เวลา : ตีหนึ่งสี่สิบหก
หลังจากวางสายโทรฯแจ้งเพื่อนสนิทที่ห่วงกัน
เรื่องเกรงว่าจะขับขี่รถไม่ถึงบ้าน
อาจจะด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่(ซึ่งเอาจริงๆมันก็ไม่
แค่น่าห่วงหรอก น่าจะห้ามมากกว่า)ว่าถึงบ้านแล้ว
ปลอดภัยดี เอารถเข้าโรงจอด แล้วก็คิดกับตัวเองว่า
เมื่อก่อนก็ไม่คิด หรือ เชื่อว่าเรื่องแบบนี้มันกลายเป็น
ตัวเองซะได้
เอาจริงๆ ก่อนนี้ที่เคยได้ยินคำประมาณว่าขับรถจาก
กทม ไปนั่งกินดื่มชิลพัทยา แล้วก็ขับกลับเลย ไม่มีการ
ค้างคืนแต่อย่างใด หรือที่เราเรียกว่า ไป-กลับ
(สมมติบ้านผมอยู่อยุธยา แถวๆบ้านน้าซัน(มาโนช)
วันดีคืนดี กินข้าวเช้าเสร็จแล้วนึกอยากไปกินข้าวเที่ยง
(สมมติบ้านผมอยู่อยุธยา แถวๆบ้านน้าซัน(มาโนช)
วันดีคืนดี กินข้าวเช้าเสร็จแล้วนึกอยากไปกินข้าวเที่ยง
ที่สวนทูนอิน โป่งแยง (บ้านอาว์ ‘รงค์) แล้วก็กลับมา
นอนบ้านที่อยุธยาเลย ผมเลยบอกกับเพื่อนๆของผมว่า
โป่งแยงก็แค่ปากซอยบ้าน เพื่อเป็นการอวดว่าตนนั้นมี
ความสามารถ(หรือความบ้า) ที่จะทำให้เรื่องเหล่านี้
กลายเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือ บ่งบอกว่าการขับขี่เดิน
ทางครั้งนี้ขี้ปะติ๋วไปได้อย่างง่าย)
ผมแทบไม่เข้าใจ หรือไม่เชื่อคำพูดคำกล่าวโอ่ของคน
พวกนี้เลย สำหรับผม มันยิ่งเสียกว่าการขึ่ช้างจับ
ตั๊กแตนเสียอีก เราจะลงทุนทำเรื่องเหล่านี้ไปเพื่อ
อะไร ไปทั้งทีก็ควรใช้เวลาให้มันคุ้มค่ากว่านี้หน่อยสิ
พอโตขึ้น ได้ออกมาเรียนรู้ชีวิตด้วยประสบการณ์จริง
ก็ต้องพบกับหน้าที่ การงาน ความรับผิดชอบ ด้วย
ความกลัวเจ้านายบ่นว่าด่า กลัวคะแนนผลงานของ
หน้าที่ออกมาไม่ดี เมื่อถึงเวลาเที่ยวดึกดื่นแค่ไหนก็
ต้องตื่นเช้าไปทำงานให้ทันเวลาให้ได้
ทำมันอยู่อย่างนั้น ผ่านวัน ผ่านปี เที่ยวกินได้ ก็ต้อง
ทำงานให้ได้ แล้วเพื่อนฝูงที่มักที่ชอบในการกินดื่นก็
เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
แล้ววันหนึ่งก็ได้พบกับคำว่า ลาไม่ได้ แต่อยากจะไป
ทำยังไงดีหล่ะ?
พูดถึงไอ้ความอยากของคนเรานี่ มันควบคุมกันได้ยาก
ระดับกระทิงดุเชียวนะ แต่หากพอควบคุมได้แล้ว
อาจจะเชื่องเหมือนหมาก็ได้ สำหรับผมนั้นโดนหมากัด
ประจำครับ
พอลาไม่ได้ก็จะไป คิดแค่ว่าก็แค่ต้องกลับมาทำงานรับ
ใช้นายในระบบทุนนิยมให้ทันเวลา เพื่อมิให้เค้าคิดว่า
เราทำเสียการงาน แม้กลิ่นเหล้าจะคละคลุ้งยามพบ
หน้าผู้คนในยามเช้าก็ตาม มันก็ยังดีกว่าขาดไปเลยหล่ะ
ตอนนั้น(สมัยทำงานแรกๆ)คิดได้แค่นี้เองครับ
พอทำอะไรไปเรื่อยๆแล้วมันก็จะติดเป็นนิสัย อันนี้เป็น
เรื่องจริงแท้มานานนับพันๆปีแล้ว
แล้วไอ้เจ้านิสัยเนี่ยแหละ เลิกยากสุดๆ เหมือนกับที่จะ
พยายามผลักดันคนๆหนึ่งที่ไม่เคยออกกำลังกายมาทั้ง
ชีวิตให้ไปเริ่มออกกำลังกายเนี่ยแหละ
ทำได้ครั้ง ก็เลิก สองครั้งก็เลิก กลับมาวนเริ่มใหม่
แล้วก็ท้อ เพราะมันทำไม่ได้เสียที สามสี่ครั้งก็ลาร้าง
ไปหมดความคิดที่จะปรับปรุงนิสัยที่ดีเข้ามาแทนที่
พอนิสัยมันเป็นแบบนี้มาเป็นสิบปีแล้วก็เลิกยากหล่ะครับ
ไม่ได้อวดว่ารับผิดชอบหน้าที่การงานนะครับ
สมเพศว่าตัวเองนั้นติดสังสรรค์เกินไปเสียมากกว่า
ชีวิตถึงมิได้เจริญก้าวหน้าไปมากกว่านี้
ระหว่างเดินออกจากโรงจอดรถ กลับไปที่บ้านก็คิดอีก
คิดเรื่องระหว่างทาง
ไอ่คนเรานี่มันก็มีความพยายามมากมายอยู่นะ ในการ
ขับเคลื่อนพฤติกรรมหนึ่งที่มันรัก ที่มันชอบเนี่ย
คิดว่าใครมันจะบ้าขนาดนั้น
เลิกงานห้าโมงเย็นได้ก็จับรถขับขี่ไปหาเพื่อนที่สระบุรี
บ้านห่างกันหกสิบกิโล เพื่อไปหมุดหมายปลายทางที่
ห่างกันอีกราวๆสามร้อยกิโลเมตร ในพื้นที่เกือบสุด
เขตแดนประเทศในอำเภอสวนผึ้ง
ซึ่งระหว่างทางที่ระยะเวลาสามชั่วโมงกว่าๆในพื้นที่ๆ
ไม่คุ้นเคยในการขับขี่นั้น เป็นเรื่องยากเอาการอยู่ครับ
แล้วยิ่งเป็นรถสองล้อที่วิ่งด้วยความเร็วราวๆ 90-110
แล้วด้วย ยิ่งอันตราย
แค่หลุมบ่อคอสะพานก็ทำให้ยวดยานเสียหลักหักลงข้าง
ทางได้แล้ว นี่ยังไม่รวมสุนัขข้างถนน ยวดยานความ
เร็วต่ำกระทำสูง แช่สองเลนคู่กันที่ความเร็วห่างกันแค่
ศูนย์จุดหนึ่ง คำนวณแล้วก็ราวๆสิบสองกิโลเมตรครึ่งคง
แซงกันพ้น หนทางที่มืดมนไร้แสงไฟก็อีก แยกไฟแดงที่
มีไฟเหลืองกระพริบก็อีก
แม้ขนาดแยกที่มีไฟเขียวแท้ๆยิ่งต้องระวังรถคันอื่นฝ่า
ไฟแดง ใจมันคิดสารพัดสารเพไปเรื่องอันตรายเนี่ย
แล้วการเดินทางไกลๆที่ไม่รู้หนทางและยิ่งถ้าไม่มี
แผนที่ไว้ดูด้วยนะ นรกครับ บอกตรงๆเลย
อุปกรณ์บอกตำแหน่งบอกเส้นทางจึงสำคัญเป็นอย่างมาก
ยิ่งสมัยนี้แล้ว ใครๆก็ไปเชื่อการแนะนำเส้นทางของ
ระบบบอกเส้นทางบนแผนที่ดังกล่าว
ยิ่งทำให้เราได้ผจญภัยในการเดินทางไปอีกขึ้น
ซึ่งหากถามชาวบ้านเรื่องเส้นทางประจำแล้ว
เขาก็คงใช้เส้นทางที่เดินทางสะดวกปลอดภัย บางเส้น
ทางอาจจะยาวกว่านิดหน่อย แต่เดินทางได้ดี สะดวก
ปลอดภัย และไวกว่า แต่ไม่ได้ถูกแนะนำขึ้นมา เราก็
ไม่ได้ไปตามหรอกครับ เรื่องแบบนี้ต้องไปพบเจอด้วย
ตัวเอง แล้วเดี๋ยวประสบการณ์ก็จะบอกเราไปเรื่อยๆ
ยิ่งพอประสบการณ์เยอะก็ยิ่งดีสำหรับตัวเรา
แต่อย่าไปแนะนำคนอื่นเชียวครับ
เรื่องบางเรื่องของชีวิตคนเราควรพบเจอด้วยตัวเอง
ต่อให้พ่อแม่ เพื่อนฝูงฉุดรั้งมันก็ไม่ฟัง
มันอยากจะไปก็ให้มันไป มันอยากจะทำให้มันทำ
ให้มันได้พบได้เจอ
แล้ววันหนึ่งมันก็คงจะได้คิดด้วยตัวเอง
มันจะคิดว่าเป็นความคิดความเห็นของตัวเอง
ขั้นนั้นแหละ ข้อคิดเห็นต่างๆจึงค่อยๆกระจ่างชัด
ด้วยตัวเอง ดั่งเช่นกับการตื่นรู้ทางความคิด
กลับมายอมฟังแวดล้อม สังคม ยอมรับคำแนะนำต่างๆ
ได้ดีขึ้น
แล้วมันก็แปลกอีกนะครับ มนุษย์เราเนี่ย
คนอื่นบอกให้คิดให้ทำยังไง บทมันจะไม่เชื่อ ไม่ฟัง
มันก็เท่านั้น
ต้องให้มันคิดว่า สิ่งเหล่านั้น มันคิดได้เอง
อยากทำออกมาเอง มันจึงจะเชื่อ
ผมจึงมีความคิดว่า ปล่อยไปเสียดีกว่า
อย่าไปทำตัวอวดฉลาด เอาความรู้และประสบการณ์
ที่มีไปสั่งไปสอนคนอื่นให้มันลำบากใจกันเปล่าๆ
แค่ตัวเองยังเอาแทบไม่รอด
อย่าริไปสอนผู้อื่นจะดีชกว่า
ย้ำตัวเองไว้แบบนี้ครับ
หลังจากบุกป่าฝ่าดงด้วยเส้นทางที่สุดแสนจะคดเคี้ยว
ชุ่มฉ่ำกับฝนเล็กน้อยระหว่างทาง เพราะเส้นทางที่
แอพแนะนำให้มาทางกาญจนบุรี แล้วค่อยตัดเขาลัด
ไปสวนผึ้ง ผ่านด่านตรวจทหารที่ยืนกันเฝ้ารอผู้ผ่าน
ทางได้สักเกือบๆสิบ กม.
ก็มาถึงหมุดหมายราวๆสามทุ่มกว่าๆจากต้นทางหกโมง
ยืดเส้นสาย ทักทาย พักผ่อนหย่อนใจกับพรรคพวกด้วย
เหล้าเพียงหนึ่งแก้วถ้วน ได้ราวๆชั่วโมงครึ่ง ก็คิดว่า
ต้องออกเดินทางกลับแล้วหล่ะ เพราะหากปล่อยเวลา
ให้ล่วงเลยไป ยิ่งดึกยิ่งเมามาย และอันตรายจนอาจ
จะต้องทำให้ไปพบกับท่านยมก่อนวัยอันควร
คิดได้ดังนั้นก็เดินออกมาจากวงแวดล้อมด้วยวิชาตัวเบา
หายไปในเงาดั่งนินจา เหตุไม่บอกก็รู้ว่าหากผมเดินไป
กล่าวคำอำลาเพื่อนฝูงแต่ละกลุ่มแต่ละคนนั้นคงใช้เวลา
ไม่น้อย และแถมร้อยๆทั้งร้อยคงฉุดรั้งเตะตัดขาให้พัก
หัก มิให้กระทำการที่หมายไว้เป็นแน่แท้ จึงแอบชิ่ง
ออกมาได้โดยไม่กระโตกระตาก
แต่พอถึงปากทางรีสอร์ทเท่านั้น สายก็เข้ามาระบุชื่อชาย
ผู้ขับขี่มาด้วยกันจากสระบุรี แจ้งว่าจะกลับด้วย
เหตุเพราะว่าไม่อยากให้เดินทางคนเดียว
ด้วยความใจร้ายของผมเองจึงบอกปัดไปอย่างไร้เยื่อใย
ให้เขาไปสนุกสนานต่อ หากเดินทางถึงบ้านแล้วจะโทร
ไปแจ้ง อย่ามาขัดขวางการเดินทางด้วยความใคร่อยาก
ครั้งนี้ แล้วรีบตัดสาย ควบรถออกเดินทางอย่างฉับไว..
มองเวลา สี่ทุ่มห้าสิบสาม
ระหว่างเดินเท้าทางจากที่จอดรถกลับเข้าบ้านต้องผ่าน
จุดๆหนึ่งที่แสงไฟไม่ค่อยกระทบตาสักเท่าไหร่
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองฟ้าก็จะมองเห็นดวงดาวมากมาย
แต่มันก็น้อยกว่าระหว่างทางที่ได้ขับขี่เส้นทางสุดมืดมิดที่
ผ่านมา
ยิ่งมืดเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งมองดวงดาวได้ชัดและมาก
มายมากขึ้นเท่านั้น ข้อนี้หลายๆคนคงรู้ดี
ก่อนออกเดินทางกลับมาผมสอบถามคนในกลุ่มก็ได้
ความมาว่า มาเส้นทางเดียวกัน จึงคิดว่ากลับทางเดิม
ไม่น่าจะเหมาะสักเท่าไหร่ จึงพยายามเปิดแผนที่
ศึกษาเส้นทางที่คาดว่าจะดีกว่าเส้นทางที่ใช้เมื่อครั้ง
เดินทางมาจึงตัดสินใจใช้เส้นทางที่จะนำไปสู่ราชบุรี
ช่วงสิบ กม.แรก เป็นถนนสองเลนสวนกัน ต้องคอย
ระวังรถด้านหน้าขับสวนมา และปิดไฟสปอร์ทไลท์ที่ได้
ติดตั้งเพิ่มให้สว่างมากกว่าไฟหน้ารถเดิม
ซึ่งช่วยได้มากครับ เวลาขับในทางที่ไม่มีไฟถนน
สามารถทำความเร็วได้พอสมควรที่จะไม่ทำให้เกิด
อันตราย เพราะไฟที่ติดเพิ่มส่องไปไกลกว่าห้าสิบเมตร
ซึ่งเพียงพอที่จะเบรคทัน หากเกิดเจอะเจอพี่หลามนอน
ขวางถนนปิดทางไว้
จากสวนน้ำ สวนผึ้งราวๆสิบห้า กม. ก็จะมาบรรจบกับ
ถนนเส้น 3208 ซึ่งเป็นถนนที่ใหญ่กว่า ขับขี่ได้สบาย
และโค้งไม่ค่อยเยอะ สามารถทำความเร็ว 90-100
ได้
มีบางช่วงที่ถนนกำลังเดินการก่อสร้างปรับปรุงให้ดีกว่า
เดิมอยู่ แต่ก็ไม่มีจุดไหนดูสุ่มเสี่ยงอันตราย ทั้งที่ในใจนั้น
หวาดเสียวเรื่องอันตรายจากถนนที่กำลังปรับปรุงอยู่เสีย
เหลือเกิน ช่วงนั้น ถนนโล่งมาก และไม่มีไฟจากแหล่ง
กำเนิดไหนใกล้พอจะทำให้แสงจากดวงดาวถูกบดบังไป
ได้เลยแม้แต่น้อย
ทำให้บางอารมณ์อยากที่จะปิดไฟขี่มองดวงดาวซะ
เหลือเกิน แต่ก็คงทำได้แค่คิด
เพราะหากปิดไปแล้วคงมองไม่เห็นทาง และอีกอย่าง
ไอ้รถรุ่นหลังๆนี้ทำไมประหยัดปุ่มปิดไฟก็ไม่รู้ ไม่ยอม
แถมมาให้ ปิดไฟก็ไม่ได้
ระยะทางผ่านไปสักแปดสิบ กม.ก็จะมาบรรจบกับถนน
หมายเลข 4 (เพชรเกษม) คราวนี้แหละครับ
คล้ายๆกับบ้านนอกเข้ากรุง ถนนมากมายหลายเลน
เปิดคันเร่งได้เท่าที่ใจอยาก ร้อยสิบ ร้อยสิบห้า
แต่ยังไงก็ไปไม่ถึงร้อยยี่สิบห้าหรอกครับ ด้วยความล้า
ของสมอง และร่างกาย ความคิดการตัดสินใจ
ถูกหย่อนลงหลุมไปตั้งแต่ตีสามคืนก่อนหน้านั้นแล้ว
แค่วันนี้ประคองร่างมาได้ขนาดนี้ (กุก็ยอมมึงหว่ะ)
ก็ดีมากแล้วครับ
เวลาประมาณเที่ยงคืนยี่สิบ
ผมมาโผล่ถนนหมายเลข 9 (กาญจนาภิเษก) แถวๆ
แยกบางแค ไม่ได้ผ่านไปทางพุทธมลฑล เพราะไม่ได้
ซูมแผนที่ออกมาดู ถึงเส้นนี้ได้ก็เลี้ยวเข้าปั้มน้ำมันเติม
เชื้อเพลิงที่ขึ้นเตือนมาเมื่อสี่สิบ กม.ที่แล้ว
ถือว่าได้พักยืดเส้นสายและถ่ายของเหลวคนไปด้วย
จากนั้นผมก็สามารถปิดแผนที่ขับได้แล้ว เพราะพอจะ
จำเส้นทางกลับอำเภอปากช่องได้จากจุดนี้
ขอแค่ประคองตัว ขับขี่ไปให้ถึงบ้านก็พอ
ซึ่งเวลาหลังจากนี้แหละ ที่ปราบเซียนมานักแล้ว
เนื่องจากความล้าของกาย และยังต้องใช้พลังสมอง
ตัดสินใจมากมายในการขับขี่ด้วยความเร็ว หากพลาด
เบรคไม่ทันแม้แต่เสี้ยววินาที ก็อาจจะต้องพบจุดจบ
สายแข็งก็เป็นได้
การที่ถนนลาดยางนุ่มๆลมพัดเย็นๆนี่ยิ่งทำให้เราพร้อม
ที่จะพริ้มหลับตาพักผ่อนไปให้ได้ แต่อีกใจก็บอกว่า
มึงทำแบบนั้นไม่ได้
มีหลายต่อหลายครั้งแล้วที่ระหว่างขับขี่ต้องตะโกนร้อง
เพลงในหมวกกันน็อคดังๆ เพื่อมิให้มันหลับในลงข้าง
ทางไป
มันง่ายกว่าแล้วอันตรายน้อยกว่ามากเลยที่จะหาปั้ม
เพื่อจอดนอน แต่เชื่อไหมว่า ทุกคนคิดว่าตัวเองไหว
ไม่เป็นอะไรหรอก จึงเกิดอุบัติเหตุกันมากมายเยี่ยงนี้
ตีหนึ่งสิบห้า
ผมเดินทางมาถึงจุดเริ่มต้นของถนนหมายเลข 2
(มิตรภาพ) จึงได้กดแชร์ตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันเข้าไป
ในกลุ่มไลน์ ให้เพื่อนๆได้รับทราบว่า อย่างน้อย
ผมก็เดินทางมาถึงจังหวัดสระบุรีแล้ว ระยะทางจาก
ตรงนี้กลับปากช่องก็แค่เพียงหกสิบ กม. คงไม่มีใคร
ต้องห่วงอะไรมาก
และแล้วสัญชาติเดิมก็กลับเข้าสู่จิตใจ
ครั้งหนึ่งผมบันทึกสถิติของตัวเองไว้ จากต้นทาง
ห้างฯโรบินสัน (สระบุรี) ไปจนถึงทางแยกเข้าอำเภอ
ปากช่อง ทำเวลาไว้สิบเก้านาที สามสิบหกวิ
วันนี้จากแยก รพ.มิตรภาพ มองรถราพอมี
แต่ไม่มากเท่าไหร่ จึงอยากทดสอบระบบปฎิบัติการว่า
ยังคงทำงานได้ดีอยู่ไหมในเวลานี้
จึงได้เปิดโหมด ไทม์ ไทรอัล
ที่มีเงาซิมูเลเตอร์ของตัวเองวิ่งนำในใจ
ระหว่างทางก็พบกลุ่มจักรยานยนต์ตามทางบ้าง
ประปราย แต่ก็สามารถขอทางผ่านมาได้โดยดี
มีจังหวะรถติดบ้างแต่ก็ยังถือว่าทำเวลาได้
ผ่านอำเภอแก่งคอย ผ่านหน้าโรงปูน ทีพีไอ
อากาศเริ่มเย็นลง
เข้าโค้งบริเวณหน้าค่ายเพชรรัตน์แบบไม่มีรถทั้ง
สี่เลนได้อย่างเมามัน ไม่มีใครพยายามขับไล่ตามแซง
รถที่วิ่งแรง 115 อย่างผมได้ พอถึงตำแหน่งทางแยก
ที่เคยตอกเวลากำกับตัวเองไว้ก็จบที่ ยี่สิบสองนาที
วินาทีไม่ทราบ เพราะดูเอาจากเวลาที่แชร์ตำแหน่ง
ล่าสุดไปให้เพื่อนๆในกลุ่มไลน์อีกครั้งหนึ่ง
เพื่อเป็นการยืนยันและโอ้อวดว่าถึงบ้านแล้วโว้ย
ปากช่องอ่ะ
"ก็แค่ปากซอย"
จริงไหมครับ?

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น