ่งที่หาไม่ยากในยุคนี้
ที่ยากคือคนขอบบ่อไม่ยอมลงไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง
ด้วย "ความกล้า"
เค้าคงรอพ่อบอกให้ไปเรียนว่ายน้ำก่อนมั้ง.