หากจะให้นิยามความหมายของอายุผมคิดว่า
แต่ละคนก็มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป
เมื่อตอนที่ผมอายุยังน้อย หรือเด็กอ่อนกว่านี้
ไปราวๆยี่สิบปี ก็มองคนที่มีอายุสี่สิบว่าเป็นผู้ใหญ่
แก่แล้ว อะไรประมาณนี้
พอตัวเองอายุเพิ่มขึ้นทุกปีๆ ผ่านหลักสาม
ก็มองว่าตัวเองนั้นยังวัยรุ่น ยังผ่านอะไรมาไม่มาก
พอที่จะเรียกว่าผู้ใหญ่ได้ ยิ่งทุกวันนี้ก็ย่างหลักสี่เข้า
ไปทุกที ใจหนึ่งก็คิดว่า เรายังเป็นแค่วัยรุ่นคนหนึ่ง
ที่อายุเยอะเฉยๆ มิได้มีความแก่เฒ่าอย่างที่คิดไว้
อย่างตอนวัยเด็ก
แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถบ่งบอกความจริงได้อย่าง
แน่นอนคืออายุของร่างกายเนี่ยแหละครับ
บางท่านอาจจะคุ้นชินแค่เรื่องอายุที่วัดกันเป็นปีนับ
ตั้งแต่วันที่เราเกิดมา
แต่ร่างกายก็มีการวัดอายุของร่างกาย ณ ปัจจุบัน
เทียบกับอายุตามปีเกิด ว่าร่างกายเรานั้น แก่กว่า
หรือ อ่อนกว่าอายุปัจจุบัน
ซึ่งวิธีวัดนั้นมีหลายหลายวิธีมาก หากอยากรู้
ลองเสริชหาในอินเทอเน็ตก็พบได้ไม่ยากครับ
ที่จะพอสังเกตุได้โดยไม่ต้องไปวัดหรืออะไร
ก็คงจะเป็นความรู้สึกของตัวเราเองเนี่ยแหละครับ
ไม่ต้องไปเสียเงินเช็คอะไรให้มากมาย
แค่ทุกวันนี้รู้สึกว่าอ่อนเพลียง่าย นอนดีกดื่นแล้วส่ง
ผลกระทบกับวันรุ่งขึ้นไม่เหมือนตอนที่ยังเยาว์กว่านี้
หรืออะไรอีกมากมาย ก็เป็นสัญญาว่าเราควรดูแล
ตัวเองให้มากกว่าเดิมได้แล้ว
อย่าใช้ชีวิตถึกทรหดแบบที่ผ่านมา ให้ทรมาน
สังขาร ผลาญร่างไปอย่างที่เคยเลย เพราะความ
เสื่อมถอยนี้ ยังไงก็ต้องเกิดขึ้น
หากวันนี้คุณยังไม่รู้สึก หรือยังรับรู้ไม่ได้แต่
ก็ไม่ได้หมายความว่า มันจะไม่มาในวันถัดไป
และหากอยากให้อายุร่างนั้นอ่อนกว่าวัยก็คง
หนีไม่พ้นการออกกำลังกาย การกิน การพักผ่อน
และการทำให้จิตใจร่าเริงแจ่มใส
ผมรู้ว่าทุกคนรู้ แต่บางทีมันก็ทำไม่ได้
ไม่ใช้หมายความว่าทำไม่ได้เลยนะครับ
คือ มันทำง่ายมากกกกกกก
ง่ายจนรู้สึกว่าทำเมื่อไหร่ก็ได้ จึงผลัดวันประกัน
พรุ่งไปก่อน เดี๋ยวกลับมาทำ คิดแบบนี้ แล้วก็ลืม
ผ่อนปรนกับตัวเองจนเป็นนิสัย ซึ่งอาจจะลืมไปว่า
มันส่งผลเสียกับร่างกายที่เราอยากให้แข็งแรงหรือ
เปล่า
แล้วการฝึกนิสัยดีๆให้ดูแลร่างกายก็ถูกละเลย
ไปอีกเช่นเคย พบกันใหม่ ตอนต้นปีหน้า เริ่มใหม่
แทนที่จะทำมันซะเดี๋ยวนี้เลย
บางทีก็อาจจะรอให้คุณหมอมาสั่งในตอนแก่
เฒ่าก็เป็นได้ ถึงค่อยลงมือทำ
ปล.โชคดีของผมที่มีนิสัยชอบเอาชนะตัวเองและ
ทำอะไรๆด้วยตัวคนเดียวได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น