ราตรีมืดมิดห่อหุ้มซีกโลกด้านที่หันหลังให้กับสุริยา
แม้มันจะมืดเพียงใด แต่ในยุคสมัยนี้
มันไม่เคยมืดมิดจริงๆสักที
อย่างน้อยก็ในชีวิตของข้าพเจ้าที่เติบโตมากับยุค
ที่มีไฟฟ้าใช้อย่างในปัจจุบันนี้
มันเป็นเรื่องยากที่คนเมืองอย่างเราๆ จะหาที่ห่างไกล
จากแสงไฟได้ไกลเกินรัศมียี่สิบ สามสิบ กม.
เพื่อแหงนมองดูฟากฟ้าที่ประดับประดาไปด้วยดวง
ดารานับอนันต์
ผมเคยฟังเรื่องเล่าจากยายเทียบ ที่บรรยายถึงความแล้ง
แค้นของชีวิตแกสมัยเด็กๆให้ฟัง
เวลานั้น ไฟฟ้ายังส่องสว่างไปไม่ถึงพื้นที่ห่างไกล
ไต้ ตะเกียง ฟืนไฟ ยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักที่
ส่องสว่างยามค่ำคืน ขับไล่ความมืดมิด ยุงแมลง
ริ้นไรให้ห่างบ้านเรือนออกไป
จะหุงหาอาหารก็ต้องใช้ไฟจากฟืน จากเถ้าถ่าน
นี่แหละครับ
หมดแสงอาทิตย์เมื่อไหร่ หมายถึงความยากลำบาก
ในการเดินทาง การใช้ชีวิตมากมาย
หากเป็นคืนเดือนหงาย คืนจันทร์เพ็ญที่ส่องสว่าง
นำทางสลัวรางให้พอเดินไปในทุ่งได้โดยมิพลัดหลง
ไปสะดุดชนกับสิ่งกีดขวางในยามออกไปหาดักจับสัตว์
จำพวกหนูนา หากใกล้ริมคลอง ริมแม่น้ำก็ไปปักเบ็ด
ไว้ รอไปเก็บในตอนเช้า
มันเป็นเรื่องเล่าถึงความกันดารที่ตัวผู้เล่าเองนั้นยังคง
จำมันได้อย่างแม่นยำชนิดที่ว่าฝังลงไปเป็นภาพวิดีโอ
ยังไงอย่างนั้น
แต่ผมเองก็แทบนึกไม่ออกหรอกครับ เวลานั้น
จับใจความได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เพราะคงมิได้สนใจ
หรือใส่ใจที่จะเอาเนื้อหาสาระ ฟังไปเพราะต้องฟัง
ก็เท่านั้น
คงอย่างเดียวกับที่ผู้เล่านั้น มิได้จงใจที่จะเอ่ยมัน
ออกมา เพียงแต่รำพึงรำพรรณเปรียบเทียบความ
เหนื่อยยากของยุคแก ให้เด็กๆอย่างยุคผมที่เกิดมา
มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความสะดวกสบายได้ฟัง
หากรู้ซึ้งถึงความหมายก็คงดีไป
เห็นคุณค่าของสิ่งที่มี
ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร เพราะมันคงยากที่วันหนึ่งมันจะ
ไม่มีสิ่งที่อำนวยความสะดวกให้เยี่ยงทุกวันนี้...
ยายเทียบปลดเปลื้องความทุกข์ยากจากโลกนี้ไป
นานแล้ว...
มีแต่ผมเองที่เฝ้านึกถึงสิ่งอันใดที่หาสาระมิได้
ท่ามกลางความมืดมิดอยู่ต่อไป....
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น