วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568

ข้าวมันไก่หมด

 


    ผมมักมีชีวิตอยู่ภายนอกเคหะสถานเสีย
เป็นส่วนใหญ่ เปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆตามแต่
หน้าที่การงานจะบันดาลให้เป็นไป

มื้อเที่ยงส่วนใหญ่จึงมักจะถูกฝากไว้กับร้าน
อาหารข้างๆทางที่พอหาได้ในละแวกที่ไป
อาศัยอยู่ชั่วครู่ชั่วยาม เหตุด้วยลักษณะนิสัยที่
ไม่ค่อยจะมักใฝ่หาอะไรให้มันยุ่งยากเกินไป
กินอิ่มแล้วก็แล้วกันไป
คิดง่ายๆเช่นนั้น...

มื้อเที่ยงที่ผ่านมาก็เช่นกัน

ผิดแปลกตรงที่ว่า ได้ตกลงปลงใจสั่งข้าวมันไก่
ที่ดูน่ากินจากที่มองเห็นไปแล้ว

นั่งรอสักพัก ระหว่างนั้นก็เคลียร์แชทในโทรศัพท์
ที่ค้างอ่านไว้ จนพนักงานที่ร้านเดินมาบอกทื่อๆว่า
"ข้าวมันไก่หมด"

ทื่อจริงๆ ด้วยภาษาไทยสำเนียงต่างชาติ
ทำเอาผมทึ่ง อึ้งคิดอะไรไม่ออกไปสักพักใหญ่
ราวกับความรู้สึกว่า "อกหัก" สมัยตอนที่เดินไป
ขอเบอร์สาวอย่างมั่นอกมั่นใจ

แต่แล้วก็กลับถูกตอกกลับมาว่าไม่มี หรือไม่ได้
อย่างไรอย่างนั้น

ผมกลอกตาไปมาบนเมนู มองดูว่าพอจะมีอะไร
ที่ในความคิดอยากจะเคี้ยวบดลงไปประทังชีวิต
อีกบ้าง

สุดท้ายก็ต้องลงเอยที่ก๋วยเตี๋ยวน้ำตก
จึงได้บอกกับพนักงานเค้าไป

ระหว่างนั้นก็กลับมีสติคิดสงสัยตัวเองว่า
ตอนที่เขาเดินมาบอกว่าหมดนั้น
หน้าตาผมเป็นยังไงหนอ?
แสดงกิริยาอาการอะไรออกไปให้เขารู้ว่า
เราไม่ค่อยพอใจอะไรหรือเปล่านะ

สำรวจความรุ้สึกตัวเอง คิดไปคิดมาก็ขำ
เมื่อมองเห็นความจริงของชีวิตว่า

หลายๆอย่างในชีวิตเราก็ไม่ได้เป็นไปอย่าง
จหรอก มันมักจะมีอะไรๆทำให้เรามีอารมณ์
ต่างๆนาๆ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ หลง
อยากได้ อยากมี

เมื่อไม่ได้ดั่งใจสิ่งเหล่านี้ก็จะก่อให้เกิดผล
กระทบต่างๆกันไป

ไม่นานนัก ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตกก็มาวางส่งกลิ่น
โชยอยู่ตรงหน้า

ผมไม่รีรอ...
ละทิ้งความรู้สึกต่างๆที่เพิ่งเกิดขึ้นไป

จัดการกับสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้า
นั่นแหละที่ต้องทำต่อไป....

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568

ฟัง

 



โดยปกติแล้ว ผมเองมักจะเป็นคนที่ดูเงียบๆ
ไม่ค่อยจะพูดจาเจื้อยแจ้วอะไรกับใครนัก

อาจจะเพราะว่าที่ผ่านๆมาตั้งแต่วัยเยาว์นั้น
เป็นคนขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก และสาเหตุใด
ที่ทำให้เป็นแบบนั้นก็ยากที่จะหยั่งถึง ระลึกไป
ได้เพียงแค่นั้น ซึ่งคิดว่าคงเป็นปมอะไร
สักอย่างหนึ่งนี่แหละ

แต่นั่นก็ผ่านมานานมากแล้ว ซึ่งผมเองก็คิดว่า
มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร กลับคิดว่าดีอีกต่างหาก

และนั่นก็เป็นรายละเอียดเล็กๆที่เป็นจุดหล่อ
หลอมให้ผมเองมักจะเป็นผู้ฟังซะเป็นส่วนใหญ่

"การฟัง" มากกว่า "พูด" นั้นดีครับ
หากอยู่ในระดับที่เหมาะสมระหว่างกัน

ฟังอย่างเดียว แล้วไม่พูดโต้ตอบอะไรเลย
ก็กลายเป็นผู้พูดนั้น รู้สึกเหมือนพูดอยู่คนเดียว
เช่นเดียวกันกับการฟังเพียงชั่วครู่แล้วก็สวน
กลับผู้พูดไป จนกลายเป็นเรื่องของตัวเอง
แบบนี้ก็ไม่น่าเล่าอะไรให้ฟัง

เท่าที่ผ่านมาผมเองก็ยังโชคดีที่มักจะฟัง มอง
ดู คิดอะไรเพียงผู้เดียวอยู่ในใจ กว่าจะโผล่
ออกมาเป็นคำพูดได้ก็ใช้เวลาอยู่พอสมควร

หากแต่บางครั้งก็ไม่ใช่ สำหรับวงสนทนา
หลังแก้วที่แปดไปแล้ว...

วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2568

ความเข้าใจ

 



เรื่องที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่งของมนุษย์เรา
ผมคิดว่าเป็น "ความเข้าใจ" ซึ่งกัน

มันอาจจะเป็นเรื่องง่ายที่การรับฟังแล้ว
พยักหน้าตามงึกๆแล้วบอกผู้เล่าเรื่องนั้นว่า
"เราเข้าใจ"

แท้จริงแล้วคงไม่มีใครเข้าใจ หรือ "รู้สึก"
แบบที่ผู้เล่ามันออกมาได้เท่ากับคนผู้นั้นเอง

เราไม่รู้หรอกว่า การได้พบเจอเหตุการณ์
ที่ผ่านมา ประสบการณ์ ความรู้สึกนึกคิด
ความรู้ต่างๆความสัมพันธ์ นิสัยฯ ส่ิงต่างๆ
เหล่านี้ จะหล่อหลอมให้คนเรา "คิด"
และ "เป็น" อย่างไร

แม้กระทั่งบางครั้ง กับตัวเราเอง
เรายังอธิบายให้ตัวเองฟังไม่ได้เลยว่า
ความรู้สึกนั้น มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมจึง
รู้สึก หรือ คิดแบบนี้ ทั้งๆที่ก็รู้ว่ามันอาจจะ
ไม่ได้ส่งผลดีอะไรเลย

ผมเพิ่งรู้ว่ามันเป็นเรื่องยาก
ที่เราจะเข้าใจอะไรใครสักคน
ยิ่งผมเอาอคติส่วนตัวร่วมเข้าไปด้วยแล้ว
ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะ "รู้สึก"เข้าใจ

การเป็นผู้ฟังที่ดีว่ายากแล้ว คือ การที่เรา
ฟังแบบคิดตามไปด้วย ไม่ออกความเห็นขัด
หรือโต้แย้งอะไร

การเป็นคนๆนึง ที่พยายามจะเข้าใจอีกคนนั้น
ยากกว่า...

แต่ยังไงอีกความรู้สึกก็คิดว่า
"ไม่มีอะไรยากเกินความพยายามไปได้"

"คุณเข้าใจผมไหม" ผมถามตัวเองอีกครั้ง

วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568

วันแผ่นดินไหว

 


เราจะมีชีวิตไปอีกแค่ไหน?

ฟังดูแล้วมันก็คำถามเดิมๆนั่นแหละ
ผมเฝ้าแต่พูดคุยเรื่องนี้มาจนเอียนตัวเอง
และก็คิดว่าหลายๆคนที่รับรู้ได้ก็คงจะเบื่อ
แต่จะทำอย่างไรได้หล่ะครับ มันเป็นแบบนี้

บ่ายวันนี้เราตกอกตกใจไปตามๆกันกับ
เหตุการณ์แผ่นดินไหว ก่อเกิดความเสียหาย
มากมาย มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ
บางท่านก็ไม่รู้ว่าค่ำคืนนี้จะไปนอนอยู่ที่ไหน

ตึกรามบ้านช่องเสียหาย จะให้กลับเข้าไป
อยู่ในอาคารที่ร้าวแบบนั้นก็หวั่นใจไม่น้อย

พวกเรา(บางกลุ่ม)รีบเร่งเสนอตัว
ให้ความช่วยเหลือเท่าที่ทำได้

พวกเรา(บางคน)แสดงน้ำใจไมตรีที่พอ
จะหยิบยื่นให้ในยามยาก

และก็มีอีกหลายคนที่ช่วยเหลือตัวเองก็แทบ
จะเป็นไปไม่ได้แล้ว

ผมเชื่อว่า ณ เวลานี้ก็ยังมีคนที่กำลังลำบาก
มีคนอีกหลายคนเร่งรุดปฎิบัติหน้าที่ ช่วยกัน
แบ่งเบาสาธารณะภัยครั้งนี้

เราไม่รู้จริงๆหรอกว่ามีเวลาเหลืออีกเท่าใด
รู้แค่ว่าทำสิ่งใดแล้วมันมีประโยชน์ต่อผู้อื่นได้
แค่นี้ มันก็สุขใจมนุษย์อย่างเราๆแล้ว

วันพุธที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568

เฮง หรือ ซวย

 


หลายวันก่อนนั่งฟังเขาคุยกันครับ

เรื่องของความ เฮง หรือ โชคดี
เนื้อหาสาระของเรื่องก็ไม่มีอะไรมากครับ
แค่ฟังบางประโยคแล้วสะดุดกึกเข้าไปในใจ
แล้วก็เอากลับมาคิดว่ามันจริงไหม

"หากคนสองคน ประกอบอาชีพค้าขาย
ทำทุกอย่างเหมือนกันเป๊ะๆ ก็ใช่ว่าจะทำยอด
ขายได้เท่ากัน ทำไมอีกคนขายดี แต่อีกคนไม่
นี่แหละ ความเฮง"

เนื้อหาข้างต้นผมสรุปมาจากที่ฟังเอา
ที่สะดุดกึกก็เพราะว่าคนเราจะทำอะไรได้
เหมือนกันเป๊ะๆจริงหรือ มันควรมีอะไรที่ทำ
ให้มันแตกต่างสิ มนุษย์เราไม่เหมือนกันเลย
สักนิด แค่รอยยิ้ม ท่าทางก็ต่างกันลิบแล้ว...

ไม่ใช่ไม่เชื่อนะครับ
ผมแค่สังสัยในการยกตัวอย่าง
อย่างเช่น คนจะเฮงขายขี้ก็รวยนี่ก็น่าคิด

จริงๆแล้วความเฮงนั้น ขึ้นอยู่กับอะไร
ส่วนใดกันบ้างที่ประกอบกันขึ้นมา หลอมรวมกัน
แล้วทำให้เฮง ให้โชคดี

"แข่งเรือแข่งพายแข่งได้
แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งไม่ได้"
คำโบราณว่ามาแบบนี้
อันนี้คงย้อนไปตั้งแต่มนุษย์คนนึงได้เกิดมา
ไม่ว่าจะเป็นชนชั้น ฐานะครอบครับ ประเทศ
หรือกองเงินกองทอง ว่ากันไป อันนี้จนปัญญา

แล้วอะไรเล่า ที่จะบ่งบอกความเฮงของคนเรา?

สองคนเดินเคียงกันไป อีกคนสะดุดล้ม
อีกคนไม่เป็นอะไร คนแรกซวย อีกคนดวงดีหรือ
หรือว่าอีกคนแค่ไม่มองทางกันแน่

ใครคนนึง พยายามอย่างเต็มที่ในหน้าที่การงาน
หรือความมุ่งมั่นอะไรสักอย่าง แต่ยังไร้วี่แววของ
ผลสำเร็จ

ใครอีกคน แทบไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมาก
เพียงแต่มีโอกาส มีความรู้ มีสภาพแวดล้อมที่ดี
กลับสำเร็จได้ชิลๆ

เราเอาอะไรมาวัดหรือบ่งชี้สิ่งที่เรียกว่า เฮง

ผมคิดเอาเองว่าก็ได้ว่าผมแม่งโครตเฮงเลย
ที่เกิดมาเป็นตัวตนอย่างที่ผมเป็นทุกวันนี้

ได้มีชีวิตที่ต้องดิ้นรนบ้าง
อยากได้อะไร ทำอะไรก็มีความคิดที่ว่าจะต้อง
ลงมือลงแรงลงไป มิเช่นนั้นแล้วก็จะมิได้มา
หรืออะไรที่ได้มาง่ายๆ ผมก็มักจะมองไม่เห็นค่า

ผมหาคำตอบเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ
คิดแค่เพียงว่า โครตโชคดีเลย ที่ยังมีลมหายใจ
มีความคิดความอ่านแบบที่เป็นอยู่นี้

ซวยหน่อยก็ตรงที่รู้ว่าอะไรไม่ดี
ก็ยังกระเสือกกระสนทำอยู่นั่นแหละครับ

วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568

Silhouette




    ตอนเด็กๆผมไม่ค่อยตั้งใจเรียนเท่าไหร่
จึงเป็นเวรเป็นกรรมที่ทำให้ต้องมานั่งอ่าน
นั่งเรียนอะไรนู่นนี่นั่นไปเรื่อย

ทำอย่างนี้มาตลอดเมื่อเพิ่งมารู้ว่าความรู้นั้น
สำคัญและความรู้นั้นก็มีมากมายให้เราศึกษา
ได้อย่างไม่รู้จบ

    อย่างเรื่องการถ่ายรูปนี่ก็เรื่องหนึ่ง
ทำไปเพราะความอยากรู้ ความคิด "ว่าชอบ"
ล้วนๆ เรียนรู้เอาเอง ทดลองเอง

สิ้นเปลืองเงินทองไปก็หลาย
จะทำไปโดยหวังหากินกับมันเป็นอาชีพก็ไม่ใช่
อยากจะลอง อยากจะเล่น ทำไปตามอารมณ์
ของตัวเองเพียงเท่านั้น ไม่มีผีมือขนาดนั้น

จะให้ถ่ายรูปบุคคลสวยๆ จัดท่าทาง จัดแสง
อะไรอย่างที่เขาทำกันนั้น ก็เห็นจะไม่ถนัด

เห็นอะไรอยากถ่ายก็แค่ยกขึ้นมากด กด กด
คิดแค่ว่าถ่ายไปเพื่อชื่นชมสำหรับตัวเองก็
เพียงพอแล้ว

ซึ่งเอาจริงๆแล้วมันถือว่าเป็นความคิดที่ออก
จะเห็นแก่ตัวไปหน่อย
หากเราถ่ายภาพให้คนอื่นด้วย

จะให้เรายกกล้องมาถ่ายภาพวิวตลอดไป
ก็คงจะเป็นไปได้ยาก ต่อให้ทำได้
วันนึงก็ต้องมีถ่ายภาพบุคคลบ้าง

และด้วยความที่ถ่ายภาพคนไม่เก่ง
ผมก็เลยต้องหาวิธีที่ทำให้ภาพถ่ายนั้นออกมา
แบบให้คนโดนถ่ายเขาไม่ด่าผมมาก

ภาพแบบเงาดำ หรือ Silhouette(ซิลฮูเอท)
จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผมที่จะเอาเป็น
ข้ออ้างไว้บอกผู้โดนถ่ายว่า "มันอาร์ทดี"

ตัดความกังวลเรื่องหน้าตา หลับตา ยิ้มไม่สวย
อะไรต่างๆนาๆที่จะสร้างความไม่พอใจของ
ผู้ที่เป็นแบบออกไปได้เลย

มองหาเพียงสัดส่วนที่จะทำให้รู้ได้ว่าเป็นคนๆนั้น
เน้นแค่ขอบร่างภายนอก เอาเวลาไปคิดหาค่าแสง
คิดหาความชัดตื้นลึก สิ่งที่อยากให้เห็น
สิ่งที่อยากจะตัดมันออกไปให้อยู่นอกเฟรม

พูดไปก็เหมือนจะง่ายนะครับ
แต่จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้ง่ายดายอะไรขนาดนั้น

แต่ผมทำได้แค่นี้จริงๆครับ
อ้างไปแบบนั้น แบบยอมเอาสีข้างเข้าแลก

วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568

ของเก่าเก็บ

 



    เมื่อวานช่วงเช้าถึงเที่ยงต้องเข้าร่วมงาน
รวมตัวกลุ่มญาติประจำปีที่สุสาน จนกระทั่งกลับ
มากินข้าวเที่ยงช่วงสาย เสร็จสิ้นทุกอย่างแล้ว
ก็ยังไม่ถึงเวลาเที่ยงตรง

เลยเตร็ดเตร่รอเวลาอยู่ในร้านกาแฟ มองเข้าไป
ในตู้โชว์เห็นกล้องเก่าตั้งอยู่ก็นึกคันมือ
อยากจับมันขึ้นมา จับส่อง ทดลองกลไก
ว่ายังปกติอยู่ไหม

    เมื่อระยะเวลายาวนานได้พรากความคุ้นเคย
ไปจากร่างกาย เราก็ต้องใช้ความพยายามใน
การระลึกความทรงจำส่วนนั้นให้ค่อยๆออกมา
ทีละอย่าง แต่มันก็ไม่นานนัก

พอมันความรู้สึกนั้นเริ่มผุดโผล่มาจากก้นบึ้งที่
ตกตะกอนลงไปนอนนิ่งอยู่นานแล้ว มันก็จะค่อยๆ
พากันพลั่งพรูออกมาอย่างไม่ขาดสาย

    ราวกับว่าเราหยิบของบางสิ่งในกล่องเก็บ
ความทรงจำ แล้วภาพต่างๆก็ปรากฎออกมา
ให้เห็นอย่างที่ไม่เคยนึกมาก่อนว่า
มันมีความทรงจำนี้หลงเหลืออยู่ในสมองส่วนไหน
เป็นการต่อโยงเรื่องราวที่เคยได้ลืมเลือนไปแล้ว
ให้เด่นชัดขึ้นมาอีกครั้ง

ผมเองมีของสะสมอยู่ไม่มากเท่าไหร่
แต่เรื่องราว ความทรงจำ
ที่ฝังลงไปกับมันนั้นมีมากเหลือเกิน

ของบางสิ่ง สำหรับบางคนอาจจะเป็นแค่
"สิ่งธรรมดา"
กับอีกบางคนมัน "มีค่า"
เพราะว่ามันทำให้เขาระลึกถึง
เหตุการณ์บางอย่าง ใครบางคน
หรือความรู้สึกในห้วงเวลานั้น
ออกมาได้อย่างแจ่มชัด

บางคนจึงยังเก็บของสิ่งนั้นไว้
ทั้งๆที่ดูแล้วก็เห็นว่าเปล่าประโยชน์ที่จะมีไว้

หลังจากหยิบจับจนพอใจ
ง้างชัตเตอร์ ลั่นไกเปล่า
พบว่ามันยังทำงานได้ดีอยู่
ก็เก็บเข้าตู้เช่นเดิม

ขับรถออกไปทำงานในเวลาบ่าย
ผมจึงเข้าใจว่าเหตุใดเราจึงยังเก็บของนั้นไว้...

วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568

ให้หายค้างคา


 


    หลังจากรับสายพี่ชายคนหนึ่งที่โทรฯเข้ามา
เรื่องขอให้ไปดูงานทาสีปรับปรุงอาคารหลังเก่า
ริมถนนมิตรภาพ

ซึ่งเวลานั้นก็ใกล้เที่ยงตรงอยู่พอดี ก็เลยคิดไว้ว่า
หลังจากเติมพลังงานให้กับร่างกายเรียบร้อยดีแล้ว
ก็จะขับรถวนไปดูงานให้พี่เขาสักหน่อย

ด้วยระยะทางที่ชี้แจงมาให้ทราบกับสถานที่หน้างาน
ปัจจุบันนั้น ไม่ห่างกันเท่าไหร่ คะเนเอาก็แค่
4 กม. เห็นจะได้

หลังจากกำลังพื้นฐานของนายกองถูกเติมเสบียง
เรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางต่อโดยไม่รีรอ

ถึงที่หมายมองดูงานพร้อมกับคิดไปว่าจะดำเนินการ
ได้ไหม อย่างไร?

ระหว่างทางกลับจากที่นั่น ต้องใช้ถนนเส้นพื้นถิ่น
ลัดเลาะกลับสถานที่ทำงาน ซึ่งก็ได้พบต้นไม้ต้นหนึ่ง
กำลังเยาว์วัย คะเนไม่เกินสามปีห้าปี
ออกดอกบานสะพรั่ง ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ริมทาง
แรกทีเดียวคิดว่าต้องเป็นต้นกัลปพฤกษ์
แต่พอสังเกตุสีก็ทำให้รู้สึกงุนงงว่าอาจจะไม่ใช่

ซึ่งสีที่เห็นอยู่นั้น เป็นสีขาวออกเหลืองแกมชมพูบ้าง
แน่นอนว่า ผมเองไม่เคยรู้จักต้นไม้ชนิดนี้มาก่อน
สันนิฐานส่งเอาได้อย่างเดียว

แล้วก็แอบถ่ายรูปเขาเก็บไว้ ขับรถออกมาด้วยความ
สงสัยค้างคาอยู่ในใจ มองเข้าไปทางทุ่งใหญ่ขวามือ
ก็ยังเห็นกัลปพฤกษ์ยืนเด่นอวดดอกสีชมพู่อยู่หลายต้น
ทำไมต้นนี้มันสีแปลกไปว่ะ ในใจคิดแบบนั้น
เรื่องงานที่ผ่านมา เป็นเรื่องรองไปทันที

กลับมาถึงที่ก็ยังไม่คลายความสงสัย
จึงลองค้นหาข้อมูลดู ก็พบว่าไม่ใช่ต้นกัลปพฤกษ์จริงๆ
ด้วย กลับกลายเป็น รัตนพฤกษ์ หรือ คูณสายรุ้ง
ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่าง กัลปพฤกษ์ กับ คูณ นั่นเอง

พอคลายความสงสัยได้ค่อยโล่งอกไปหน่อย
มิเช่นนั้นก็คงเป็นเรื่องค้างคาใจอยู่ทุกครั้งที่เห็น
เหมือนกันกับหลายๆเรื่องนั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568

เรื่องของมื้อนี้

 



    มันเป็นเรื่องที่ทำให้ต้องคิดมากเรื่องหนึ่ง
ในความสับสนว่ามื้อเที่ยงนี้ จะกินอะไรดี?
เมื่อต้องอยู่ในสถานที่เดิมๆเวลาเดิมมามากกว่า
7 เดือนแล้ว ร้านอาหารใช่ว่าจะน้อย แต่มันก็
ใช่ว่าจะถูกจริตถูกความต้องการไปเสียทุกอย่าง

บางร้านอร่อย อยู่ไกล วิวดี นั่งละเลียดอาหาร
แซบเพลินไปกับฟองอากาศเม็ดเล็กที่ค่อยๆผุดมา
จากใต้แก้วใสประกายทองได้

บางร้านใกล้ๆ พอกินได้ ไม่ถึงกับมีไม้เด็ดเผ็ดซ่อน
อะไรไว้

บางที่จอดรถยาก เดินไกล อยู่แหล่งชุมชน
บางที่จอดรถง่าย ฯลฯ

เหตุผลมากมายจนบางทีตัดสินใจไม่ได้...

างทีเลิกความคิดที่จะกินข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว
เบี่ยงหน้ามองไปทางอื่น

ก็พบเจอผลไม้บ้าง นมถั่วบ้าง
โกยเข้าปากเคี้ยวกร้วมๆได้สักแปป
ลงไปถึงกระเพาะพอมีอะไรได้บดได้ย่อยบ้าง
ก็ทุเลาอาการว้าวุ่นใจคิดอะไรไม่ออกไปได้

ผิดกันกับบางวันที่มีจุดมุ่งหมายแน่วแน่แล้วว่า
วันนี้มันต้องเป็น เส้นมาม่าขดคลอทับอยู่บนผักบุ้งซอย
ที่ไม่สั้นไม่ยาว แช่อยู่ในน้ำตกข้นคลักกับเนื้อสดหวานนุ่ม
ชิ้นพอประมาณ ลูกชิ้นเนื้อแน่นๆแป้งน้อยๆอีกสามลูก
ซึ่งหมายตาไว้อยู่ริมทาง
ตั้งแต่ออกไปซื้อของมาแล้ว อะไรเช่นนี้

แต่ส่วนใหญ่แล้ว ชีวิตจะสับสนครับ
ใกล้เที่ยงเข้ามาอีกแล้ว

กินอะไรดีหล่ะ?


วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568

พอ….

 


ด้วยอาการอื้ออึงจากความบันเทิงยามราตรีที่
เจ้าของร่างกายนั้น ใช่จ่ายมันไปมากเกินพอดี
ส่งผลให้วันทั้งวันของวันถัดมาหมดสิ้นไปอย่าง
ไร้ซึ่งกิจกรรมใดๆนอกจากเอนอิงอยู่กับหมอน

ความปวดร้าวระบมแล่นทั่วไปทั้งหัว
ร่างกายก็แสดงออกว่ายากที่จะรับเอาสิ่งอื่นใด
เข้าไปได้ นอกเสียจากซุปร้อนๆเพียงไม่กี่ช้อน

สภาพความคิดก็กลับมาที่คำถามเก่าๆดั่งที่เคย
ถามมาเป็นสิบๆปีแล้ว ว่าเหตุใดหนอ ใยจึงมิ
คิดถึงวันที่เคยผ่านมาด้วยอาการเหล่านี้บ้างเลย
ในยามนั้น อะไรก็ฉุดผีร้ายตนนั้นไม่อยู่ จริงๆ

ข้าพเจ้าสาบาน มันไม่ใช่ข้าพเจ้าสักนิด!!!

แต่จะไปบอกกับใครเขาจะเชื่อเล่า
ก็เห็นอยู่ชัดๆว่าคนในร่างกายนั้น ถอดแบบ
ออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกันกับข้าพเจ้า
แม้กระทั่งชั้นใน หรือสีของนัยตาที่เว้าวอน

การยอมรับความจริงเป็นสิ่งที่ยากยิ่งสำหรับผม
ต่อให้เอาความตายมาพนันหรือเงิน
ผมก็ยังคิดว่ามันไม่สามารถไขปากที่มักจะ
อมพนำให้อ้าออกแล้วเล่าความจริงทั้งหมด
ออกมาได้…

แต่ก็ไม่แน่… ถ้าเงินนั้นมากพอ

บอกตัวเองว่าพอไหม พอ……

ตะวันบ่ายหน้าลงต่ำไปทุกที
คล้ายกับมันจะงัดให้หัวของข้าพเจ้าเด้งหลุด
ขึ้นมาจากหมอนเน่าเปรอะคราบน้ำลายใบเดิม
กลิ่นสาปร่างกายคละคลุ้งไปทั่วห้อง

ออกแรงผลักตัวเองให้ลุกจากที่นอนได้
ก็ดิ่งตรงเข้ามาน้ำสะอาดจริงๆสักสามสี่อึก
คิดไว้ว่าชำระร่างกายให้พอสดชื่นได้แล้ว
คงเลยเวลา 17:00น.ไป ร้านรวงใกล้ๆ
คงได้รับการอนุญาตให้ขายเครื่องดื่มแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568

The worst-case scenario

 



ผ่านพ้นไปสองเล่มแล้วครับ
กับหนังสือที่สมมุติถึงสถานการณ์ที่สุดขั้วต่างๆนาๆ
แบบที่ทั้งชีวิตเราไม่คาดคิดว่ามันจะเกิด

"คู่มือเอาตัวรอดจากสถานการณ์ฉิบหายขั้นสุด"

เนื้อหาก็เป็นอย่างชื่อเล่มเลยครับ บอกเล่าถึงวิธี
รับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันว่ามันจะเกิดขึ้น
ตั้งแต่การเดินป่าเจอหมี หรือ เกิดสงคราม
เอเลี่ยนบุก ไปจนกระทั่ง เหตุอะไรก็ตามที่จะ
ทำให้เกิดวันสิ้นโลก

บางอย่างก็ไม่เคยรู้ว่ามันทำได้
อะไรทำให้เกิดปุ๋ย
อะไรทำให้คนเราไม่ควรไว้ใจคนอื่น
ฯลฯ

ผมว่าเราก็ถูกฝึกให้เอาตัวรอดมาตั้งแต่เราถูก
บังคับให้เรียนวิชาลูกเสือแล้วแหละ
แต่นั่นมันก็แค่เรียนเพื่อให้พอรู้ แต่ใครเล่าจะคิดว่า
วันนึง เราจะต้องผูกเงื่อนมัดต้นไม้ข้ามหน้าผาสักที่
หรือว่า เกิดสงครามจนต้องหนีซุกซุนเข้าไปในป่า
หาฟืนไฟทำอาหารให้ความอบอุ่นยามมืดมิดมิได้

เรามีชีวิตอยู่อย่างผาสุขมาเป็นสิบๆปี
ตั้งแต่เกิดมา ช่วงชีวิตที่ลำบากสุดก็คือช่วงเรียน
ลูกเสือ เรียน รด.ฝึกทหารนั่นแหละ

ส่วนใหญ่แล้วก็มีชีวิตอยู่กันอย่างปกติสุข สะดวก
สบาย เดินทางไปไหนมาไหนก็มีรถราเต็มไปหมด
จะเอาตัวไปลำบากลำบนตั้งแค้มป์เสพธรรมชาติ
ก็มีอุปกรณ์สัมภาระให้ขนล้นไปยังเต๊นท์หลังคา

แม้ว่ามันจะมีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดเหตุการณ์
ที่ส่งผลเลวร้ายต่อมวลมนุษย์เรา

แต่มันก็ทำให้คิดว่า ถ้ามันเกิดขึ้นมา
เราจะกลายเป็นผู้ประสบเคราะห์ภัย หรือว่า
ผู้นำที่จะคนอื่นๆให้มีชีวิตรอดได้

วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2568

ก็เพื่อตัวเองนั่นแหละ

 


    ผมเคยถามตอบกับตัวเองถึงประโยชน์ที่
ตนเองยังมีชีวิตอยู่?

คำตอบแล้วมันมักจะเป็นไปในทางที่ดี
สวนทางกับความเป็นจริงบ้าง
ไหลตามกันไปบ้าง

แต่เฉลี่ยคะแนนให้กับน้ำหนักที่คิดแล้ว
ก็ยังเข้าข้างตัวเองว่ายังพอเป็นคนที่สร้าง
ประโยชน์อะไรให้กับเพื่อนร่วมโลกอยู่บ้าง

แม้ว่ามันจะน้อยนิดก็เถอะ
อย่างน้อยก็มีสักสิ่งแหละมั้ง หึๆ

พื้นฐานแรกเริ่มของมนุษย์เรา ถูกโปรแกรมให้
คิดถึงความอยู่รอดของตัวเองก่อน
แล้วจากนั้นก็ความสะดวกสบาย
ความต้องการ ความ(ที่คิดว่า)รักฯ

แล้วจึงค่อยๆไล่ลำดับขั้นตามลำดับขึ้นไปตาม
แนวคิดของนักจิตวิทยา ที่ศึกษากันมา
อย่างยาวนานหลายร้อยพันปี

    ตอนนี้ ผมมีชีวิตรอดแล้ว รอดมานานเกินไป
แล้วเสียด้วย หากเอาไปวัดค่ากับประโยชน์ที่
เคยสร้าง

แต่ก็ยังพอมีเวลาเหลืออยู่บ้างให้หวนกลับมาคิด
ถึงการตัดสินใจที่จะทำอะไรในภายภาคหน้า
คิดได้ ทำไม่ได้ค่อยว่ากันต่อไป….

อย่างน้อยก็ยังได้คิด….

ชั่วชีวิตที่ผ่านมา คิดเสียเยอะ
แต่ผลที่ทำออกมานั้นน้อย
เรียกได้ว่า “เกือบไม่มี” ฮะ ฮ่าา

ประมวลคำตอบที่ผ่านมาแล้ว
ถามตัวเองไดีอีกคำว่า
“ที่กำลังทำนี้ เกิดประโยชน์กับใครไหม?”
นอกเสียจากตัวเองนั่น…

ความคิดของจิต

 


ข้าพเจ้าก้มมองร่างอันแน่นิ่งเบื้องล่างอยู่อย่างนั้น

มันเป็นความรู้สึกที่มิอาจบอกได้ว่า
“เสียดายที่มันผ่านพ้นไปแล้ว
หรือ อิ่มอกอิ่มใจที่ได้เคยทำลงไป”

แต่อย่างไร มันก็ผ่านพ้นไปแล้ว
มัวแต่กลับมาคิดถึงข้างหลัง
ก็คงจะเดินหน้าต่อไปอย่างลำบากพิกล

ข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่าวันนี้จะมาถึงอย่างรวดเร็ว
ถึงแม้ว่าจะรู้ว่าสักวัน มันจะมีอยู่จริงก็ตาม

มองไปภายภาคหน้าเท่าไหร่ก็ยังไม่เห็นว่า
ปลายทางจะแสดงตัวออกมาอย่างไร
มันมืดบอดเหมือนที่เคยเดินมาเยี่ยงไร
ทอดสายตาเพ่งไปเท่าไหร่ ยังคงเป็นเช่นนั้น

สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด คือ การร่ำร้องโหยหาอดีต
ที่ล่วงผ่าน ความสุข ความทุกข์ ความรัก
และเหล่าอารมณ์ต่างๆผลุดขึ้นมา
ราวกับฟองอากาศที่แย่งกันลอยขึ้นมาจากก้น
ขวดของโซดาเย็นยะเยียบหลังเปิดฝา

ต่างกันแต่เพียงว่าตอนมีลมหายใจนั้น
ยังคงทุกข์ระทมตีอกชกหัวได้

ภาพเบื้องล่างข้าพเจ้ายังคงเป็นภาพของร่างเดิม
ไม่ขยับเคลื่อนที่ไปไหน ทั้งที่อยากจะให้มัน
กลับมาลุกขึ้นเดินได้อีกครั้ง….

แต่มันก็สายเกินแก้ไปเสียแล้ว
คงต้องทิ้งร่างอันไร้ลมหายใจนี้ไป
แล้วพาจิตวิญญาณเดินทางต่อไป

หนทางข้างหน้ายังอับจน
มืดมนไร้แสงสว่าง….
แต่อย่างไรก็ต้องดำเนินต่อไป

ทิ้งภาพเบื้องหน้าที่แน่นิ่งไว้ตรงนั้นแหละ
นรก สวรรค์เท่านั้นแหละ ที่จะรู้

เพียงแค่เบือนหน้าครั้งสุดท้ายหนีไป
อีกครั้งหนึ่งที่เสียงดังออกมาภายใต้ดวงจิตว่า

“ขอโอกาสให้ชีวิตข้าอีกสักครั้งเถิด”

ข่าวเค้าว่า..

 


    ฟังข่าวแว่วๆว่า "ความกดอากาศสูงจะแผ่ขยาย
ดันเข้ามาลึกถึงกลางประเทศอีกระลอกหนึ่ง
อาจจะส่งผลทำให้อุณหภูมิลดลงฮวบฮาบ"

มองดูแล้วก็มีความเป็นไปได้มากกว่าการพยาการณ์
อากาศแต่ก่อน อาจจะเหตุเพราะว่า สื่อสมัยก่อนนั้น
ยังไม่แพร่หลายเท่าที่ควร จะจั่วหัวดึงคนอ่านได้
ก็คงต้องเล่นใหญ่ไว้ก่อน

ผิดแผกกับทุกวันนี้ที่ใครมัวแต่เล่นใหญ่ไร้ความเป็น
ไปได้ก็จะขาดความน่าเชื่อถือไป
ผิดพลาดมาก็มีบาทาที่คอยแต่จะเหยียบย่ำซ้ำเติม

ว่าไปแล้วก็ดีเหมือนกันที่อากาศมีแนวโน้มจะเย็นลงอีก
หากคนเราอยู่กับอากาศร้อนๆนานๆเข้าอาจจะส่งผล
ต่อทั้งร่างกายและจิตใจ เพิ่มปริมาณความหัวร้อน
ของมนุษย์เราให้เดือดดาลมากขึ้นไปอีกทุกวี่วัน

    ยังไงช่วงเวลานี้ก็ควรหมั่นดูแลสุขภาพกายใจ
กันไว้บ้างครับ ล่าสุดช่วงร้อนๆที่ผ่านมาก่อนฝนจะเริ่ม
โปรยปรายบ้าง ผมเองก็มีอาการปวดหัวตุบๆคล้าย
เป็นโรคความดันโลหิต

เดี๋ยวหากพอมีเวลาจะเข้าโรงซ่อมตรวจเช็คกัน
สักหน่อย ปล่อยปละไปกว่าสองปีแล้วกระมัง
ประเดี๋ยวปุปปัปสู่สุขติไปขึ้นมาจะล่ำลาจัดการ
ยกหนี้สินให้ใครต่อใครไม่ทัน

    แต่ใครจะรู้เล่า ตายวันตายพรุ่ง วันนี้ทำอะไร
ก็ขอให้ทำกันไปอย่างเต็มที่ เท่าที่คิดว่าดีที่สุด
ก็แล้วกันครับ

มันอาจจะเบื่อเหงาเศร้าสร้อยปะปนมาบ้าง
ก็เป็นเรื่องธรรมดาของพวกเรานี่แหละ
จะให้มันสุข มันเจริญ มันไม่พบพานกับความทุกข์
อะไรเลยก็เห็นจะเป็นไปมิได้

คิดถึงตัวเอง คิดถึงคนอื่นบ้าง

จบการรายงานข่าว
ขอบคุณครับ

วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568

หลงๆลืมๆ

 


 

    แว่วเสียงเพลงเก่าออกมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์
แบบพกพา หลังจากเผลอไปเปิดเพลงที่ได้บันทึกไว้ใน
เพลย์ลิสของโปรแกรมวินแอมป์เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน

เพลงในคอมพิวเตอร์เครื่องเก่า(ซึ่งปัจจุบันย้ายไฟล์ต่าง
มาไว้ใน external drive) มีมากมาย
มีทั้งที่หาได้ตาม youtube ในปัจจุบัน และหาย
สาบสูญไปแล้ว

บัดนี้ถูกบรรเลงออกมาโดยมิได้ตั้งใจเปิด....

ว่ากันว่าหากให้เราลิสต์รายการเพลงที่ชอบฟังในเวลานั้น
ออกมาสัก 4-5 เพลง มันมักจะสะท้อนอะไรบางอย่าง
ออกมาจากตัวผู้ฟังนั้นได้พอประมาณว่า

คนๆนั้นตกอยู่ในห้วงอารมณ์ไหน เป็นคนแบบใด
หรือมีความชอบในแนวทางใดบ้าง

แน่นอนว่ามันอาจจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่ผมก็เชื่อว่ามีความ
จริงอยู่ในนั้นไม่น้อยทีเดียว อาจจะคล้ายๆกับหนังสือ
ที่เราอ่าน ภาพยนตร์ที่เราชอบดู พอดแคสที่ชอบฟังมั้ง

เวลานั้นผมกำลังคิดและกำลังรู้สึกอย่างไรหนอ
ถึงได้จัดเพลย์ลิสเพลงไว้อย่างเศร้าศร้อยปานนั้น
คิดไปก็คิดไม่ออกก็ได้แต่ช่างมัน...

ส่วนตัวแล้วผมมักจะชอบอะไรหลากหลาย บางอย่างก็
เหนือความคาดหมายของผู้คนไปบ้าง

เช่น ครั้งหนึ่ง ในช่วงที่ว่างจากงานพนักงานประจำ
ก็ขันอาสาไปช่วยน้าแอ๊ด ซึ่งเป็นพี่ชายที่ประกอบอาชีพ
รับจ้างทำแม่งทุกอย่าง สร้างนู่น ตกแต่งนี้

ซึ่งงานนี้แกก็ไปรับตกแต่งภายในบ้านหลังหนึ่งมา
แล้วก็เอ่ยปากชักชวนให้ผมไปช่วยงาน เชื่อมโครงเหล็ก
ทำเก้าอี้อีกสองสามตัว ดูแล้วก็ดีกว่านั่งว่างๆปล่อยใจไป
วันๆก็เลยรับงานแก

ระหว่างที่ทำงานที่ดูเหมือนงานกรรมกรนั้น ช่างเหล็ก
จำเป็นอย่างผมก็ดันพกลำโพงไร้สายเปิดฟังบทเพลง
ซิมโฟนี่ ของ บีโธเฟ่น บ้าง โมสารท วนเวียนไปวิวัลดี
หรือแม้กระทั่ง บาร์ค พลางทำงานช่างเชื่อมเหล็กไปด้วย
มองดูแล้ว ช่างขัดแย่งอะไรกันเช่นนี้ในสายตาของ
เจ้าของบ้าน

บทจะคึกคะนองบ้าดีเดือด บทเพลงร็อคกระแทกกระทั้น
ก็ส่งบทบรรเลง อย่าง “Orion (Instrumental)
ของ เมทัลลิก้ามาขับกล่อม

Du Hast” จาก RammStein ที่หลงใหลติดหูมา
จากเพลงประกอบ วิดีโอสเก็ตบอร์ดยุดบ้าคลั่งรถเข็น
โดย cky ก็เข้ามาจับหัวให้โยกไปมาอยู่นิ่งไม่ได้

แต่เมื่อถึงคราพร่ำเพ้อโหยหาอ้อนวอนขอความรักจาก
ใครสักคน “นิดนึงพอ” ของพี่แจ้ ดนุพล โคฟเวอร์
โดย Friday ก็ทำเอาน้ำตาแทบเล็ด

ไม่ว่าจะร็อค รัก แรพ ฮิปฮอพ แม้กระทั่งเพื่อชีวิต
ก็ต่างทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์ตามแต่ใจของ
ผู้ฟังเอง ยิ่งผู้ฟังตกอยู่ในห้วงอารมณ์ไหน
ดนตรีบรรเลง เนื้อหาที่สอดประสาน ยิ่งทำให้ใครผู้นั้น
เดินทางร่วมไปด้วยกันได้อย่างแนบเนียน
เป็นอันหนึ่งอันเดียว 

ปิดหน้าจอ ปิดคอมพ์ เก็บ external drive
ไว้ที่เดิมของมันเหมือนกับข้อมูลมากมายทั้งหลายแหล่
ที่มีมาตั้งแต่วัยเยาว์วางไว้ตรงนั้น
พร้อมกันกับอาการนึกไม่ออกว่า....

มะกี้จะเปิดไปหาข้อมูลอะไรในนั้นว่ะ....

วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568

เหลืองปรีดียาธร

 



ไม้ยืนต้นอีกพันธ์หนึ่ง มีถิ่นฐานมาจากต่างประเทศ
ออกดอกในช่วงต้นปี ถึงต้นฤดูร้อนก่อนเมษา

เป็นต้นที่ไม่สูงมาก หากเทียบแล้วก็คงไม่สูงเกินไปกว่าสะพานลอยข้ามถนนเห็นจะได้

ลำต้นที่อายุเยอะแล้วจะมีสีออกดำ แตกเป็นร่องริ้ว
แตกต่างจากวัยเยาว์ที่มีผิวค่อนข้างขา
อัตราการ เติบโตค่อนข้างช้า

หากเคยขับรถผ่านเส้นพหลฯออกจากรังสิตมา
เลยผ่านแยกที่จะไปอยุธยา จะเจอโค้งขวายาวๆ
ร่องกลางถนนบริเวณนั้น จะพบทิวเหลืองปรีดียาธรแทบตลอดทั้งโค้ง พอออกดอกพร้อมกับทิ้งใบจนหมด เราจะเห็นดอกเหลืองสพรั่งเต็มต้น สวยงาม

อีกเส้นหนึ่งที่ผมพบเจอเองก็เป็นถนนมิตรภาพ ขาออก
จากลาดบัวขาว เข้าสีคิ้ว จะถูกปลูกปะปนไปกับลั่นทม
แต่ก็ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่

เคยนำเอากล้ามาลงไว้ข้างๆบ้าน แต่ก็ต้องถูกโค่นไปตั้งแต่ยังไม่ทันจะจบอนุบาล เหตุใดก็หลงๆลืมๆไปแล้ว


วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568

ตะแบก เสลา อินทนิล

 



    ช่วงเวลานี้หากสังเกตุต้นไม้ที่ออกดอก
บานสะพรั่งให้ได้ชื่นชมความงามก็จะพบสีสันต่างๆ

ในวันนี้จะขอยกตัวอย่างแค่เพียงไม้ใหญ่ ยืนต้น
ที่อวดสีขาว ม่วงอ่อน ชมพูจางๆ อย่าง 3 ชื่อ
ที่ได้จั่วหัวไว้แค่นี้พอครับ เนื่องจากความรู้
ความชอบเท่าที่มีก็แทบจะจำแนกออกมาได้
ไม่กระจ่างนัก

    ด้วยความที่ข้าพเจ้าเองอาจจะก่อกำเนิดมา
ด้วยกมลสันดานตามปกติของ เพศชายทั่วไป
ที่มักจะเอาแต่ได้ มิค่อยอยากจะมือลงแรงดูแล
เอาใจใส่กับอะไรมากมาย นอกเสียจากสิ่งที่
หลงใหลกับมันจริงๆอย่างโงหัวไม่ขึ้น

หากเทียบระหว่างไม้ประดับสวยงาม กับไม้ยืนต้น
ผมคิดว่าไม้ประดับเหล่านั้นต้องการความเอาใจใส่
ในการดูแลมากกว่าไม้ใหญ่,ไม้ยืนต้นที่เติบโตได้
เองตามสภาวะแวดล้อมของมัน

และเหตุผลเหล่านั้นเอง ทำให้ผมมักจะมองไปแต่
ไม้ใหญ่มากกว่าไม้ประดับ
แต่ก็มิได้เกลียดชังอะไรนะครับ เพียงแค่มิได้อยาก
ไขว่คว้าหาความรู้ในตอนนี้เท่านั้นเอง

    จะว่าไปแล้ว ไม้ที่จั่วหัวไว้ทั้งสาม มีความคล้าย
คลึงกันอยู่อย่างที่คนไม่ได้สังเกตุรายละเอียดเล็กๆ
น้อยๆก็จะมองว่ามันเป็นไม้ประเภทเดียวกัน
เหตุเพราะสีของดอกนั้นแทบจะเหมือนกัน
ออกดอกเวลาเดียวกัน ความสูงใหญ่ก็ใกล้เคียงกัน

หากแต่มีข้อสังเกตุหลายประการอยู่ที่จะบ่งบอก
ได้ว่าไม้นั้นเป็นต้นอะไร

จะให้สังเกตุใบออกคู่ ออกสลับ ออกเยื้อง มีขนที่ใบ
หรือไม่มีก็คงจะต้องลำบากจอดรถลงไปลูบคลำใบ
จ้องมองดูใกล้ๆ ซึ่งคงจะไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่
อาจจะโดนคนตบเอาได้ ขวางทางเขา

ก็เลยเลือกที่จะสังเกตุผิวของลำต้นเอา
ว่าเป็นอย่างไร ผิวขาว ผิวดำแตก ดำไม่แตก
ซึ่งตรงนี้แหละ ที่พอจะแยกออกได้ว่า ใครตะแบก
ใครเสลา หรืออินทนิล

เห็นผ่านๆอยู่ทุกวันนี้ก็นึกครึ้มอยากแบกกล้องไป
บันทึกภาพเอาไว้

ซึ่งก็ระลึกขึ้นได้อีกว่า ราคาฟิลมกล้องมันพุ่งสูง
เป็นประวัติกาล เหตุนี้เองที่ทำให้ผมนั้นต้องหยุดยั้ง
ความสิ้นเปลืองดังกล่าวไว้กว่าสองสามปีแล้ว

คิดได้ดังนั้นก็ทำได้เพียงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากด
ถ่ายไปอย่างส่งเดช ไม่ต้องคิดอะไรให้มันมากมาย
ดั่งกล้องฟิลม

จะชัดตื้นชัดลึก คิดหาองค์ประกอบสื่อสารให้รู้สึก
รู้สาอะไรก็คงไม่ต้องเสียเวลาหรอก ถ่ายๆไป
ประเดี๋ยวก็ลืมก็ลบออกไปจากความทรงจำ

ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ดั่งเช่นอะไรสักอย่าง
แมวหมาข้างทางสักตัวกระมัง

แต่อีกส่วนลึกของจิตใจนั้นบอกว่า มึงไม่ใช่
บางอย่างลึกๆบอกไว้เช่นนั้น

บางอย่าง บางขณะมันผ่านเข้ามาสร้างความ
ทรงจำได้อย่างมากมายกว่านั้น....

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568

จากใจแมวจร

 



บางคนเดินเข้ามาทักทาย หยอกล้อ
บางคนหลงรัก
บางคนเฉยเมย
มิหนำซ้ำ...
บางคนอาจผลักไสไล่ส่ง....

เอาหนังสือหนุนหัวนอนนะถ้าอยากฉลาด
(ใครบางคนหลอกเด็กอย่างผมให้หลงเชื่อ)
ไอ้แมวนี้คงจะฉลาดตามฉบับแมวๆกระมัง

เพียงลำพัง

 



    ผมเคยแปลกใจอยู่หลายครั้ง
ที่มองไปเห็น "คน" มานั่งตามร้านอาหารเพียง
"ลำพัง" ประทังความหิวกระหาย ปลดเปลื้อง
ชำระสิ่งต่างๆให้เบาบางหายไปกับอาหาร และ
เครื่องดื่ม

มันอาจจะเป็นความโดดเดี่ยวในกมลสันดาน
ที่ความกระดากอายไม่กล้าทำอะไรคนเดียวนั้น
ไม่ส่งผลกระทบอะไรกับเขา

    มันเป็นชีวิตที่ดำเนินไปตามความต้องการ
ของตัวเองเพียงลำพังทั้งสิ้น
หาใช่ต้องเอาแบบอย่างมาจากใครที่ไหน

มันเพียงแค่เป็นผลปรากฎมาจากเบื้องลึกในใจ

ผมเคยถามตัวเองว่า คนประเภทไหนกัน ที่มี
ทรัพยากรด้านเวลา และ เงินทุน พอ
ที่จะมานั่งทอดอารมณ์แบบนั้น เพียงลำพัง

    ท้ายแล้วก็ยังไม่สามารถให้คำตอบกับ
ตัวเองได้อย่างแน่ชัด เหตุเพราะคิดว่าคนเรานั้น
ช่างหลากหลายเสียเหลือเกิน

คิดได้ดังนั้นก็ ก้มหน้า จัดการกับอาหารและ
เครื่องดื่มตรงหน้าเพียงลำพังต่อไป

เหงาๆก็ดีเหมือนกัน

 


    ในเวลาที่ทุกอย่างไม่เป็นไปอย่างใจ
ซึ่งไม่แน่ว่า เราอาจจะกำลังฝืนความเป็นไป
ของอะไรบางอย่าง

ในยามที่โดดเดี่ยวเดียวดาย ไร้ผู้คนรู้จักเคียงข้าง
ความรู้สึกหว้าเหว่มักจะส่งผลให้เรามองหาใครสักคน
สักกลุ่ม สักก้อน

ที่จะเข้ามาช่วยระงับอาการดังกล่าว...

    หากแต่บางที เราปล่อยให้ความรู้สึกนั้น
ดำเนินต่อไป มันก็มีข้อดีเหมือนกัน เฉกเช่นเดียวกับ
เหรียญที่มีสองด้าน

    บางทีนั้น ความขุ่นข้องต่างๆ ความต้องการ
ใครสักคนที่อัดอั้นถูกบีบอัดให้แน่นจนนิ่ง
แล้วมันก็ตกตะกอนลงมา ส่งผลให้อีก "ความคิด"
หนึ่งเรียงตัวกันไหลบ่าออกมา

อาจจะเป็นความรู้สึกนั้นแหละ ที่เราตามหามากกว่า
ความต้องการที่จะระงับ "ความเงียบเหงา"

วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2568

ยังคลาดกันอยู่

 



    เบื้องหน้าข้าพเจ้า บัดนี้
คือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและถ้าหากพลาด
พลั้งลงไปแม้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งก็คงพบกับ
ความตาย

เป็นความตายที่มันถามหาวิญญาณข้าพเจ้ามาตลอด
เพียงแค่ข้าพเจ้าพลัดผ่อนกับมันไปเรื่อยว่า
"ยังไม่ใช่วันนี้"

ชีวิตนั้นเสี่ยง....
เสี่ยงตั้งแต่อยู่ในครรถ์แล้วแหละ
อันตรายรอบตัวนั้นมากมายหากเราจะมอง
แต่ข้าพเข้าเลือกที่จะมองข้ามมันไปเสียมากกว่า
เฉกเช่นเดียวกันกับความเสียใจของผู้คน

นางแต๋ม เคยบอกกล่าวในความห่วงใยว่า
จะไม่เสียใจเลยหากความตายนั้นมาเยือน
แต่มันผิดกันกับความพิกลพิการที่ต้องอยู่กับมัน
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะอยู่กับมันไปนานเท่าไหร่
หากวันใดวันนึงเกิดเหตุการณ์ให้เป็นเช่นนั้นขึ้นมา

ใครเล่าจะอยากให้หนทางเหล่านั้นมันเกิดขึ้น
นอกเสียจากความชำรุดของมนุษย์บางคน

ข้าพเจ้าเคยได้รับความกระทบกระเทือนทางใจ
จนมันเสียหายไปก็หลายครั้ง
แต่ก็ยังไม่เคยคิดที่จะปลิดทิ้งสติในร่างกายนี้ไป

ฟังแล้วดูย้อนแย้งกับการกระทำในทุกวันนี้ยิ่ง

เพื่อนชายเล่าให้ฟังถึงฆาตความซวยของบางคน
อยู่ดีๆก็มีคนอื่นทำให้เกิดเหตุจนเสียชีพไป
ฟังแล้วน่าเศร้า แต่ก็ไม่เศร้าไปกว่าความพิการ
ที่นางแต๋มบอกกระมัง

อุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นทุกวัน
แน่นอนว่ามันยังไม่ใช่วันของข้าพเจ้า
แต่ก็ไม่แน่ในสักวันหนึ่ง

เบื้องหลัง พ้นผ่านมาได้จากแรงเบรคจานดิสหน้า
แบบคู่ผสมผสานกับแรงฉุดรั้งของเครื่องยนต์ที่ถูก
สับเปลี่ยนอัตราทดกำลังให้ความเร็วรอบนั้นสูงขึ้น
อีกแรงหนึ่ง

หากครองสติบังคับไปผิดทางเพียงนิดเดียวจาก
การตัดหน้าของผู้ไม่สามารถประเมินความเร็วของ
วัตถุที่กำลังแล่นมา

แน่นอนว่าเมื่อวานคงเป็นวันที่สุดท้ายของ
รายการนี้เป็นแน่

คำสบถสาบานพ้นผ่านไปพร้อมๆกับมัน
ทิ้งความกังวลเมื่อครู่ให้ผ่านไป
หนทางเบื้องหน้าอีกยาวไกล มองไปข้างหน้า
เลิกคิดถึงเรื่องที่พ้นผ่านมาแล้วจะดีกว่า
มันไม่เกิดประโยชน์อันใด


วันเสาร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2568

เช้าที่อากาศหนาวในต้นฤดูร้อน

 



ไม่กี่วันก่อน ความร้้อนยังปกคลุมไปทั่วบริเวณ
จนกระทั่งมวลอากาศเย็นแผ่ลงมาจากทิศเหนือ
ช้อนอากาศร้อนชื้นให้ลอยขึ้นเป็นกลุ่มเมฆแล้ว
ก็ปะทะกันเกิดเป็นฝน ในบริเวณอิสานใต้และ
ภาคกลางที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่

และเมื่อเย็นที่ผ่านมา อุณหภูมิก็ลดวูบลงคล้าย
กับว่ามีเครื่องทำความเย็นใหญ่ยักษ์พัดเป่าอยู่
ภายนอก

อากาศแปรปรวนง่ายดายเหลือเกิน วูบไหวไป
มาจับทิศทางได้เพียงสั้นๆ

อาจจะเป็นเหมือนคนเรานี่ก็ได้ครับ
บทจะดีก็ดีจนมิอาจเปรียบ
บทจะชัง หายใจใกล้ๆก็ยังผิดจังหวะ

ชีวิตนี้เอาแน่เอานอนกับอะไรมิได้เลยอย่างที่
ท่านผู้ประเสริฐแล้วบอกกว่าต่อๆกันมา

ความแน่นอนที่สุดในชีวิต คือ ความไม่แน่นอน
เช่นเดิมครับ แน่นอนว่าตอนนี้ยังมีลมหายใจ
ทำได้เพียงดูแลหวงแหนสิ่งที่มี ลดละความคิด
คำนึงกับสิ่งที่ไม่มี ง่ายๆแบบนี้แหละ ทำได้ก็
จะดึงดูดความสงบเข้ามาสู่เราได้

คิดง่าย ทำยากจริงๆ
บางขณะผมจึงต้องผลักตัวเองให้มีอะไรทำอยู่
ตลอดเวลาไม่ปล่อยให้ความว่างเข้าปกคลุม
จนเผลอคิดไปถึงสิ่งเก่าๆที่เคยมีแล้วหายไป
หรือความอยากได้ส่ิงใหม่ๆที่ไม่เคยมีเข้ามา

ท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านดูแลสุขภาพกันและกันด้วย
ด้วยความห่วงใย