วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567

ความทุกข์ตรมของคนรุ่นสอง

 


เพื่อนสนิทผมคนหนึ่งมีชีวิตอยู่ในครอบครัวที่บิดา
มารดา เป็นผู้เริ่มต้นสร้างธุรกิจของตัวเอง
สร้างรากฐานด้านการเงินให้สามารถเลี้ยงดู
ครอบครัว ส่งเสียลูกๆทั้งสามให้ร่ำเรียนจนจบ
ปริญญาไปพร้อมๆกับธุรกิจที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ

จนถึงวันหนึ่งที่เหล่านกน้อยต้องออกโผบินไปตาม
ทางของตน

บางคนมีฝันที่ยิ่งใหญ่ หลีกหนีร่มเงาที่เป็นดั่งไม้
ใหญ่ที่คอยกีดกันลมฝนแดดแรง แต่ก็ทำให้ไม้เล็ก
นั้นไม่สามารถใหญ่ไปกว่าต้นเก่าได้

บางคนผูกพันกับครอบครัว มิอาจหลีกหนีบ้านใหญ่
แล้วออกไปสร้างรังนอน เป็นตัวเป็นตน
สร้างตัวตนในแบบฉบับที่ต้องการได้
จึงจำต้องกลับมารับหน้าที่ที่ร่มเงาที่ยิ่งใหญ่เห็น
สมควร ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ไป มีสิทธิส่งเสียง
หรือไม่ แล้วแต่บุญแต่กรรม

เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องทั่วๆไปของชีวิตเลยก็ว่าได้
เราอาจจะได้ยินได้เจอบ่อยๆเสียด้วยซ้ำ

ในหนังสือเรื่อง "พันธุ์หมาบ้า"ของ น้าชาติ
(ชาติ กอบจิตติ) ก็มีตัวละครที่ชื่อ "ทัย" ที่เป็น
ลูกชายเจ้าของร้านทอง และก็ไม่อยากให้ทัยนั้น
เล่นดนตรี ไม่อยากให้เป็นนักดนตรี

ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ผมก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
ของมนุษย์ที่ต้องพบเจอกับปัญหากันทุกคน มากน้อย
แตกต่างกันไป แล้วแต่ทัศนะคติของแต่ละคนที่ถูก
ปลูกฝังมา ว่าจะมองมันอย่างไร เป็นปัญหาไหม
หรือว่าโอกาส

เลวร้ายสุดๆก็แค่หนีออกจากบ้านไป
ทิ้งชื่อ ทิ้งนามสกุลบทบาทลูกคุณหนู ทิ้งมรดกที่ผู้
บุกเบิกสร้างเอาไว้ ซึ่งไม่รู้ว่าวันหนึ่งอาจจะระบุ
ในพินัยกรรมว่ายกให้ลูกสาวคนข้างบ้านให้เอาไป
สร้างเป็นละครก็ได้

ความอึดอัด ความทุกข์แบบนี้ก็เป็นคนละอย่างกับ
คนที่เกิดมาในครอบครัวปานกลาง เรียนจบหางาน
ทำเองกับบริษัทสักแห่ง เป็นลูกน้องเขา แอบบ่นเจ้า
นายนุ่นนั่น ว่ากันไป

ไม่ว่าที่ไหนก็มีปัญหา
แต่ถ้าอยากจะเติบใหญ่กว่าเดิม
ก็ต้องกล้า อยู่ที่ว่าจะกล้าทางไหน
สู้หรือเปล่า?




วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2567

เหนื่อยและท้อ

 
ในห้วงยามที่เรารู้สึกท้อถอย ว่างเปล่า
มองดูสิ่งตรงหน้าก็ไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่
กำลังทำในปัจจุบัน

ไม่เห็นแม้แต่เศษเสี้ยวของอนาคตว่า
มันจะไปทางไหน

มันเป็นความรู้สึกที่บรรยายออกมาได้อย่างยากยิ่ง
และก็คงไม่มีวันเข้าใจ หากไม่เกิดขึ้นกับตัว

ด้วยความเป็นมนุษย์ทั่วไป เราๆท่านๆก็คง
หนีไม่พ้นความรู้สึกดังกล่าวๆ

บางครั้งเราเรียกอาการเหล่านี้ต่างๆนาๆไป
ไม่ว่าจะเป็นหมดไฟ หรืออะไรก็แล้วแต่

สำคัญตรงที่ว่า เราอยู่จุดไหนของอาการเหล่านั้น
เรารู้สึกตัวอยู่หรือไม่ว่ากำลังเป็นอะไร
หรือรู้สึกแบบนี้เพราะอะไร
อากาศมันร้อนเกินไปไหม
ความกดดันในหน้าที่การงานหรือไม่
เงินไม่พอใช้หรือใช้เกินตัวไปหรือเปล่า
ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ก็มีแต่ตัวท่านเองแหละครับที่ต้องตรวจตรา
ค้นหาความจริงที่เกิดกับตัวเอง

ไม่ว่าอย่างไร สุดท้ายแล้ว ชีวิตเราก็ต้องกลับมา
เป็นตัวเราเองเช่นเดิม
อาจจะเป็นเวอร์ชั่นใหม่
อาจจะกลับมาลูปเดิม

พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ใครจะรู้
ไม่มีใครตอบแทนตัวเราเองได้ดีกว่าเราอีกแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2567

เมือง

 

หากไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องให้นำพาชีวิตอัน
แสนสั้นของตัวผมเองนี้ให้เข้าไปสุงสิงกับมหานครฯ
ผมก็เลือกที่จะไม่เข้าไปใกล้ชิดให้ชีวิตมันอึดอัดใจ
จากความเป็นเมืองหรอกครับ

จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้กลัวความศิวิไลซ์หรอกนะครับ
ผมแค่ไม่ชอบสถานที่ที่คนเยอะๆ แออัด ความรถติด
ความวุ่นวาย อะไรประมาณนี้

ผมชอบใช้ชีวิตกับธรรมชาติซะมากกว่าที่จะให้ไปอยู่
ในป่าของคอนกรีตที่เต็มไปด้วยยวดยานพาหนะ
และผู้คน

แต่โชคชะตาก็มักจะเล่นตลกกับเราเสมอ
หากเราไม่ชอบอะไร เกลียดส่ิงไหน หรืออยากได้
อะไร ก็มักจะได้พบแต่กับความผิดหวัง ได้พบแต่กับ
สิ่งที่เราไม่ได้ชอบ ชีวิตหาได้มาซึ่งสิ่งง่ายดายไม่
นี่แหละครับ ถึงเรียกว่าชีวิต

ทุกวันนี้ผมก็ยังคงหนีความแออัดไม่พ้น
ต้องมีเหตุ มีธุระให้ต้องหมุนวนเกี่ยวพันกับมันอยู่
เสมอ เหมือนความทุกข์แหละครับ

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2567

พักเที่ยง


    ช่วงเวลาราวเที่ยงครึ่งหลังมื้ออาหาร
ขณะที่ผมกำลังเดินผ่านหน้าตึกแถวที่กำลังดำเนิน
งานก่อสร้าง
มีกลุ่มช่างล้อมวงกันสามสี่คนกำลังรุมมะม่วงเปรี้ยว
กับน้ำปลาหวานอยู่ พอหนึ่งในนั้นเหลือบมาเห็นผมก็
เอ่ยปากชักชวนพร้อมกับชูมะม่วงดิบในมือลูกเขื่องขึ้น

    แต่ผมก็ได้ปฎิเสธไปเพราะอิ่มแล้ว และอีก
อย่างก็ไม่ค่อยมีนิสัยชอบเข้าไปร่วมวงอาหารกับทีม
ช่างสักเท่าไหร่ มันไม่ค่อยคุ้น
และอีกนัยหนึ่งก็คิดว่าเป็นการชักชวนไปตาม
ธรรมเนียม เพื่อไม่ให้เสียมารยาทเพียงเท่านั้น

ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้มักจะพบเจอได้ตามสถานที่ห่าง
ไกลจากความศิวิไลซ์ของเมืองเพียงเท่านั้น
เพราะความเป็นเมือง ก็จะพบเจอคนนั่งรับประทาน
อาหารในที่ๆจัดไว้ให้ เช่น โรงอาหารของโรงงาน
ร้านก๋วยเตี๋ยว ฟู้ดส์คอร์ท แคนทีน อะไรก็ว่าไป
ซึ่งเป็นที่ๆจัดไว้สำหรับการนี้อยู่แล้ว

แตกต่างกับแถวนี้ ซึ่งนั่งกินกันตามไซด์งาน
ปูลังกระดาษ ปูไม้กระดานวางพื้น นั่งล้อมวงกัน
ห้างฯร้านค้าบ้านๆก็นั่งกินกันไป ขายของไปในบ้าน
ผู้คนผ่านไปมาก็เอ่ยปากชักชวนกันเป็นธรรมดา
ซึ่งในเมืองนั้นคงจะแปลกน่าดู หากขวักมือชวนเพื่อน
กินข้าวกันในโรงอาหาร หรือตามศูนย์อาหารต่างๆ

เดินไป เดินกลับมาแกก็ออกมาดักรอชวนคุยตาม
ประสาในช่วงเวลาพักเที่ยง
ส่วนใหญ่ตอนพักเที่ยงทีมช่างก็จะหาที่เหมาะๆนอน
พักเอาแรง แน็ปกลางวันทำให้สมองมีกำลังมากขึ้น
ในช่วงบ่าย เรื่องนี้ต่างประเทศก็มีการทำงานวิจัย
กันมาแล้วว่าเป็นเรื่องจริง

กลับมาที่ช่างทำราวบันไดเหล็ก,สแตนเลสที่มาดักรอ
คุยกันดีกว่า

เรื่องราวก็ไม่พ้นเรื่องงาน เรื่องเก่าๆ ลามไปถึง
เรื่องของชีวิต คุยไปคุยมาก็เพิ่งได้รู้เรื่องส่วนตัว
ของแกมากขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็คุยกันบ้างแต่ไม่มาก
เท่าตอนนี้

เอาจริงๆแล้วผมไม่ค่อยอยากยุ่งเรื่องส่วนตัวของ
ใครสักเท่าไหร่ นอกเสียจากเค้าอยากจะเล่าจริงๆ
ถึงได้ซักไซร้ให้ใคร่หัวเล่นไปหาได้เอาสาระจริงจัง
หรืออยากเก็บข้อมูลเอาไปเล่าต่อให้คนอื่นๆฟัง

ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของเค้านะ แม้ว่าจะคุยกัน
เผลอไผลเล่าเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัว
หรือเรื่องของครอบครัวของเขาให้ฟัง เราก็ไม่ควร
เอาเรื่องเหล่านั้นไปเล่าให้คนอื่นๆฟังต่อ
แต่ยังไงก็มนุษย์แหละครับ มันห้ามกันไม่ได้หรอก
ไอ่เรื่องแบบนี้ มันเพลินดี
ว่าแต่อยากรู้ไหมว่าคุยอะไรกัน ฮ่าๆๆ

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2567

นักรบบนกระดาน


เมื่อครั้งเฟสบุ๊คบุกยึดครองหัวหาด ส่งกองกำลัง
ทั้งหลายขึ้นฝั่งลาดตระเวนไปทั่วหัวระแหง
จนทำให้เกิดจีไอเทียม เก่งแต่ทักษะการพิมพ์
ไม่มีทักษะการรบจริง รบได้เพียงแค่บนกระดาน

ข้าพเจ้าก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นที่พ่นพล่ามลงบนสนาม
พื้นที่ทั่วไปแบบไม่ยั้งคิด เอาแค่ความคิดสะใจของ
ตัวเองก็เพียงพอแล้ว เพราะมันเป็นสนามของข้า
ใครจะทำไม...?

แต่นั่นก็ทำให้รู้ว่า เราเป็นคนยังไงเช่นกัน
หากมองในมุมของของพื้นที่สาธารณะ

การต่อว่าเหน็บแนมผู้อื่นลงโลกโซเชี่ยลมันไม่ได้
ทำให้ใครคนนั้นเป็คนดีขึ้นเลย

และเช่นเดียวกันกับเราที่ไม่ได้ฉลาดขึ้นแม้แต่น้อย

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567

เด็กใหม่

 

    ย้อนกลับไปราวยี่สิบกว่าปีก่อน
ครั้งที่เริ่มทำงานแรกๆ ผมเริ่มงานด้วยพนักงาน
พาร์ทไทม์ ณ ห้างฯ แห่งหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นเป็นงาน
ช่วงเวลากลางคืน

    หน้าที่ก็ไม่ค่อยจะมีอะไรมาก เพราะเป็น
การปรับเปลี่ยนชั้นวางของ โยกย้ายของไปมา
ไม่ต้องใช้ความคิดอะไร แค่ทำตามคำสั่ง ทำตาม
หน้าที่ให้ครบ รอหมดเวลางาน หมดสัปดาห์
หมดเดือน รับเงิน เท่านั้น

    แล้วมันก็เหมือนๆกับงานอื่นๆที่ได้ทำต่อๆมา
แหละครับ ไม่ค่อยจะได้ใช้ความคิด ความสามารถ
อะไรมาก เพราะเอาจริงๆ ตอนนั้นก็ยังไม่ค่อยมี
ทั้งสองส่ิงที่ว่ามาสักเท่าไหร่
ทำๆเล่นๆไป หวังที่จะได้เพียง
รายได้เข้ามา
เอาไว้ไปใช้จ่ายในสิ่งที่อยาก สิ่งที่ไม่เคย

    แต่ก็ไม่เคยจะละทิ้งหน้าที่ไปไหนนะครับ
กลัวเค้าจะไล่ออกบ้าง กลัวจะถูกต่อว่าเรื่องหน้าที่
ที่รับผิดชอบบ้าง ทำมันจนรู้สึกเบื่อ ค่อยหาที่ใหม่

    พอเปลี่ยนที่ใหม่ ก็เป็นแบบนี้ใหม่ ไม่ค่อยจะ
กล้าก๋ากั่นอะไรให้มันน่าหมั่นไส้หรือทำตัวเด่นกว่า
ชาวบ้าน เพียงแค่มาทำหน้าที่ ทำมันอย่างเต็มที่ให้
คุ้มกับค่าเงินที่เขาได้จ้างเรามา

    พอมาวันนี้ คล้ายกับได้ย้อนมองตัวเองใน
วันวาน เนื่องจากร้านวัสดุที่ไปซื้อสินค้าอยู่บ่อยครั้ง
ได้มีพนักงานหน้าใหม่เข้ามาทำงาน เราก็มองความ
ไม่คล่อง ความกลัวจะผิดพลาด ถามย้ำถามซ้ำ ก็นึก
หงุดหงิดปนขำ

    หงุดหงิดตรงที่ความเคยชินว่า สั่งแล้ว หนึ่ง
สอง สาม ชัดเจนแจ่มแจ้ง ไม่ค่อยมีใครย้อนกลับมา
ถาม หอนออึงอหนึ่ง อะไรแบบนี้ ไม่ค่อยมี

    ขำตัวเองก็ตรงที่มีความหงุดหงิดอะไรกับอีแค่
ต้องกลับมาตอบใหม่
ตอนมึงทำงานแรกๆมึงก็คล้ายๆแบบนี้ไหม
เค้ามาทำงานใหม่ ก็ไม่อยากที่จะผิดพลาดไง
ไม่ใช่มึงที่ทำงานมาแก่แดดขนาดนี้แล้ว
พูดจาอย่างกับสนิทกับมนุษย์มานับพันปีโดยที่ไม่กลัว
อะไรเพราะความหนาด้านชาของหน้าที่ไม่เกรง
อะไรแล้วมั้ง

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2567

คิดไปเอง

 



    ระหว่างขับรถทำงานตามปกติตอนจอดรถ
ติดไฟแดงก็ได้ยินเสียง คล้ายๆอะไรมากระทบรถ
เหมือนกับว่าฝนกำลังเริ่มตกยังไงยังงั้น

ซึ่งแหงนหน้ามองท้องฟ้าแล้วก็มีแต่เพียงแสงแดดที่
สิ้นไร้ซึ่งก้อนเมฆสักก้อน น้ำที่กระจกหน้ารถก็ไม่มี

แปลว่าที่มาของเสียงคงไม่ใช่ฝนเป็นแน่ แต่ก็ยัง
ได้ยินเสียงที่ว่ามากระทบรถอีกสองสามครั้ง

ด้วยความขี้สงสัยก็ยังคงหาที่มาของเสียงไปเรื่อย
แล้วก็ได้มาเหลือบมองไปที่เกาะกลางฝั่งตรงข้าม
จึงได้พบแหล่งที่มาของเสียง เปาะ แปะ ๆ

มองไปก็คิด เออ ดีจัง กั้นสแลนเอาไว้ฝั่งที่มีคน
ตั้งร้านขายของอยู่อีกฝั่งของเกาะกลาง เพื่อมิให้
เศษหญ้า เศษหินที่ถูกเส้นเอ็นเครื่องตัดดีดใส่จน
เกิดอันตรายแก่ร่างกาย

หากเคยตัดหญ้าด้วยเครื่องสะพายข้างหรือที่ชอบ
เรียกล้อเรียนว่าเป็น "นักบิน" ก็คงพอจะรู้ว่ามัน
ทั้งเมื่อย,ร้อน,หนัก,อันตราย แค่เศษหญ้าปลิวมา
เข้าตาก็เจ็บมากแล้วครับ ไม่ต้องคิดถึงเศษหิน
ที่ถูกใบมะละกอ(ใบตัดเหล็กทรงมะละกอ)ตีเข้า
แล้วกระเด็นถูกขาเลย

เสียงเปาะแปะยังคงดังให้ได้ยิน มองไปข้างหน้า
ก็เห็นสัญญาณไฟเขียวแล้ว นึกได้ก็คิดว่าแล้ว
มอไซค์ที่กำลังควบตะบึงผ่านมาจะเป็นอย่างไรน้อ
เรายังดี นั่งอยู่ในรถ มอไซค์แถวบ้านนอกอย่าง
ผมก็ไม่ค่อยใส่เครื่องป้องกันสักเท่าไหร่หรอก

คิดมาถึงเท่านี้รถคันหน้าก็เริ่มเคลื่อนออก
ผมละสายตามาจับจ้องถนนด้านหน้าต่อไป

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2567

ซ้ำสอง

 

        ช่วงสงกรานต์พอมีโอกาสได้ไปร้านหนังสือมา
ซึ่งน้อยครั้งที่พอเข้าไปแล้วจะกลับออกมามือเปล่า
แน่นอนว่ามันเป็นนิสัยของนัก(อยากจะ)อ่านที่แก้ไม่
หาย

    รู้ก็รู้ว่าเท่าที่มีอยู่ ที่ซื้อมายังอ่านได้อีกหลาย
เดือน แต่จะทำไงได้หล่ะครับ อารมณ์นั้นคล้ายๆกับ
เวลาที่เราหลุดไปอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ
จะไม่คล้อยตา มองตามไปก็ฝืนเกินต้านตั้งแต่คิดจะ
ย่างก้าวเข้าไปแล้ว

    เดินวนเวียนไปมาจนครบทุกช่อง ไม่ว่าจะ
เป็นนิยาย สุขภาพ งานตกแต่งบ้าน งานช่าง
ประวัติศาสตร์ พัฒนาตัวเอง  ฯลฯ สุดท้ายก็กลั่น
ออกมาได้สองเล่ม เพราะงบประมาณจำกัดจำเขี่ย

    ได้มาแล้วทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้อ่านเหมือนเดิม
เอามาวางไว้ ดองไว้ก่อน รอเวลาที่ประจวบ
เหมาะนั่นแหละ ถึงได้หยิบจับมาอ่าน (อ้างดี)

    แต่วันนี้รู้สึกตะหงิดใจบางอย่างกับเล่มที่ซื้อ
มา มันค้างคาตั้งแต่หนก่อนแล้วว่าเล่มนี้แหละ
ต้องอ่านๆ แต่ก็ยังตัดใจซื้อไม่ได้ ราคาเกือบหก
ร้อยบาท จึงได้หยิบจับมาดู แล้วก็เดินไปดูกองดอง

    โป๊ะเช๊ะ แม่เจ้าโว้ย ทำไมเจ้าถึงมีฝาแฝด
ที่หน้าตาเหมือนกันยิ่งกว่าแกะดาวของมุราคามิ

    เอาเข้าให้อีกแล้ว...อาการซื้อหนังสือซ้ำ
ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรก(ของปี) ซึ่งปีก่อนก็ซ้ำ
ซ้ำกันถึงสองเล่มในคราวเดียวเสียด้วย

    ก่อนหน้านั้นก็ซ้ำอีก เนี่ยแหละครับ ผลของ
การตามความอยาก ไม่ยอมมองสิ่งที่มีอยู่
มัวแต่ไปเฝ้ามองของใหม่ที่อยากจะได้มา
จนทำให้ลืมของเก่าๆไป



วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567

มัวหม่น

 

ระฆังจากวัดในละแวกดังแหง่งหง่างๆ
เสียงนกยามเช้าต่างพากันส่งเสียงขับขานออกหา
กิน หรือพยายามปลุกครอบครัวให้ตื่นจากหลับไหล
ท้องฟ้าหม่นเทาแต้มปลายม่วงแสดที่ขอบฟ้าทิศ
ตะวันออก

ข้าพเจ้ามึนงงหรือสับสนกันแน่?
มิใช่ความมึนเมาจากแอลกอฮอล์เป็นแน่
มิได้แตะต้องหลังจากคืนก่อน
หรือเป็นการนอนที่หลับตื่นๆทั้งคืน
ขาดความเหน็ดเหนื่อยจากระยะการวิ่งและ
ความล้าจากลูกเหล็ก

ช่างปะไร อีกหน่อยคงหายไป

เช้าที่ไม่สดชื่น ข้าพเจ้าคงเคยชินอาการแบบนี้มา
หลายสิบปีแล้ว
แล้วมันก็จะผ่านไป
"This too shall pass"
เหมือนๆกับเรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามา

มองหาความเป็นไปของวันนี้ดีกว่า
หากมัวปล่อยไปตามอารมณ์
ก็ลืมทุกทีว่าหมุดหมายอยู่ไหน

ดำเนินชีวิตต่อไป...
แล้วเช้าที่สดใสก็จะวนกลับมา

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2567

อ่านหาอะไร

 


ผมสาละวนกับหนังสือชุด a game of thrones
มาเป็นเวลาปีกว่า ซึ่งบัดนี้ หนังสือชุดนี้ก็ยังผ่าน
สายตาข้าพเจ้าไปไม่หมดสิ้นเสียทีและก็ยังดำเนิน
ไปตามความเร็วการอ่านที่แสนจะเชื่องช้า

ซึ่งขวบปี 67 ที่กำลังนับวันนับเดือนผ่านพ้นไปอยู่นี้
ก็ยังหาได้เอาใจใส่ตัวหนังสือตามหน้ากระดาษให้เป็น
ไปตามความคาดหมายที่วางไว้

ช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์นี้เองที่ข้าพเจ้า
ด้หยิบจับ a dance with dragons 5.1
(ภาค 5 เล่ม 1) ออกมาจากลังที่เก็บไว้หรือที่
เรียกกันว่ากองดองเสียที

มีเวลาอ่านทั้งทีก็ตั้งหน้าตั้งตาลุยอ่านไปเรื่อย
ยิ่งเป็นนิยายด้วยแล้ว ยิ่งทำให้อยากติดตามต่อไป
เป็นความอยากรู้อยากเห็นที่เป็นพื้นฐานของเรา

อ่านไปก็ซึมซับเนื้อเรื่อง บทละครของแต่ละตัวที่ผู้
เขียนได้วางไว้ให้มีความแปรผันสูงมาก คาดเดา
ความเป็นไปได้ยากเหลือเกิน

แต่สิ่งที่ไม่ต้องคาดเดาเลยก็คือนิสัยความเป็นมนุษย์
ที่ยังเผยให้เห็นพื้นฐานจิตใจของแต่ละตัวละคร

บางตัวยังคงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาเพื่ออำนาจ
เงินตรา ความผาสุข
บางคนก็ยึดคำมั่นสัญญาที่เคยได้ให้ไว้กับผู้ที่ตนจงรัก
ภักดีด้วย
บางคนก็ยังสั่งสอนถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์
ที่ได้สั่งสมมา แม้ว่าตัวเองนั้นกำลังจะตายไปภาย
ในไม่กี่วินาทีแล้ว

หมดสงกรานต์ก็อ่านไปราวครึ่งเล่ม แต่ก็ยังติดพัน
เมามันอยู่ไม่อยากวาง เพราะความอยากรู้ว่าจะ
เป็นอย่างไรต่อไป ให้แง่คิดอะไรกับชีวิตเราได้
บ้าง และจะนำเอามาสอนชีวิตของตัวเองในแง่
ไหนได้บ้าง

ก็คงต้องค้นหาด้วยตัวเองกันต่อไปอีกครับ

วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2567

เวลาผ่านชีวิตเปลี่ยน


 
 
       วันเวลาผ่าน คนเปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยน
หากจะให้บอกว่าสิ่งใดมั่นคงที่สุดและไม่มีวันเปลี่ยน
ก็คงต้องบอกว่าไม่มี หรือพูดให้เท่ก็คือ
"ความเปลี่ยนแปลง" นั่นเอง

    พระอาทิตย์สักวันหนึ่งก็ต้องดับไป สิ่งมีชีวิต
อย่างมนุษย์สักวันก็ต้องสูญสิ้น เราหลีกหนีความจริง
ข้อนี้ไม่พ้น เพียงแค่มันอาจจะยังไม่เกิดในช่วงชีวิต
ของเรา แต่อีกไม่กี่ร้อย กี่พันปีก็ไม่แน่ครับ

    มีคนชอบกล่าวกันว่า “ความแน่นอนที่สุดในชีวิต
คือ ความไม่แน่นอน”

    เรื่องเหล่านี้เราอาจจะรู้กันอยู่แล้ว ใครๆก็บอก
และสอนกันมาแบบนี้ แต่จะมีสักคนไหม ที่พอจะคิด
และย้ำเตือนตัวเองอยู่บ่อยๆ เช่นเดียวกับความตาย

    คิดได้ พูดได้ เขียนได้ ย้ำเตือนตัวเองได้
แต่ก็ยังได้แค่บางเวลาเท่านั้นครับ สำหรับผมเอง

    แล้วทำไมต้องมาคิดอะไรแบบนี้ด้วยหล่ะ?
อ่านมาถึงตรงนี้ก็สงสัย ว่ามันจะสื่ออะไรของมัน
คือ ผมคิดว่าคนอย่างเราๆนั้นล้วนใช้ชีวิตไปตาม
อารมณ์และความรู้สึกเป็นหลัก หาได้ใช้ไปตาม
เป้าหมายที่แท้จริงในบางเวลาที่คิดได้
แล้วเราก็ไม่ได้คิดว่าตัวเราเองนั้นจะหมดชีพสิ้น
อายุไขไปในวันพรุ่งนี้หรอก เราจึงบอกกับตัวเอง
ต่อรองกับตัวเองว่ายังไม่ใช่วันนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้
แล้วก็ทำตามอารมณ์ เรื่อยเปื่อยต่อไป

    ไอ้ที่คิด ที่หวัง ที่อยากจะทำนู่นนี่ให้จริงจัง
ให้มันมีผลพวงออกมาอย่างที่คิดไว้จึงถูกทำให้
สำเร็จเพียงแต่ในความคิดไป

    ข้าพเจ้า ในฐานะผู้ที่ทำอะไรไม่ค่อยจะ
สำเร็จเสร็จตามความคาดหมายอย่างที่ได้กล่าวมา
อยู่เป็นประจำ บางทีก็รู้สึกถอดใจในการจะทำอะไรๆ
ให้ชีวิตนั้นดีและมีคุณค่าอย่างที่ได้คิด,ได้เชื่อเอาไว้
บางทีอารมณ์ฮึกเฮิมก็หมุนวนมาขับไล่ความเฉื่อยชา
ออกไป นำพาความหมั่นเพียรเวียนเข้ามาอีกรอบ
เป็นอย่างนี้ ชีวิตเรา

    แล้วแบบนี้จะมีอะไรแน่นอนได้อีก พอวันหนึ่ง
มีสิ่งหนึ่งเข้ามากระทบอารมณ์ความรู้สึก วันนั้น
ข้าพเจ้าก็อาจจะปึ๋งปั๊งหรือแห้งเหี่ยวไปก็เป็นได้

    มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก แต่จะให้รู้ตัว
รู้เท่าทันความคิด ความรู้สึกนั้นก็ไม่ง่ายเลย

    แต่มันก็ไม่แน่เสมอไปหรอกครับ ว่ามันจะเป็น
เช่นนี้ไปตลอด เพราะมันไม่แน่นอนเนี่ยแหละ จึงทำ
ให้เรายังพอมีโอกาสที่จะพลิกกลับมาคุมชะตาของตัว
แทนเจ้าอารมณ์ทั้งหลายก็เป็นได้


    ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
และมันก็กำลังค่อยๆเปลี่ยนชีวิตเราไป
แต่เราจะให้มันไปทางไหน?

วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2567

ความเสื่อมถอยของสังขาร

          หากจะให้นิยามความหมายของอายุผมคิดว่า
แต่ละคนก็มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป

    เมื่อตอนที่ผมอายุยังน้อย หรือเด็กอ่อนกว่านี้
ไปราวๆยี่สิบปี ก็มองคนที่มีอายุสี่สิบว่าเป็นผู้ใหญ่
แก่แล้ว อะไรประมาณนี้

    พอตัวเองอายุเพิ่มขึ้นทุกปีๆ ผ่านหลักสาม
ก็มองว่าตัวเองนั้นยังวัยรุ่น ยังผ่านอะไรมาไม่มาก
พอที่จะเรียกว่าผู้ใหญ่ได้ ยิ่งทุกวันนี้ก็ย่างหลักสี่เข้า
ไปทุกที ใจหนึ่งก็คิดว่า เรายังเป็นแค่วัยรุ่นคนหนึ่ง
ที่อายุเยอะเฉยๆ มิได้มีความแก่เฒ่าอย่างที่คิดไว้
อย่างตอนวัยเด็ก

    แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถบ่งบอกความจริงได้อย่าง
แน่นอนคืออายุของร่างกายเนี่ยแหละครับ
บางท่านอาจจะคุ้นชินแค่เรื่องอายุที่วัดกันเป็นปีนับ
ตั้งแต่วันที่เราเกิดมา
แต่ร่างกายก็มีการวัดอายุของร่างกาย ณ ปัจจุบัน
เทียบกับอายุตามปีเกิด ว่าร่างกายเรานั้น แก่กว่า
หรือ อ่อนกว่าอายุปัจจุบัน

    ซึ่งวิธีวัดนั้นมีหลายหลายวิธีมาก หากอยากรู้
ลองเสริชหาในอินเทอเน็ตก็พบได้ไม่ยากครับ

    ที่จะพอสังเกตุได้โดยไม่ต้องไปวัดหรืออะไร
ก็คงจะเป็นความรู้สึกของตัวเราเองเนี่ยแหละครับ
ไม่ต้องไปเสียเงินเช็คอะไรให้มากมาย
แค่ทุกวันนี้รู้สึกว่าอ่อนเพลียง่าย นอนดีกดื่นแล้วส่ง
ผลกระทบกับวันรุ่งขึ้นไม่เหมือนตอนที่ยังเยาว์กว่านี้
หรืออะไรอีกมากมาย ก็เป็นสัญญาว่าเราควรดูแล
ตัวเองให้มากกว่าเดิมได้แล้ว

    อย่าใช้ชีวิตถึกทรหดแบบที่ผ่านมา ให้ทรมาน
สังขาร ผลาญร่างไปอย่างที่เคยเลย เพราะความ
เสื่อมถอยนี้ ยังไงก็ต้องเกิดขึ้น

    หากวันนี้คุณยังไม่รู้สึก หรือยังรับรู้ไม่ได้แต่
ก็ไม่ได้หมายความว่า มันจะไม่มาในวันถัดไป

    และหากอยากให้อายุร่างนั้นอ่อนกว่าวัยก็คง
หนีไม่พ้นการออกกำลังกาย การกิน การพักผ่อน
และการทำให้จิตใจร่าเริงแจ่มใส

    ผมรู้ว่าทุกคนรู้ แต่บางทีมันก็ทำไม่ได้
ไม่ใช้หมายความว่าทำไม่ได้เลยนะครับ
คือ มันทำง่ายมากกกกกกก
ง่ายจนรู้สึกว่าทำเมื่อไหร่ก็ได้ จึงผลัดวันประกัน
พรุ่งไปก่อน เดี๋ยวกลับมาทำ คิดแบบนี้ แล้วก็ลืม
ผ่อนปรนกับตัวเองจนเป็นนิสัย ซึ่งอาจจะลืมไปว่า
มันส่งผลเสียกับร่างกายที่เราอยากให้แข็งแรงหรือ
เปล่า

    แล้วการฝึกนิสัยดีๆให้ดูแลร่างกายก็ถูกละเลย
ไปอีกเช่นเคย พบกันใหม่ ตอนต้นปีหน้า เริ่มใหม่
แทนที่จะทำมันซะเดี๋ยวนี้เลย

    บางทีก็อาจจะรอให้คุณหมอมาสั่งในตอนแก่
เฒ่าก็เป็นได้ ถึงค่อยลงมือทำ

ปล.โชคดีของผมที่มีนิสัยชอบเอาชนะตัวเองและ
ทำอะไรๆด้วยตัวคนเดียวได้

วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2567

วัฒนธรรม


 

    สวัสดีเช้าวันสงกรานต์ครับ
เช้านี้ลุกออกไปวิ่งแต่เช้าเนื่องจากเมื่อคืนเข้านอน
ไว ราวๆสามทุ่มกว่าๆก็ชัตดาว์นตัวเองไปแล้ว
อาจจะเพราะว่าเมื่อวานใช้เแรงกายเยอะไปหน่อย
ล้างรถมอ'ไซค์ไปสองคัน เล่นเอาเหงื่อโทรมกาย
เลย ซึ่งทั้งวันก็ตากแดดเหงื่อออกมาพอสมควรแล้ว

หลังจากนาฬิกาข้อมือปลุกเตือนว่าห้านาฬิกาแล้ว
ผมเองที่ซึ่งรู้สึกตัวตื่นตั้งกะตีสี่แล้วก็นอนเล่นไปเรื่อย
ก็นอนคิดต่อว่า จะลุกออกไปวิ่งดีไหม แต่พอคิดก็จะ
ไม่ได้ทำอีก ก็เลยตัดใจออกไปเลยซะดีกว่าจะมามัว
เสียเวลาคิด

วันนี้อากาศไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่ คงเพราะไปแต่เช้า
มืด พระอาทิตย์ยังไม่โผล่ขึ้นมาจากเส้นขอบโลกที่
มองเห็นได้ ว่ิงไปๆก็พอ หยุดตัวเองไว้แค่ห้า กม.
เพราะพรุ่งนี้มีนัดกับเพื่อนหนุ่มสองสามคน ไว้ที่สิบ
กม. ถือว่าวันนี้ซ้อมเบาๆไปละกัน

วิ่งจบหกโมงกว่าๆก็ขับรถกลับบ้าน ถนนหนทางมีรถ
ราไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ คงเดินทางถึงที่หมายใน
ช่วงวันหยุดยาวเกือบหมดแล้ว

ถึงบ้านก็มองเวลา ซึ่งยังมีอีกเหลือเฟือ กว่าจะถึง
เวลาอาหารเช้า ขยับรถกระบะสี่ประตู ให้พอมีพื้น
ที่รอบคัน พอให้ทำความสะอาดได้ แล้วก็จัดการลง
มือล้างสีภายนอก ซึ่งระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงที่ดัง
มาจากวัดฝั่งตรงข้ามบ้าน ห่างออกไปราวสามร้อย
เมตร เป็นเสียงพระเทศน์ให้ชาวบ้านที่มาทำบุญ
ที่วัดฟัง ล้างไปฟังไปบ้าง คิดอะไรไปเพลินๆบ้าง

พอถึงช่วงกันชนหน้ารถที่ซากแมลงนับร้อยนั้นติดอยู่
ก็นั่งยองๆขัดไป ซึ่งต้องใช้แรงมหาศาลเหมือนกัน
กว่าแต่ละซากศพแมลงนั้นจะหลุดออกไป

ความนี้ก็เหมือนได้นั่งฟังพระเทศน์จริงๆเลยครับ
พอเราตั้งใจฟัง ก็พอจะเข้าใจเนื้อหาความหมาย
รู้ซึ้งถึงจุดมุ่งหมายต่างๆที่พระสงฆ์นั้นทำหน้าที่เทศน์
เราก็ล้างรถไป ฟังไป ซึ่งเนื้อหาวันนี้ก็หนีไม่พ้น
เรื่องสงกรานต์นี่เอง

รายละเอียดขอไม่กล่าวถึงดีกว่า เพราะคงมีมาก
มายอยู่ในโลกออนไลน์นี้ เอาเพียงแค่ความคิด
ความรู้่สึกของผมที่ได้เกิดขึ้นมา แล้วสอนตัวเองได้
อย่างไรก็พอครับ

ถ้าหากให้คิดถึงเรื่องวัฒนธรรมนั้น มนุษย์เรามีเรื่อง
ราวมากมายเกี่ยวกับวัฒนธรรม ซึ่งเป็นส่ิงที่มนุษย์
อย่างเราๆท่านๆนี่แหละ ที่เป็นผู้ร่วมกันกำหนดมัน
ขึ้นมา ว่าอย่างโน้น อย่างนี้ดี ไม่ดี ว่ากันไป
หาได้มีเทพ มีเทวดาที่ไหนมาชี้สั่งสอนว่าต้องทำ
อย่างนั้น อย่างนี้ไม่

เมื่อทุกอย่างเกิดจากเรา ก็เปลี่ยนแปลงจากเรา
ไปได้เหมือนกันใช่ไหมครับ

แล้วเราก็สามารถสร้างวัฒนธรรมขึ้นมาได้อีกเช่น
กัน พอคิดแบบนี้ พอนึกออกแล้วใช่ไหมครับว่าตัวเรา
นั้น มีความสามารถพอที่จะสร้างอะไรไว้ให้คนรุ่น
หลังได้

พฤติกรรมที่ดี สร้างเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ดีได้
หากรู้จักปลูกฝังสิ่งดีๆเหล่านี้ลงไปให้กับคนที่อยู่ภาย
ในองค์กร

สักวันหนึ่ง พนักงานใหม่ของบริษัทสักคนก็ต้องกลายไป
เป็นผู้นำ เป็นผู้บริหารองค์กร

ถ้าเราไม่ปลูกฝังนิสัยดีๆลงไปตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ยังเล็ก
แล้วคาดว่าตอนที่โต มันจะให้ผลผลิตที่ดีออกมาได้
เองหรือยังไง

อันนี้บอกตัวเองไว้ว่าถ้าหากอยากให้สังคมดี
ก็ลงมือทำสิ่งดีๆก่อน สร้างตัวเองให้ดีก่อน
อย่าไปชี้ว่ามันไม่ดีมาแต่แรกแล้ว จะให้ไปเปลี่ยน
แปลงอะไรได้อย่างไร...

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2567

ปรัชญาแมลงสาป

 วันนี้ได้อ่านบทความหนึ่งที่เกี่ยวกับ
ร้านอาหาร แมลงสาป และเด็กเสริฟ

ใจความประมาณว่า มีแมลงสาปปรากฎอยู่บนเสื้อ
ของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเธอก็กรีดร้อง โวยวาย โลด
เต้นไปมา เพื่อปัดเป่าให้แมลงสาปตัวนั้นหนีไป

แล้วแมลงสาปก็บินออกจากผู้หญิงคนนั้น แล้วก็ไป
เกาะกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง และเธอก็ทำเช่นเดียว
กันกับผู้หญิงคนแรก

จนแมลงสาปนั้นบินไปเกาะอยู่บนตัวเด็กเสริฟ
ซึ่งเขาก็มิได้ตกใจ เต้นแร้งเต้นกาแต่อย่างใด
เขากลับยืนนิ่งๆเพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม
แล้วจับหนวดเจ้าแมลงสาปไว้ได้อย่างง่ายดาย
จากนั้นจึงเดินนำเจ้าแมลงสาปไปปล่อยที่ข้างนอก
ร้านอาหาร

บทความสรุปเนื้อหาท้ายบทให้อีกว่า
เหตุการณ์ต่างๆที่พบเจอ เราสามารถเลือกได้ว่าจะ
จัดการกับมันอย่างไร หรือรู้สึกกับมันอย่างไร

แมลงสาปมิได้น่ากลัว มันไม่สามารถกัดเราให้ตาย
หรือทำให้เราบาดเจ็บได้
เพียงแต่เราดันไปรู้สึกขยะแขยง หวาดกลัวมัน

คล้ายกับปัญหาที่เราต้องเจอ
เราจะกรีดร้อง ตีโพยตีพายชี้นิ้วโทษคนอื่น
หรือไตร่ตรองว่ามันกำลังเดินไปทางไหน
แล้วจับมันไปทิ้งซะ เหมือนแมลงสาปตัวนั้น

บ่อยครั้งผมกรีดร้อง อารมณ์เสียไปกับเรื่องราวที่
ออกมาไม่ได้ดั่งใจ
บางทีก็หยุดมองบ้าง หากพอจะคิดได้
อาจจะยังหาทางจับมันไม่ได้ เพียงแค่ไม่กลัวมัน
แล้ววิธีที่จะจัดการกับมันจะโผล่มาให้เห็นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2567

ความเชื่อ(ft.emz)

    เอาจริงๆแล้วผมไม่ควรยกเรื่องเหล่านี้มา
พูดเสียด้วยซ้ำ

เพียงแค่คิดอยู่ในหัวอันบ้าบิ่นน้อยๆอันนี้ก็รู้สึกว่ามัน
ออกจะสุ่มเสี่ยงเกินไปเสียด้วย

    อันว่าด้วยความเชื่อ
แค่นี้ก็ยากมากแล้วที่จะไปแตะต้องความเชื่อของใคร
อาจจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุดเลยก็ได้ ที่จะไปเปลี่ยน
แปลงความเชื่อของใครๆ

ยิ่งการพูดคุยกันยิ่งต้องระมัดระวัง เพราะหากเรา
ก้าวล้ำล่วงไปหมิ่นความเชื่อของใครเข้าให้แล้ว
อาจจะทำให้ถึงขั้นมองหน้ากันไม่ติดคิดฆ่าแกงกันไป
เลยก็ได้

ที่ต้องเอามาเขียนไว้ คือต้องเตือนตัวเองครับ
ว่าอย่าไปหาลบหลู่ความเชื่อความศรัทธาของใคร

หากเป็นเพื่อน เป็นคนรู้จักที่สนิทสนมมานาน
แต่ไม่เคยได้เข้าใจลึกซึ้งถึงความเชื่อของกันและกัน
ก็ไม่ควรล้ำเส้นเข้าไปอยู่ดี

เว้นเสียแต่เคยก่อกรรมทำเข็ญมาด้วยกัน
มองตาก็เข้าใจอะไรอย่างนี้ก็ว่าไปอย่าง
จะล้อเลียนก้าวล่วงดึงลงมาขยี้เล่นก็รู้กัน
ว่าจริงๆแล้วมันไม่มีอะไร แค่อำๆกันไปให้สนุกปาก
ที่มันหมาๆเท่านั้น

แล้วก็เอากลับไปวางไว้เทิดทูนอย่างที่เคยเป็นมา
ต่อไป

แล้วความเชื่อที่ผมเชื่อนั้น
ผมก็ไม่เชื่อตัวเองเสียด้วยสิ
ว่าจริงๆแล้วผมเชื่อ ผมศรัทธาอะไร
ที่ทำๆไปนั้น ผมคิด ผมเชื่อแบบนั้นจริงหรือไม่

ทุกวันนี้ก็เลยไม่เชื่ออะไรใครมาก
แค่ตัวเองยังเชื่อไม่ได้เลยครับ

ปล.มาสายเพราะเมื่อมิตรภาพคืนรถติดมาก
เดินทางไกลครับ ไม่ได้ไปเมาไหนมาเลย
เชื่อผมไหม?

วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567

ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ในโลกแห่งอำนาจและความต้องการ

 


หลายวันก่อนระหว่างที่กำลังมุดอยู่ใต้ท้องรถยนต์
เพื่อทำการขันสกรูสองตัวที่ยึดหน้าแปลนท่อไอเสีย
ประกอบกับแหวนสปริงให้แน่นกว่าเดิม เนื่องจาก
เดิมที่แน่นไม่พอแล้วส่งเสียงดังน่ารำคาญออกมาแก่
ผู้ใช้รถเป็นประจำแทบทั้งวัน คือ ข้าพเจ้าเอง
เพลงๆหนึ่งก็ดังขึ้น...

ก่อนจะมุดลงไปก็ตระเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ
ให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นด้ามต่อยาว แล้วก็ท่อเหล็ก
ที่เอาไว้เสริมความยาวด้ามขัน เพื่อให้สามารถ
สร้างแรงขันได้มากกว่าเดิมในพื้นที่ๆไม่อำนวย
และที่ขาดไม่ได้เลยคือ เสียงเพลง ซึ่งมีลำโพง
เชื่อมต่อไร้สายคอยประจำการ ณ โรงจอดรถอยู่
แล้วหนึ่งตัว

เพลงที่เราเลือกที่จะฟังนั้น สามารถทำให้อารมณ์
ของเราพริ้วไหวไปตามดนตรีได้อย่างเหลือเชื่อ
เวลาทำงานที่เป็นงานอดิเรกของเราที่เราชอบ
และยิ่งมีเสียงเพลงคลอเคล้าไปด้วยนี่ ถือว่าเป็น
ความสุขเล็กๆอย่างหนึ่งของชีวิตเลยนะครับ

ผมเลือกเพลงที่ชอบมาหนึ่งเพลง ส่วนที่เหลือของ
เพลงต่อๆไป ให้ทางผู้บริการเค้าจัดการสุ่มมาให้
เป็นแบบนี้อยู่เสมอๆเลย ซึ่งการสุ่มเพลงของผุ้
ให้บริการทุกวันนี้ก็แสนฉลาดล้ำ เลือกเพลงมาให้
อย่างที่ชอบจากเพลงตั้งต้นเป็นแนวหลัก

กระดาษลังถูกปูลงพื้นซีเมนต์ข้างๆรถ เครื่องมือ
ต่างๆถูกวางไว้บนนั้นด้วย แล้วก็ตัดใจลงนอนบน
กระดาษลัง สไลด์ตัวเข้าไปตำแหน่งที่ทำการ
รถคันนี้ช่วงล่างห่างจากพื้นกว่ารถทั่วไปหน่อยนึง
เดิมๆจากโรงงานก็เพียงพอแล้วที่จะมุดลงไปขัน
อะไรนิดหน่อยได้ มิต้องใช้แม่แรงยกรถให้ตะแคง
แต่แค่นี้ ก็ทำให้ใกล้ชิดท่อไอเสียเหลือเกิน

ความร้อนจากท่อเหล็กที่สะสมอยู่นั้น ยังคงทรง
อาณุภาพไม่เสื่อมสักเท่าไหร่ ทำให้ต้องรีบขันเจ้า
สกรูสองตัวนั้นให้เสร็จๆไป





แล้วเพลง Imagine ของ John lennon ก็ดัง
ขึ้น เสียงเพียโนดังขึ้นนำ ก็ทำให้จำได้ว่าเป็น
เพลงๆใด ดนตรีดำเนินไป พร้อมๆกับความคิด
ที่เป็นไปตามเนื้อหาเพลง

ข้าพเจ้าผู้ซึ่งกำลังดำเนินชีวิตอยู่ในโลกแห่งอำนาจ
และเงินตรา ผู้ซึ่งกำลังไขว่คว้าหาบางอย่างที่หา
ได้สร้างความสุขที่แท้จริงอย่างที่พุทธองค์ได้สั่งสอน
ไว้ ผู้กำลังเวียนว่ายอยู่ในทะเลแห่งตัณหาที่หาได้
รู้ทิศทางของฝั่งฝันที่กำลังจะไปไม่

แล้วความคิดก็ชงักลงเพราะเหงื่อที่ผุดออกมานั้น
ผลักดันให้รีบๆขันอีกหนึ่งตัวสุดท้าย เสร็จแล้วก็
รีบดันตัวออกมารับลมภายนอก

เก็บข้าวของเข้าที่เรียบร้อย ปิดลำโพงปิดโรงรถ
เหยียบบันไดข้างรถโหนตัวเข้าไป พร้อมกับบิดกุญ
แจสตาร์ท แตะแป้นเบรคดึงคันเกียร์ขั้นบันไดมา
ตำแหน่ง R ปัดหน้าจอโทรศัพท์ไปเลือกเพลง

เสียงเพียโนดังขึ้น ความคิดก็แล่นออกไป....

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2567

เวลา(อีกแล้ว)

 

บางครั้งก็ทำใจยากเหมือนกันครับ
เวลาจะรบกวนเวลาของใคร
ยิ่งเวลาเลิกงานแล้วหรือเวลาพัก
ผมคนหนึ่งที่ไม่ค่อยอยากจะติดต่อหาใคร
(ยิ่งเป็นการโทรฯด้วยแล้วยิ่งไม่เลย)
ในเวลานั้นๆเลยจริงๆครับ

ผมคิดว่าอาจจะเคยพร่ำบ่นเรื่องนี้ลงไปแล้วมั้ง
หากจำไม่ผิด แต่ยังไงก็เถอะครับ
อาจจะมีเหตุให้ต้องกลับมาถกเถียงบอกกล่าว
กับตัวเองอีกรอบ

เคยมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเศรษฐีท่านหนึ่งที่ได้เดิน
ทางไปรับซินแสมาที่บ้านเพื่อให้ดูฮวงจุ้ยให้
ระหว่างทางที่ได้รับท่านซินแสมาแล้วก็ได้พูดคุย
กันไปตามเรื่องราว พอถึงหน้าบ้าน ท่านซินแส
ก็บอกว่าให้ท่านเศรษฐีนั้นกลับไปส่งตนได้เลย
มิต้องเข้าไปดูฮวงจุ้ยที่บ้านแล้ว

เหตุที่ให้ซินแสไม่เข้าไปดูในบ้านก็เพราะว่า
เศรษฐีท่านนี้ เมื่อได้เห็นเด็กวิ่งตัดหน้ารถ
ก็เบรคและจอดรอ เพราะตนรู้ว่าเด็กอีกคน
กำลังจะวิ่งตามมา หากออกรถไปในทันทีอาจจะ
ชนเด็กคนที่สองได้ และอีกเหตุหนึ่งคือ เมื่อขับ
รถไปที่หน้าบ้านของตนแล้วได้สังเกตุเห็นฝูงนก
แตกฮือ จึงคิดว่าคงกำลังมีเด็กๆมาแอบขโมย
ผลไม้ที่ขึ้นอยู่หลังบ้านแล้วได้บอกกับซินแสว่า
ให้รอสักครู่อย่าเพิ่งเข้าบ้านได้ไหม หากเข้า
ไปเวลานี้ อาจจะทำให้เด็กที่กำลังปีนต้นไม้
อยู่ตกใจ แล้วพลาดพลั้งตกลงมาบาดเจ็บ

เพียงด้วยสองเหตุนี้จึงทำให้ซินแสบอกกับท่าน
เศรษฐีว่าไม่ต้องเข้าไปดูฮวงจุ้ยที่บ้านแล้ว

เพราะความรู้สึกนึกคิดของท่าน มิใช่เพราะ
ฮวงจุ้ย ที่ทำให้ท่านโชคดี

เนื้อหาเป็นประมาณนี้ครับ บางครั้ง บางทีผมเอง
ก็ไม่ได้ระวังจังหวะเวลา และคิดถึงว่าคนอื่นๆ
กำลังทำอะไรอยู่หรือไม่ คิดเพียงแต่งานการ
หน้าที่ของตน ห่วงแต่ตน เอาตนนั้นเป็นที่ตั้ง
ไม่ได้คำนึงถึงคนอื่นๆก่อน

พอได้กลับมาเขียน ได้รู้สึกได้บ่นลงไปแบบนี้
ก็ทำให้รู้สึกตัวเองอยู่บ้าง ว่ามีนิสัยอย่างไร
ซึ่งไม่มีใครตอบได้ นอกจากตัวเราเอง

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2567

คุยกับช่างตึ๋ง

 




เมื่อวานได้มีโอกาสร่ำไรยืนคุยกับหัวหน้าช่างทำพื้น
หินขัด ทรายล้าง ที่ได้ว่าจ้างมาทำงานพื้นบันได
ทรายล้างสีดำ ตามประสงค์ของเจ้าของอาคาร

ช่างตึ๋ง กำลังมุดเข้าไปที่ด้านข้างของรถใต้ฝา
กระโปรงของเจ้าดีแม็คสีทองคู่ใจ ที่ใช้มานานนับ
สิบปี ประจวบกับที่ผมเองเพ่ิงเดินมาจากด้านหลัง
อาคาร พอได้เห็น จึงเดินเข้าไปทักทาย

ความว่า ฝาพลาสติคที่ปิดหม้อพักน้ำสำรองของ
หม้อน้ำนั้นได้หายไปจากความเลินเล่อของตน จึง
ได้หาถุงพลาสติคมาปิดแทนไว้ชั่วคราวก่อน เพื่อมิ
ให้น้ำในถังนั้นกระฉอกออกมาเวลาใช้งาน จนกว่า
จะหาฝามาใหม่ ซึ่งอะไหล่นี้ก็คงขายพร้อมกันกับถัง
พักน้ำสำรอง คงไม่มีขายแยกเฉพาะฝาหรอก

ว่ากันเรื่องรถราไปเรื่อยตามประสาผู้ใช้งาน
เพราะดันไปถามเรื่องคราบน้ำมันที่มิน่าจะปรากฎ
อยู่บริเวณไฟหน้า แกก็ว่าสายน้ำมันคอมแอร์แตก
ทำให้น้ำมัน(น้ำยา)แอร์เปลอะเปื้อนไปทั่ว

แล้วอาการ้อนๆแอร์รถยนต์ก็มักจะทำความเย็นสู้
กับความร้อนได้ไม่ทันการ เนื่องจากอายุของรถ
ที่ใช้มานาน มิได้บำรุงรักษา ทำความสะอาด
ระบบทำความเย็นภายในรถเลย

ว่ากันไปตามเทรนเรื่องความร้อนของสภาพ
อากาศ ว่าคนทำงานนี่เสี่ยงนะ ทำงานกลางแจ้ง
เป็นเวลานานๆ หากเกิดอากาศ Heat stroke
ขึ้นมาแล้วดำเนินการแก้ไขไม่ทันก็คงได้กลับบ้าน
เก่ากันไปเลยทีเดียว งานนี้จึงได้นำสแลน นำผ้า
ใบมาขึงกันแดดให้ผู้ปฎิบัติงานปะทะกับแสงแดดน้อย
ลงไปบ้างก็ยังดี

ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน แกก็เล่าว่าตัวเองนั้นได้นอน
พักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน เนื่องจากร่างกายนั้นมีอาการ
ไม่ค่อยจะดี จากอาการฮีทสโตรคเนี่ยแหละ
เดินไม่ไหวไปสองสามเดือน ความดัน ไขมันใน
เส้นเลือด ต้องคอยกินยาตามหมอสั่งเป็นประจำ

จากที่เคยกิน เคยทานอะไรก็ได้ตามใจปาก กลับ
กลายเป็นถูกห้ามของทอด ของมันมากมายหลาย
อย่าง แต่ก็ต้องทำ เพราะหากไม่ยอมดูแลตัวเอง
ไปใช้นิสัยการกินแบบเก่า อาการไม่พึงประสงค์
เหล่านั้น อาจจะกลับมาทำให้กายนั้นผุพังไปได้

คุยไปคุยมากับเรื่องสังขารอีกสักหน่อย ก็ร่ำลา
แกออกมาก่อน เพราะต้องไปอีกหน้างานหนึ่ง

ระหว่างทางก็คิดไปเรื่อยเรื่องสังขาร,ความเจ็บ
ไข้,ความป่วยของร่างกายคนเรา ก็รู้สึกว่า
เออออ สักวันหนึ่งแหละเนาะ ยังไงเราก็ต้อง
ตายไปเช่นกัน เหมือนกับที่คอยพูดเวลาคนอื่นๆ
แสดงความเป็นห่วงกลัวเราจะประสบอุบัติเหตุ
ว่า "เดี๋ยวก็ตายแล้ว ไม่เป็นไรหรอก"

บางคนได้ยินก็ว่าเราปากไม่ดี บางคนก็ทำหน้างงๆ
มึงจะไปตายตอนนี้เรอะ ซึ่งตัวผมเองนั้นรู้อยู่ว่า
ยังไงๆก็ต้องตาย แต่ก่อนจะออกไปตาย ทำไมไม่
พูดให้คนฟังเค้ารู้สึกดีกว่านี้เล่า

หากตายขึ้นมาจริงๆคนที่พบเจอแล้วได้ยินมันจะรู้
สึกอย่างไร คิดแทนความรู้สึกคนอื่นได้ก็เตือนตัว
เองไว้ ว่าอย่าเอาส่ิงที่เราคิดเล่นๆไปพูดมั่ว
เรื่องความเป็นความตาย เพราะบางคนเขาก็
รับไม่ได้

บทจะตายขึ้นมาจริงๆ ผมก็คงกลัวเหมือนกันแหละ
ทั้งๆที่รู้ว่าต้องตายก็เถอะ กลัวแค่ไหนก็ลองคิดดู
สิ ทั้งไปวิ่งออกกำลังกาย เข้ายิมบ้าง เพื่อไม่ให้
ร่างกายมันเสื่อมไว แต่ก็ไม่วายรู้สึกได้ถึงความ
เสื่อมถอยอยู่ดี